:::     :::

ใครเหนือกว่าใคร?

วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2560 คอลัมน์ ลูกหนังนอกกรอบ โดย JOKE
4,401
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุปตาร์มาดริด กับ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวดังบาร์ซ่า ใครจะผงาดเป็นดาวซัลโวหมายเลขหนึ่งของปี 2017 โปรดติดตามกันช่วงค่ำคืนวันเสาร์นี้

    คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ใครประสบความสำเร็จมากกว่ากันในปี 2017?
   
    มันเป็นคำถามที่ตอบง่ายมากหลังซุปตาร์ชาวโปรตุกีสกอบโกยความสำเร็จร่วมกับ เรอัล มาดริด ด้วยการคว้าแชมป์ 5 รายการทั้ง ลา ลีกา, ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก, ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ, สแปนิช ซูเปอร์ คัพ และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ รวมถึงรางวัลส่วนตัวอย่าง'บัลลง ดอร์'
   
    ขณะที่เมสซี่ได้เฉพาะโทรฟี่ โกปา เดล เรย์ พร้อมรางวัลดาวซัลโวลีกาและดาวยิงสูงสุดของลีกยุโรป (รองเท้าทองคำ) เป็นรางวัลปลอบใจเท่านั้น

   
    จากความสำเร็จข้างต้นของ คริสเตียโน่ ข่มคู่ปรับอย่าง เมสซี่ แจ่มแจ้งชัดเจน
   
    อย่างไรก็ตามสองแข้งดาวดังยังคงเป็นข้อถกเถียงกันตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมาว่าใครเหนือกว่าใคร? ใครคู่ควรกับคำว่าดีที่สุดในโลก?
   
    เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ คว้าแชมป์ลีการวมกัน 10 สมัย, แชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 7 ครั้ง และ รางวัล'บัลลง ดอร์'10 ครั้ง ไม่มีนักเตะคนใดในโลกทำได้เท่าเทียมพวกเขา เพียงแต่ซูปตาร์ชาวโปรตุกีสประสบความสำเร็จในช่วงปีนี้เหนือกว่าเท่านั้น
   
    ก่อนทั้งคู่จะลงดวลกันในแมตช์'เอล กลาซิโก้'วันเสาร์นี้ ถือเป็นเกมพิสูจน์ประสิทธิภาพของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ว่าใครจะเป็นนักเตะที่ยิงประตูมากสุดในช่วงปี 2017
   
    คริสเตียโน่ กับ เมสซี่ กดไปคนละ 53 ประตูเท่า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ของ บาเยิร์น มิวนิค และ เอดินสัน กาวานี ของ เปแอสเช แต่สองรายหลังหมดโอกาสลั่นกระสุนเพิ่มหลังต้นสังกัดลงเล่นนัดสุดท้ายของปีไปแล้ว ส่วน แฮร์รี่ เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษของ สเปอร์ส ยังตามมาห่างๆที่ 50 ประตู
   
    การยิงประตูมากสุดในรอบปีไม่มีรางวัลใดๆสำหรับนักเตะที่ทำสถิติดังกล่าวเหมือนที่ซุปตาร์ชาวอาร์เจนไตน์เคยกระทุ้ง 86 ประตูในช่วงปี 2012 นอกจากเสียงยกย่องเชิดชูและทำให้ผู้คนกล่าวถึงว่าตนเองเหนือกว่าอีกฝ่ายเท่านั้น
   
    สถิติการยิงประตูของ ลิโอเนล เมสซี่ ในปี 2017

    ลา ลีกา    37 นัด    3,248 นาที    39 ประตู
    แชมเปี้ยนส์ลีก    10 นัด    783 นาที    4 ประตู
    โกปา เดล เรย์    7 นัด    630 นาที    5 ประตู
    สแปนิช ซูเปอร์ คัพ    2 นัด    180 นาที    1 ประตู
    ยอดรวมสโมสร    56 นัด    4,841 นาที    49 ประตู
   
    รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก    5 นัด    450 นาที    4 ประตู
    กระชับมิตร    2 นัด    180 นาที    0 ประตู
    รวม    63 นัด    5,471 นาที    53 ประตู
   
   
    สถิติการยิงประตูของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในปี 2017
   
    ลา ลีกา    29 นัด    2,579 นาที    19 ประตู
    แชมเปี้ยนส์ลีก    13 นัด    1,200 นาที    19 ประตู
    โกปา เดล เรย์    2 นัด    180 นาที    1 ประตู
    สแปนิช ซูเปอร์ คัพ    1 นัด    24 นาที    1 ประตู
    สโมสรโลก    2 นัด    180 นาที    2 ประตู
    ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ    1 นัด    7 นาที    0 ประตู
    ยอดรวมสโมสร    48 นัด    4,170 นาที    42 ประตู
   
    รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก    6 นัด    495 นาที    8 ประตู
    กระชับมิตร    1 นัด    58 นาที    1 ประตู
    รวม    59 นัด    5,090 นาที    53 ประตู
   
    จากสถิติข้างต้น คริสเตียโน่ ดูเหนือกว่า เมสซี่ เล็กน้อยเพราะซุปตาร์ชาวโปรตุกีสลงเล่นน้อยกว่าจึงมีค่าเฉลี่ยยิงประตูต่อนัดดีกว่า 1.05 ต่อ 0.91
   
    แมตช์'เอล กลาซิโก้'ยกที่ 175 บนเวทีลีกานอกจากจะเป็นการดวลกันระหว่างสองนักเตะดีที่สุดในโลกแล้ว มันยังหมายถึงการฟัดกันระหว่างสองสโมสรที่มีปรัชญาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้ความขัดแย้งทางด้านการเมืองที่เคยคุกรุ่นก่อนหน้านี้จะลดความร้อนแรงลงแล้วก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าบิ๊กแมตช์วันเสาร์นี้จะลดทอนความดุเดือดเข้มข้นลงแต่อย่างใด
       
    เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลน่า ไม่ว่าจะเจอกันที่ไหน? เมื่อไหร่? รายการไหนก็ตาม มันเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้ผู้ชมทั้งขาประจำและขาจรเสมอมา
   
    'เอล กลาซิโก้'เป็นดาร์บี้แมตช์ระดับช้างชนช้างส่งท้ายปี 2017 ไล่มาตั้งแต่ดาร์บี้แมตช์สำคัญของแต่ละลีกในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
   
    อาทิ ลิเวอร์พูล กับ แมนฯยูไนเต็ด ศึกแดงเดือดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม, ปาร์ติซาน เบลเกรด กับ เซอร์เวน่า ซเวซด้า สองยักษ์ใหญ่เซอร์เบียเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม, โครินเธียนส์ กับ พัลไมรัส ของบิ๊กบราซิลเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม, อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม กับ เฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์แฮม ของฮอลแลนด์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม, โบคา จูเนียร์ส กับ ริเวอร์ เพลท แมตช์'เอล กลาซิโก้'เวอร์ชั่นอาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน
   
    เบนฟิก้า กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ของโปรตุเกสเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน, ชีวาส กวาดาลาฮาร่า กับ คลับ อเมริกา ของเม็กซิโกเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน, เปแอสเช กับ มาร์กเซย ของฝรั่งเศสในวันต่อมา
   
    ลาซิโอ กับ โรม่า แมตช์'เอล กลาซิโก้'ของอิตาลีเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน, แอตเลติโก มาดริด กับ เรอัล มาดริด ดาร์บี้แมตช์มาดริดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน, อาร์เซน่อล กับ สเปอร์ส ศึกลอนดอนดาร์บี้เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน, เรอัล เบติส กับ เซบีย่า ดาร์บี้แมตช์แดนใต้เมืองกระทิงเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน
   
    โอลิมเปียกอส กับ พานาธิไนกอส ศึกสองยักษ์กรีซเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน, เปนญารอล กับ นาซิโอนาล ของอุรุกวัยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม, เรนเจอร์ส กับ เซลติก ศึก'โอลด์ เฟิร์ม'ดาร์บี้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม, โรซารีโอ เซนตรัล กับ นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ ของอาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม
   
    เฟเนร์บาห์เช่ กับ กาลาตาซาราย ศึกใหญ่แดนเติร์กเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม, อินเตอร์ มิลาน กับ เอซี มิลาน ของอิตาลีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมและส่งท้ายปีอย่างสมบูรณ์แบบด้วยแมตช์'เอล กลาซิโก้'ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลน่า ค่ำวันเสาร์นี้
   
    แมตช์'เอล กลาซิโก้'นัดประวัติศาสตร์เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1902 ในรายการ'โกปา เด ลา โกโรนาซิออน'ซึ่งเล่นบนสังเวียน'อีโปโดรโม่ เด มาดริด' ซึ่งทีมอาซูลกราน่าประเดิมสวยด้วยการขย่มทีมชุดขาว 3-1 เหมือนเป็นเกมรุ่นพี่สั่งสอนรุ่นน้องก็ว่าได้เพราะ บาร์เซโลน่า ก่อตั้งสโมสรเมื่อปี 1899 ขณะที่ เรอัล มาดริด เพิ่งเปิดตัวในปีดังกล่าว
   
    บาร์เซโลน่า ยังคว้าแชมป์ลีกาตั้งแต่ฤดูกาลแรก 1928-29 ซึ่งมีสโมสรร่วมแข่งขันเพียง 10 ทีม ทว่าผ่านมาเกือบ 100 ปี เรอัล มาดริด ประสบความสำเร็จเหนือกว่าจากการคว้าแชมป์ลีกา 33 สมัย ขณะที่ บาร์เซโลน่า คว้าแชมป์ลีกเมืองกระทิงไปครองเพียง 24 ครั้ง
   
    เรอัล มาดริด เริ่มผงาดหลังสงครามกลางเมืองปี 1939 โดยเฉพาะช่วงทศวรรษที่ 60 ภายใต้การปกครองระบบเผด็จการของนายพล ฟรานซิสโก้ ฟรังโก้ ซึ่งมีส่วนช่วยทีมชุดขาวกอบโกยความสำเร็จเป็นว่าเล่นโดยเฉพาะการคว้าแชมป์ยุโรป 5 สมัยติดต่อกันในช่วงปี 1955-1960 ยุคที่มียอดนักเตะอย่าง อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ นำทัพ ขณะที่ทีมอาซูลกราน่าจะโผล่ขึ้นมาแย่งความสำเร็จเป็นครั้งคราวเท่านั้น
       
    ทีมอาซูลกราน่าเพิ่งฟื้นตัวกลับมาในช่วงศตวรรษที่ 90 ยุคที่มีเทรนเนอร์ชื่อ โยฮัน ครัฟฟ์ ก่อนผงาดขึ้นมาเป็นทีมหมายเลขหนึ่งของลีกเมืองกระทิงตั้งแต่ช่วงปี 2005 เป็นต้นมา
   
    บาร์เซโลน่า มักจะสร้างความเจ็บช้ำให้สาวกมาดริดิสต้าในแมตช์'เอล กลาซิโก้'ช่วงหลายปีหลัง โดยเฉพาะการดวลกันระหว่าง โจเซป กวาร์ดิโอล่า กับ โชเซ่ มูรินโญ่ ในปี 2010 ซึ่งเด็กๆของเป๊ปยิงสลุตมาดริดของมูขาดลอย 5-0 จนมีการนำภาพชูมือ 5 นิ้วหรือ 'ลา มานีต้า'ของ เคราร์ด ปีเก้ ล้อเลียนคู่แข่งจนถึงทุกวันนี้
   
    'เป๊ปทีม'ยังเคยบุกขย่ม เรอัล มาดริด ของ ฆวนเด้ รามอส พ่ายยับคาสังเวียนเบร์นาเบว 1 ปีก่อนหน้านั้นด้วยสกอร์ 6-2 ซึ่งเป็นการปราชัยครั้งประวัติศาสตร์ของทีมชุดขาวต่อทีมคู่ปรับตลอดชาติด้วย
   
    บาร์เซโลน่า ของ เคราร์โด้ มาร์ตีโน่ ยังเคยบุกเชือด เรอัล มาดริด ยุค คาร์โล อันเชล็อตติ แบบสุดมัน 4-3 ในปี 2014 จากการทำแฮตทริกของเมสซี่
   
    กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ยังเป็นฮีโร่ซัดประตูชัยให้ทีมอาซูลกราน่าของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ บุกมาเชือด เรอัล มาดริด ของ ซีเนดีน ซีดาน เมื่อปีก่อนด้วยสกอร์ 3-2 ก่อนเทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสจะเอาคืนด้วยการสอยทีมอาซูลกราน่าทั้งสองนัดบนเวทีซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
   
    แต่ซีดานจะทำให้มาดริดกลับมามีโอกาสป้องกันแชมป์ลีกาและช่วยให้ลีกเมืองกระทิงมีสีสันน่าตื่นเต้นมากขึ้นหรือไม่ ทัพอาซูลกราน่าของเมสซี่จะเป็นผู้ให้คำตอบ...


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})