:::   20:33 - มิลานยันซลาตันตรวจโควิด-19เป็นบวก   :::   16:14 - สิงห์ทางการเซ็นเมนดี้โกลใหม่5ปีพร้อมแข่งสิ้นวีก   :::

"กาเบรียล เชซุส" จากเด็กทาสี สู่เวทีลูกหนังระดับโลก (ตอนจบ)

วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม 2560 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
3,377
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
หลังจากเมื่อวาน เรานำเสนอเรื่องราววัยเด็กของ "กาเบรียล เชซุส" กันไปแล้ว

        วันนี้เดินทางมาถึงตอนจบของเรื่องราว โดยเจ้าตัวเปิดใจเรื่องการติดทีมชาติบราซิล พร้อมกับได้เล่นร่วมกับฮีโร่ของตัวเองอย่างเนย์มาร์ ที่ผนึกกำลังพาพลพรรค "เซเลเซา" ผงาดคว้าเหรียญทองโอลิมปิก บนแผ่นดินเกิดตัวเอง

        นอกจากนี้ เขายังปัดข้อเสนอของหลายสโมสร เพื่อมุ่งหน้าสู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยมีแรงจูงใจสำคัญ นั่นคือชายนามว่า  "เป๊ป กวาร์ดิโอล่า" เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เราไปฟังเรื่องราวจากปากของเขากัน

        "ตอนผมอายุ 15 ผมมีโอกาสมาเล่นกับสโมสรพัลไมรัส และทุกอย่างก็เริ่มจากที่นั่น ผมไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ มันเป็นเหมือนกับโชคชะตา พระเจ้าเขียนเส้นทางทุกอย่างแบบสมบูรณ์"

        " ผมได้เข้าร่วมทีมเยาวชน และเซ็นสัญญาอาชีพเป็นครั้งแรก จากนั้น ทุกอย่างก็ผ่านไปเร็วมาก ผมก้าวมาติดทีมชุดใหญ่ และทำผลงานได้ดี นอกจากนี้ ยังถูกเรียกตัวติดทีมชาติบราซิล ชุดลุยศึกโอลิมปิก 2016 ที่ริโอ เดอ จาเนโร อีกด้วย"

        " ย้อนกลับไปช่วงเวลานั้น ผมยังอยู่บนถนนเปริ เป็นเพียงเด็กทาสีที่วาดเส้นสีเหลือง และเขียว เพื่อเป็นการต้อนรับศึกฟุตบอลโลก 2014 ทุกคนวาดภาพขนาดใหญ่ลงบนกำแพง โดยมาพร้อมกับใบหน้านักเตะทีมชาติบราซิล อาทิ ดาวิด ลุยซ์ และเนย์มาร์"

        "เวลาผ่านไป 2 ปี ผมได้เล่นโอลิมปิก เคียงข้างกับเนย์มาร์ !! ผมสามารถจดจำความรู้สึกของการสวมชุดแข่งสีเหลือง และเล่นทีมชาติเป็นครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกที่คุณสามารถทำตามความฝันได้เป็นผลสำเร็จ

       "ทัวร์นาเมนต์ในปี 2016 ถือเป็นช่วงเวลาพิเศษสำหรับทีมชาติบราซิล เนื่องจากเหรียญทองโอลิมปิก เป็นรายการที่พวกเรายังไม่เคยสัมผัสมาก่อน ความกดดันสูงมาก มันอาจเป็นเพราะความล้มเหลวจากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็ได้"

        "เราเล่นไม่ค่อยดีนักใน 2 เกมแรก และเสียงวิจารณ์ก็เริ่มถาโถมเข้ามา โดยเป้าหมายพุ่งตรงไปยังเนย์มาร์ อย่างไรก็ตาม เขาสามารถจัดการทุกอย่างได้ เขาคือผู้นำของเรา"

       " ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้น ผมเป็นแฟนตัวยงของเนย์มาร์ ซึ่งเป็นเหมือนกับหลายคน เขาเป็นนักฟุตบอลที่น่าทึ่งมาก การได้รู้จักเขาในช่วงเวลานั้น ถือเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก เขาเป็นคนที่สุดยอด"

       " ในห้องแต่งตัว เนย์มาร์ จะปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกับเป็นพี่น้องของเขาเอง เขาเป็นปัจจัยสำคัญ ในการรวมเราเป็นหนึ่งเดียว และเอาชนะความกดดัน พร้อมกับลงเล่นเพื่อกันและกัน"

        "เมื่อเราได้รับเหรียญทองมาคล้องคอ มันเป็นเหตุการณ์ที่น่าเหลือเชื่อมาก ทั้งสำหรับนักเตะ และประเทศชาติ"

        "ผมต้องการทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้มีชื่อติดทีมชาติบราซิล ไปลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย อย่างไรก็ตาม บราซิล ก็คือบราซิล ที่นี่มีการแข่งขันกันที่สูงมาก และไม่มีอะไรแน่นอน"

        " นั่นเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมผมต้องย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผมต้องการเติบโตในฐานะผู้เล่น ผมบอกเลยว่า อังกฤษ แตกต่างจากที่บราซิล อย่างสิ้นเชิง คุณไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์บ่อยนักหรอก"

        " ผมได้รับข้อเสนอจากบางสโมสร ที่มีสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่า แต่ผมเลือกมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะพวกเขามีเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นผู้จัดการทีม"

        "นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาอังกฤษ สภาพอากาศหนาวเย็นมาก และผมพูดภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยได้ มันเป็นความท้าทายที่ผมต้องทำความเข้าใจ แต่ว่าเป๊ป กวาร์ดิโอล่า โทรศัพท์มาหาผม และบอกว่า ผมเป็นส่วนสำคัญในอนาคตของสโมสรแห่งนี้"

        "การโทรครั้งนั้นสำคัญมาก มันแสดงให้เห็นถึงว่า เป๊ป เป็นห่วงเป็นใยในอนาคตของผมอย่างแท้จริง ผมบอกได้เลยว่า เขามันเป็นคนอัจฉริยะ !!"

        "ก่อนที่ผมจะย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผมต้องทำบางสิ่งบางอย่างเป็นครั้งสุดท้าย นั่นคือการกลับไปสนามของทีมปิเกนินอส พร้อมกับการถือรองเท้าสตั๊ดไปด้วย"

        "มันเป็นเหตุการณ์เหมือนตอนที่ผมอายุ 9 ขวบ แต่เวลานี้ ผมหิ้วรองเท้าสตั๊ดกลับไป 250 คู่ จุดประสงค์ก็คือ เพื่อเอาไปแจกเด็กๆ"

        "เมื่อผมย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผมรู้สึกถึงความสูญเสีย แม่ต้องบินไปบินมา ระหว่างอังกฤษ กับบราซิล มันยากมากที่จะอยู่ห่างจากแม่ เพราะท่านเป็นทุกอย่างของผม เรียกได้เลยว่า ท่านเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ในคนเดียวกัน"

        "ผมเป็นคนช่างฝันเสมอ แม้มันจะไม่ได้เป็นความฝันที่ยอดเยี่ยมสุดก็ตาม ผมอยากจะกล่าวถึง เด็กมากมายที่ทาสีอยู่ข้างถนน เพื่อต้อนรับศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา"

        "บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้เล่นกับสโมสรยักษ์ใหญ่ หรืออาจจะมีบางคนปรามาสว่า พวกเขาไม่สามารถทำมันได้หรอก !!แต่ผมอยากบอกกับพวกเขาว่า -จงอย่าหยุดต่อสู้-"


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})