:::     :::

ผีขี้พุ่ง-หงส์ก็ขี้พุ่งไม่แพ้กัน

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2564 คอลัมน์ เด็กเก็บบอล โดย ยักษ์เดนส์
456
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงหลังจากที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของ ลิเวอร์พูล ออกมาพูดถึงเรื่องการได้จุดโทษของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

"แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้จุดโทษในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามากกว่าที่ผมได้ตลอด 5 ปีครึ่งที่คุม ลิเวอร์พูล" คล็อปป์ ว่าไว้อย่างนั้นหลังจบเกมที่ทีมแพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน

ไม่แปลกที่นายใหญ่ชาวเยอรมันจะพูดอย่างนั้น เพราะในมุมมองของเขาในเกมดังกล่าวทีมควรจะได้จุดโทษแต่กลับถูกเมินโดยผู้ตัดสิน อังเดร มาร์รีเนอร์

มันก็จริงอย่างที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ พูดนั่นแหละหากมองตามสถิติตัวเลข "หงส์แดง" ได้จุดโทษไปแล้ว 30 ครั้งในยุคของนายใหญ่ชาวเยอรมัน ส่วน "ปีศาจแดง" ได้ไปทั้งหมด 32 ครั้งในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา นับจนถึงเกมล่าสุด

        

แต่หากมองตามข้อสงสัยของ คล็อปป์ มันก็ดูจะไม่ยุติธรรมกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่าไร เพราะหากนับเฉพาะในซีซั่นนี้ทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดคือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้ไป 10 ครั้ง (ผีแดงได้ 6 - ลิเวอร์พูล ได้ 5)

ถึงกระนั้นสำหรับอดีตผู้ตัดสินมือหนึ่งของอังกฤษอย่าง มาร์ค แคล็ทเท่นเบิร์ก มองเรื่องนี้ไว้สองมุม ทั้งเห็นด้วยที่บางครั้งทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้จุดโทษแบบไม่น่าได้ เหมือนมีการพุ่งล้มหรือจะอะไรก็ตามแต่ ทว่าในทางกลับกันฝั่งของ ลิเวอร์พูล ก็มีนักเตะในทีมที่เป็นพวก "จอมพุ่ง" เหมือนกัน

กับการที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นมาเป็นทีมลุ้นแชมป์เต็มตัวแบบนี้ ไม่แปลกที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเล่นสงคราม "จิตวิทยา" แบบนี้ ในแบบที่เราไม่ได้เห็นเมื่อปีที่แล้ว

        

นั่นก็เพราะว่าเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาทีมเดินหน้าเก็บชัยชนะเป็นว่าเล่นและทำแต้มทิ้งห่างคู่แข่งไกลไม่เห็นฝุ่น ทำให้ คล็อปป์ ไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่เรื่องอะไรแบบนั้น

แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้เราเห็นกันมาตั้งแต่สมัยที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทีมยูไนเต็ด ทั้งให้สัมภาษณ์กดดันการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน การกดดันผู้ตัดสินรวมถึงผู้ช่วยระหว่างคุมเกมข้างสนาม เรื่องแบบนี้เราเห็นกันมาเยอะแล้วจาก "ป๋า"

ซึ่งดูแล้วจากสถานการณ์ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะเลยที่ คล็อปป์ จะออกมาพูดอะไรแบบนี้ เพราะทั้งสองทีมเตรียมฟาดแข้งกันที่แอนฟิลด์ในวันอาทิตย์นี้

        

ย้อนกลับไปที่มุมมองในการได้จุดโทษซึ่งทาง มาร์ค แคล็ทเท่นเบิร์ก เผยว่าได้ดูและวิเคราะห์อย่างใกล้ชิดโดยบอกว่ามี 5 ลูกที่ควรจะเป็นจุดโทษแต่ก็มีอยู่ 3 ลูกที่มองว่ายังไงก็ไม่ควรเป็นจุดโทษ

ประตูแรกก็ล่าสุดเลยเมื่อวันปีใหม่ในเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจอ แอสตัน วิลล่า ซึ่งทุกคนคงจำกันได้มีจังหวะปัญหาที่ ปอล ป็อกบา โดน ดั๊กลาส ลุยซ์ เบียดกันล้มลงในกรอบและได้จุดโทษนั่นแหละ

"มีการสัมผัสเล็กน้อยจากแข้งวิลล่า ดั๊กลาส ลุยซ์ แต่ ป็อกบา เกี่ยวขาตัวเองแล้วล้มลงไป, ถ้าเป็นผมคนทำมือใฟห้เล่นต่อ ผมเซอร์ไพรส์มากที่ผู้ควบคุมวีเออาร์ไม่แจ้งเรื่องนี้ให้กับผู้ตัดสิน"

        

ประตูที่สองในเกมกับ นิวคาสเซิ่ล ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่ง จามาล ลูอิส ปะทะกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด โดยในความเห็นของ แคล็ทเท่นเบิร์ก นั้นไม่ใช่จุดโทษ

"แรชฟอร์ด อ่านทางล่วงหน้าของ จามาล ลูอิส ไว้แล้วและพร้อมที่จะทิ้งตัวลงทันทีเมื่อกองหลัง นิวคาสเซิ่ล กวาดขาออกมา, แรชฟอร์ด สมควรโดนใบเหลืองจากการตบตาผู้ตัดสิน"

ส่วนลูกสุดท้ายคือเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ไลป์ซิก เมื่อ 8 ธันวาคม ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยในเกมนั้นทีมถล่มผู้มาเยือนเละเทะ 5-0 

"กรีนวู้ด ขาไปพันกับกองหลังที่พยายามบังบอล มันเป็นการกระแทกแบบไหล่ต่อไหล่และ กรีนวู้ด ก็ล้มลง ซึ่งมันคือการปะทะกัน ผมไม่กล่าวโทษว่า เมสัน พุ่งล้ม - แต่มันไม่ใช่จุดโทษ"

        

หลังจากที่วิเคราะห์ในจังหวะที่ไม่ควรเป็นจุดโทษของฝั่งยูไนเต็ด ทาง แคล็ทเท่นเบิร์ก ก็พูดถึงทางฝั่ง "หงส์แดง" ที่ก็มีความพยายามในการพุ่งล้มเช่นเดียวกัน

"แต่นี่คือสิ่งที่ คล็อปป์ ต้องระวัง เพราะนั่นคือสิ่งที่ ซาดิโอ มาเน่ ทำเป๊ๆตอนที่ล้มอย่างง่ายๆในจังหวะที่โดน ไคล์ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส เบียดในเกมเมื่อวันจันทร์ที่แล้วที่แพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-1"

"บอลมันกำลังจะหลุดจากจังหวะการเล่น ในตำแหน่งที่แตกต่างกันและมีโอกาาได้ยิง ผมเชื่อว่า มาเน่ จะฝืนเล่นต่อ"

"ดังนั้นมันมี 2-3 อย่างจากคอมเม้นต์ของ คล็อปป์ หลังจบเกม, อย่างแรก เขาเหมือนพวกหน้าซื่อแต่ใจคด ถ้าเขาบอกว่านักเตะพยายามเรียกจุดโทษ มันก็เป็นเช่นเดียวกับ โม ซาลาห์ และ มาเน่ ที่พยายามใช้แท็คติคแบบเดียวกัน"

        

"มันชัดเจนว่าเขากระสับกระส่าย เพราะตั้งแต่ที่ เฟอร์กี้ รีไทร์ไป เราไม่เห้นความพยายามในการมีอิทธิพลต่อผู้ตัดสินก่อนเกมใหญ่, คล็อปป์ ไม่ได้ทำแบบนี้เมื่อฤดูกาที่แล้วตอนที่ ลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะได้ในทุกสัปดาห์"

"เขาเกลียดความพ่ายแพ้ เขาไม่เคยชอบ แต่เขาพลาดที่พูดออกมาว่ามีออร่าของยูไนเต็ดที่ทำให้การตัดสินนั้นได้เปรียบ มันเคยเป็นแบบนั้นตอนที่ เฟอร์กี้ ยังอยู่ แต่มันหายไปหมดแล้วนับตั้งแต่เขาวางมือ"

"ผมเป็นผู้ตัดสินคนเดียวที่ให้จุดโทษ 3 ครั้งกับคู่แข่งที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด และมันคือการให้กับ ลิเวอร์พูล ด้วยเมื่อปี 2014"

"แต่ตอนนี้ผู้จัดการทีมเป็น เดวิด มอยส์ - ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเกิดขึ้นรึเปล่าหาก เฟอร์กี้ ยังอยู่!"

        

เรื่องแบบนี้หายจากเกมฟุตบอลไป หรือจะบอกว่าเห็นได้น้อยลง แม้จะมี โชเซ่ มูรินโญ่ ที่พร้อมลุย แต่การพูดอะไรแบบนั้นออกมาในการให้สัมภาษณ์ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษคงไม่อยู่เฉยพร้อมจะมีบทลงโทษทำให้หลายๆคนไม่กล้าเหมือนก่อน

หากจะมองว่าตำหนิทีมอื่นเพื่อให้ทีมตัวเองได้ประโยชน์หรือกดดันผู้ตัดสินก็จะว่างั้นก็ได้ แต่ถ้าเป็นทีมตัวเองได้ประโยชน์ก็คงไม่คิดอะไรมาก

เอาเป็นว่า คิดว่าเป็นสีสันของเกมลูกหนังให้มันดูสนุกมีเรื่องให้คุยกันกับเพื่อนก็แล้วกัน


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด