:::     :::

"เพชรฆาตฆ่าทารก" จอมตบเด็ก Ole Gunnar Solskjaer

วันอังคารที่ 19 มกราคม 2564 คอลัมน์ #BELIEVE โดย ศาลาผี
4,063
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
มองทีมแย่งแชมป์อื่นๆรอบตัวก็เจอแต่ทีมที่มีความโดดเด่นในตัว แมนซิตี้ของเป๊ปก็ต่อบอลครองบอลเก่ง ลิเวอร์พูลเพรสซิ่งโหด สเปอร์ก็กองหน้าดี แต่ทำไมแมนยูถึงอยู่บนจุดสูงสุดของตารางได้ทั้งๆที่ไปไม่สุดสักทาง และนี่คือคำตอบ

บทความนี้เขียนขึ้นมาโดยเริ่มต้นจากความอิจฉาล้วนๆ

อิจฉาเรื่องอะไร? ในเรื่องที่ว่าเมื่อเราหันไปเหลียวดูทีมอื่นๆที่เป็นเพื่อนคู่แข่งร่วมลีกเรา หลายๆทีมต่างก็มีจุดเด่นจุดแข็งแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อาวุธหลัก" ของแต่ละทีมนั้น ทีมระดับท็อปดูค่อนข้างจะเด่นชัดมาก

แรกสุดก่อนนั่นก็คือ แมนเชสเตอร์ซิตี้ เมื่อหันไปมองดูทีมของเป๊ป แน่นอนว่าเป๊ปมีพิมพ์เขียวแบบฉบับการเล่นของบาร์ซ่าติดตัวมาตลอด ในฐานะที่กำเนิดมาจาก ลา มาเซีย ศูนย์เพาะพันธุ์มนุษย์ต่างดาว จากระดับyouth จนกระทั่งขึ้นชุดใหญ่และจุดสูงสุดในการได้คุมทีมบาร์เซโลน่า เป๊ปมีปรัชญาในการ "ครองบอล" เป็นพื้นฐานในการเล่นฟุตบอลและทำทีมอย่างที่เราเห็นกัน

ดังนั้น การครองบอล เคลื่อนที่ต่อบอล คือจุดแข็งที่เป็นไม้ตายและอัตลักษณ์ของแมนเชสเตอร์ซิตี้ ที่ได้รับส่งต่อมาจากเป๊ป กวาดิโอลาร์ ซึ่งก็ใช้การได้อย่างยอดเยี่ยม และเราจะได้เห็นสิ่งนี้กระจายกันออกไปจากเหล่าบุคคลที่ได้รับอิทธิพลนี้จากลา มาเซีย อันจะเห็นได้จากทีมอัลซาดด์ ของชาบี้ ที่ดูเหมือนจะมีDNAการครองบอลลักษณะนี้เช่นกัน

นี่คือจุดเด่นของแมนซิตี้ที่ตอนนี้สามารถเรียกฟอร์มกลับมา และกำลังจะแซงเป็นจ่าฝูงได้ในไม่ช้านี้

ทางด้านของศัตรูที่รักอย่างลิเวอร์พูล พวกเขามีอะไร? แน่นอนว่าแม้ปีนี้จะดร็อปลงไปจากการขาดกองหลังที่ไว้ใจได้ และปัญหาเกมรุกที่ขาดการประสานงานและประสิทธิภาพที่ไม่เหมือนเดิม100% แต่ลักษณะการเล่นและทรงบอลหลักๆยังดีอยู่ นั่นก็คือ การเติมเกมรุกด้วยแบ็คที่โคตรโหด โหดสัสๆ ไม่ว่าจะเป็นการเติมสุดเส้นด้วยพลังม้าของโรเบิร์ตสัน หรือบอลครอสบอลโยนจากเทรนท์ ซึ่งลิเวอร์พูลก็มีการเข้าทำที่หลากหลาย ทั้งความสามารถเฉพาะตัว ความเร็วของสามกองหน้า และการโจมตีด้วย "บอลไดเร็คต์"

แต่สิ่งที่เป็นของแข็งที่สุดซึ่งผู้เขียนชื่นชมและเป็นติ่งของคล็อปป์และลิเวอร์พูลชุดนี้มากนั่นก็คือ "เกมเพรสซิ่ง" ของลิเวอร์พูลนั่นเองที่โดดเด่นและโหดสัสสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นHigh Pressing ที่บีบดันสูงขึ้นมาไล่กันจนสุดหน้าประตูของคู่ต่อสู้ รวมถึงสุดยอดท่าไม้ตายลับประจำตูลอุจิวะอย่าง "Gegenpressing" หรือถ้าศัพท์แบบเป็นทางการหน่อยมันก็คือ counter-pressing หรือการเล่นเค้าท์เตอร์สวนกลับทันทีที่ฝ่ายเราเสียบอล-ฝ่ายเขาได้บอลไปครองปุ๊บ ก็จะวิ่งเพรสสวนคืนทันที

แน่นอนว่าสถิติการชิงบอลได้มากที่สุดในพื้นที่final third บ่งบอกเป็นอย่างดีว่านี่คืออาวุธหนักจัดๆของลิเวอร์พูลในร่างทรงเจอร์เก้น คล็อปป์ที่เล่นฟุตบอลบรรเลงเพลงร็อคกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านด้วยการวิ่ง วิ่ง และก็วิ่งนั่นเอง

นี่คืออัตลักษณ์จุดแข็งของลิเวอร์พูลในตอนนี้ที่ยังคงอยู่

สองทีมเบื้องต้นคือสองทีมที่ยังเป็นผู้นำที่แท้จริงของพรีเมียร์ลีกอยู่ แม้ว่ารายหลังจะตกลงไปอยู่อันดับ4แล้ว(ฮา)แต่คุณภาพโดยรวมของทีมก็ยังเป็นท็อปในลีกเช่นเดิม

นอกจากทีมดังกล่าวแล้ว ผู้ตามรายอื่นๆก็ยังคงแข็งแกร่งและมี "จุดเด่น" จากอัตลักษณ์ของพวกเขาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น "สเปอร์" ของน้ามู ที่ได้ความเขี้ยวลากดินแพ้ยากขึ้น เน้นผลมากขึ้นกว่าเดิม จากการมีผู้จัดการทีมอย่าง โจเซ่ มูรินโญ่แล้วนั้น

สเปอร์ก็ยังมีเกมสวนกลับสุดโหดเป็นอาวุธด้วยเช่นกัน

เพราะหากจะถามว่าทีมไหนคือ "เจ้าแห่งเกมสวนกลับ" หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นแมนยูไนเต็ดในยุคนี้ แต่เอาจริงๆแล้วคุณภาพของ "กองหน้าของสเปอร์" อย่างซน เฮือง มิน หรือ แฮรี่ เคน ยังคงเหนือชั้นกว่าแรชฟอร์ด มาร์กซิยาล อยู่หลายขุม

ดังนั้นสเปอร์จึงได้ความเขี้ยวของเกมรับ และมีเกมสวนกลับที่ใช้ "กองหน้าคุณภาพระดับโลก" ถึงสองตัวในทีมได้ด้วยเมื่อรวมกับปีกตัวอื่นๆอย่างลาเมล่า ลูคัส มูร่า หรือสตีเว่น เบิร์กไวน์ เป็นต้น พวกเขาจึงบุกสวนได้น่ากลัวและมีประสิทธิภาพมาก

เลสเตอร์ซิตี้ ทีมนี้ไม่กล่าวถึงไม่ได้ เมื่อพวกเขาเองก็มีจุดเด่นมากที่สุดในการเล่นบอลเร็ว โยนยาว บอลไดเร็คต์ให้กับแดนหน้าอย่างเจมี่ วาร์ดี้ ได้ใช้โอกาสจบสกอร์เพียงน้อยนิด เปลี่ยนมันให้เป็นสกอร์ได้ อันนี้แนวทางเลสเตอร์เค้าชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ขนาดว่าเปลี่ยนผู้จัดการทีมสไตล์ก็แทบจะไม่เปลี่ยนเลย

ความคมของการยิงที่สูงที่สุดในลีก และบอลไดเร็คต์ ก็คืออาวุธที่เด่นชัดของจิ้งจอกเลสเตอร์ที่เห็นได้ชัด

เราเกริ่นมาทั้งหมด 4ทีมนำ จาก5อันดับแรกในตารางพรีเมียร์ลีก ทุกๆทีมล้วนแล้วแต่มีจุดเด่นจุดแข็ง และอัตลักษณ์ของตัวเองชัดเจนมากๆทุกทีมดังกล่าว เมื่อเราหันไปดูทีมอื่นๆที่เป็นคู่แข่ง เราก็จะเห็นสิ่งพวกนี้ชัดเจน และก็รู้สึกแอบอิจฉาว่า เออพวกเขามีจุดเด่นเอาไว้ใช้งานเป็นท่าหลักของทีมเนอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Possessions Game เน้นครองบอล ต่อบอลสั้นภาพพื้นแบบเท้าต่อเท้าของเป๊ป กวาร์ดิโอลา คืออะไรที่ผมรู้สึกทึ่งและชื่นชมอย่างมากในด้านของ "คุณภาพฟุตบอลระดับสูง"(จัดๆ)

ถ้าวัดการทักษะและคุณภาพการเล่นฟุตบอล ผมยกให้กับแมนเชสเตอร์ซิตี้ มีเลเวลอยู่ในระดับที่สูงกว่าทีมอื่นแบบตามเทียบเคียงได้ยากจริงๆ

แต่ลิเวอร์พูลก็ยังมีพลังงานในการเล่นเพรสซิ่งดุดันที่กดคู่แข่งไม่ให้บุกคืนได้โดยง่าย เหมือนเป็นการบุกตลอดเวลา ยามที่มีบอลพวกเขาก็จะทำเกมรุกใส่คู่แข่งเรื่อยๆ แต่ยามที่เสียบอลไป พวกเขาก็ยังคงบุกขึ้นหน้าใส่แดนคู่แข่งได้อยู่ดี และรวมถึงการเคลื่อนที่ ความแม่นยำในการทำเกมที่ดี ลิเวอร์พูลก็มีพร้อม

เมื่อมันมองเห็นทีมอื่นเช่นนั้น พลันทำให้เราย้อนกลับมามองตัวเอง และก็ได้แต่ครุ่นคิดว่า เออ พวกนี้เขามีจุดเด่นหลักๆกันหมดเลย แล้วแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดล่ะ

ถ้าซิตี้คือการจ่ายบอล ต่อบอลภาคพื้น ส่วนลิเวอร์พูลคือบอลเพรสซิ่ง ถ้างั้นแล้วของแมนยูล่ะ มันคืออะไร?

เป็นคำถามที่ผมต้องใช้เวลาคิดอยู่นานพอสมควรเลยนะ เพราะถ้าจะให้นิยามแมนยูยุคนี้ว่า เราเด่นที่อะไร เรามีจุดแข็งอะไรบ้าง สิ่งแรกก่อนที่คิดก็คือ 70%คนน่าจะนึกถึง "เกมสวนกลับ" ของทีมเราก่อน เพราะเราเก่งในการเล่นcounter-attackด้วยความเร็วจากเหล่ากองหน้าสายสปีดอายุน้อยทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น แรชฟอร์ด มาร์กซิยาล กรีนวู้ด แดเนียล เจมส์ เป็นต้น

แต่เกมสวนกลับของแมนยู พูดกันในตามความเป็นจริงแล้ว บางครั้งมันยังไม่ "ชัวร์" เพราะว่าหลายๆครั้งที่ตัววิ่งสวนอย่าง หมาก หรือ แรชนั้น มักจะได้บอลไปแล้วไม่สามารถจบสกอร์ได้ ทั้งจากจังหวะการ "ตัดสินใจ" ที่ไม่ค่อยดีหลายๆครั้ง ช็อตที่ควรจ่ายให้เพื่อนที่ตำแหน่งดีกว่ามาก มักจะไม่ยอมจ่ายกัน เพราะกองหน้าเรามีแต่พวกบอลชายเดี่ยวแทบทั้งนั้น จนรู้สึกสงสารเอดินสัน คาวานี่ ที่วิ่งฟรีตลอด ทั้งๆที่เขาสับแหลกมาอยู่ในตำแหน่งที่ดีมากๆในทุกๆครั้ง แต่เพื่อนทีมนี้ไม่จ่ายกันเลย

นอกจากการตัดสินใจแล้ว ในเรื่องของ "การจบสกอร์" จังหวะสุดท้ายก็ยังไม่คมอีก เพราะขนาดตัวที่ชัวร์ที่สุดในเกมเค้าท์เตอร์อย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ดนั้น ก็มักจะต้องใช้โอกาสประมาณ 2-3ครั้ง ถึงจะทำได้หนึ่งประตู คือไม่ใช่ตัวที่แบบว่าหลุดไปแล้วใส่สกอร์รอได้เลย เหมือนในอดีตที่เรามี "ชิชาริโต้" หรือแม้กระทั่ง "นานี่" ที่ยังดูจะเก่งกว่าแรชฟอร์ดซะอีกเวลาหลุดเดี่ยวไป ยังไงก็เข้าแน่ๆ แต่แรชอย่างน้อยๆต้องมีพลาดสัก1ดอก แล้ว1-2ช็อตต่อมาถึงจะค่อยแก้ตัวได้ในเกมนั้นๆ

ส่วนมาร์กซิยาล จังหวะfinishingสุดท้าย ไม่ต้องพูดถึง สากกะเบือยิ่งกว่าแรชฟอร์ดซะอีก ทุกวันนี้หมากเหลือแค่ลูกแอสซิสต์แล้วที่ทำประโยชน์ให้ทีมได้บ่อยๆ การยิงประตูกลายเป็น แรช ป็อกบา บรูโน่ แบกกันอยู่สามคนแล้วในเกมรุก

และเมื่อเป็นเช่นนี้ ผมถึงได้บอกว่า "เกมcounter-attack" ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ไม่สามารถนำมาdefineว่ามันแข็งแกร่งและเป็นอัตลักษณ์ของแมนยูไนเต็ดในยุคโอเล่ได้เลย แม้ว่าพวกเขาจะพยายามใช้การสวนกลับบ่อยๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอคู่แข่งสามารถรับมือกับเกมสวนกลับได้ ไม่ว่าจะเป็นการ "ตัดเกมเร็ว" หรือการที่กองหน้าเราใช้โอกาสในการสวนกลับได้ "ไม่คมพอ" ละก็ เกมนั้นก็จะกลายเป็นว่าแมนยูไม่มีโอกาสบุกที่ใกล้เคียงเลย ซึ่งก็เหมือนกับ "ช่วงแรกๆของครึ่งแรก" ในเกมล่าสุดที่เจอลิเวอร์พูลนี่ล่ะ

ลูกรักซากุรางิ(10) รุคาว่า(11) และปีศาจผมขาว กับเกมRun And Gun อันเลื่องชื่อของโชโฮคุยูไนเต็ด

ดังนั้น เมื่อไม่ใช่เกมสวนกลับ แล้วแมนยูมีอะไรกันแน่(ฟะ) ที่เป็นจุดแข็งในตัว ซึ่งผมก็พยายามคิดให้ได้ว่า มันต้องมีสิวะ ไม่งั้นทีมเราจะขึ้นมาอยู่อันดับหนึ่งของพรีเมียร์ลีกในตอนนี้ได้ยังไง นี่ก็สองสัปดาห์แล้วที่หนาวบนจุดสุดยอดเช่นนี้ ถ้างั้นเรามีอะไรบ้าง

หรือจะเป็นการครองบอล?

..ก็ยิ่งไม่ใช่ แม้แมนยูเวลาที่เจอทีมที่อ่อนชั้นกว่า มักจะพยายามเป็นฝ่ายครองบอลให้โดดเด่น เพื่อที่จะค่อยๆลำเลียงบอลเปิดเกมบุกใส่คู่แข่งก็จริง แต่ถ้าจะบอกว่ามันคือจุดเด่นของเรา อันนี้บอกเลยว่า ทีมเราไ่ม่ใช่ทีมที่ครองบอลดีเลิศถึงขนาดนั้น มันใช้การได้ก็จริง แต่ยังห่างไกลจากซิตี้กับลิเวอร์พูลพอสมควร เพราะการต่อบอลกันยังไม่คมกริบขนาดนั้น คู่กลางอย่างแม็คเฟร็ดยังจ่ายบอลพลาดง่ายกันบ่อยๆเลย

ดีไม่ดีอาจจะอยู่อันดับ5-6ของลีกเลยด้วยซ้ำในเรื่องการครองบอล ต่อบอลกัน

ถึงแม้จะบอกว่า ทีมเรามีแผงกองกลางแข็งโป๊กที่สุดในลีก เพราะว่ามีตัวหมุนลงกันตลอดทุกเกม ไม่ทำงานหนักจนเกินไปนัก และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นได้ตามแต่ว่า "คู่มิดฟิลด์ตัวกลาง" ที่เป็นdouble pivotในแผน 4-2-3-1 วันนั้นจะส่งใครลงมา ซึ่งเมื่อเป็นป็อกบากับ มาติช แมนยูก็มักจะเก็บบอลได้ดีมากๆ ส่วนหากมีแม็คเฟร็ดลง เกมรับก็จะเหนียวแน่นกว่าเดิม

แต่ก็นั่นแหละ หากจะให้บอกว่ามันคือจุดเด่นของเราในตอนนี้ ก็ยังไม่ได้อีกเหมือนกัน

เมื่อคิดไปคิดมา เกมสวนก็ไม่ใช่ เกมต่อบอลครองบอลก็ไม่ใช่ ส่วนเกมริมเส้นแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะพิการขวาไปข้างนึงเต็มๆ เล่นได้แค่ข้างเดียวแบบนี้(ฮา) แล้วสรุปแล้ว ตัวตนของแมนยูยุคนี้มันคืออะไรกันแน่วะ

หรือจะเป็น "ความอิสระในภาคเกมรุก" ที่เคยเขียนไว้เรื่องการปล่อยธรรมชาติให้นักเตะได้expressedปลดปล่อยจินตนาการการเล่นได้อย่างอิสระเต็มที่ในแบบ free-form attack มันอาจจะเป็นเช่นนั้นก็จริง แต่ตอนนีนี้มันยัง "ไม่แข็งแกร่ง" ในระดับที่จะฝากความหวังได้ ด้วยสองสาเหตุก็คือ

1.เรายังไม่มีตัวเล่นในฝั่ง"ปีกขวา" ที่เล่นได้จริงๆจังๆ

ตราบใดที่สโมสรยังไม่ลงทุนมหาศาลเพื่อซื้อปีกขวาตัวเทพเข้ามา ไอ้รูปแบบเกมรุกอิสระดังกล่าวมันก็จะยังไม่สมบูรณ์จริงๆ เพราะไม่มีใครเลยที่เล่นขวาได้ธรรมชาติและดี100%ตามศักยภาพของผู้เล่นนั้นๆ

2.ปีกที่มีอยู่ ฟอร์มก็ยังลุ่มๆดอนๆ

อย่างที่ทราบกัน ผมหมายถึง หมาก-แรช นั่นแหละที่ฟอร์มผีเข้าผีออกทั้งคู่ เอาแน่เอานอนไม่ได้

เมื่อไหร่จะเป็นจริงสักทีวะภาพนี้ มโนมาสองปีแล้ว

เมื่อพิจารณาวิเคราะห์ทุกทุกประเด็นแล้ว ทุกด้านที่เขียนมามันยังไม่ถึงกับสามารถเรียกได้ว่าเป็น "หลัก" พึ่งพิงให้แมนยูไนเต็ดได้เลย ถ้างั้นแล้วสรุปที่เราขึ้นมาในลีกได้เช่นนี้ มันเป็นเพราะปัจจัยไหนกันแน่ แมนยูตอนนี้มีอะไรดีกันแน่

คิดไปคิดมา ก่อนที่จะมาพบกับคำตอบที่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะใช่ที่สุด ณ ขณะนี้

มันก็คือ "การตบเด็ก" ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยุคโอเล่ กุนนาร์ โซลชา โดยมีพื้นฐานตั้งอยู่บน "เกมรับ" นี่เอง

จั่วหัวมาแบบนี้ ผมมั่นใจ เกือบ100%ของแฟนบอลที่มีอคติอยู่ในใจก็จะแย้งขึ้นมาก่อนแล้วว่า "เกมรับแมนยูเนี่ยนะ มึงบ้ารึเปล่า"  หรือว่า "นี่ดูบอลคู่เดียวกันรึเปล่าเนี่ย"  และแม้กระทั่ง "เกมรับแมนยูเนี่ยนะเหนียว ตลกกกกกกก"

ใจเย็นๆ อ่านของผมก่อนครับค่อยด่า (ฮา)

ถ้าพูดถึงเกมรับ เรามาวัดกันด้วยตัวเลขสถิติที่ง่ายที่สุดก่อนเลยว่า ในลีกยูไนเต็ดเสียไปแล้ว 24ประตู ซึ่งเอาจริงๆก็ถือว่าไม่น้อยเลยนะ เพราะว่าอันดับ3-4อย่างเลสเตอร์ กับ ลิเวอร์พูล เค้ายังเสียประตูน้อยกว่าเราซะอีกที่ 21ประตู แม้กระทั่งเชลซี เอฟเวอร์ตัน เซาท์แธมป์ตัน ไล่ลงไปจนถึงอันดับ12อย่างคริสตัล พาเลซ แม่งก็ยังเสียน้อยกว่าเราอีกที่23ประตูเช่นกัน ส่วนทีมที่เสียน้อยที่สุดจริงๆคือ ตัวเต็งแชมป์เบอร์หนึ่งอย่างแมนซิตี้ หลังจากได้ดิอาสมาผนึกกำลังกับสโตน พวกพี่เค้าเพิ่งเสียไป13ประตูเท่านั้น ถ้าจะพูดถึงเกมรับ แมนซิตี้ควรได้รับการยกย่องมากกว่ามั้ย?

ใครจะเคลมว่าเกมรับดีที่สุด เดี๋ยวก่อนๆ คู่CBที่เก่งที่สุดของลีกในปีนี้อยู่ที่นี่จ้า Dias & Stones

12อันดับแรกของพรีเมียร์ลีก จ่าฝูงอย่างแมนยูไนเต็ดเนี่ยแหละ ดันทะลึ่ง "เสียประตูมากที่สุด" ในบรรดาทีมด้านบนของตาราง

แล้วจะมาพูดว่าเกมรับเรามันยังดีได้ยังไง เมื่อสถิติง่ายๆเบื้องต้นในด้านลูกเสียของเรา ก็อยู่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้แล้ว?

แต่ถ้าหากว่าคุณจะดูแต่ "ประตูเสีย" อย่างเดียวมันบ่งบอกอะไรไม่ได้ เพราะว่ายูไนเต็ดนั้นดันไปเสียประตูหนักมากๆภายในระยะ2นัด ที่แพ้มาในตอนต้นซีซั่น ซึ่งก็คือเกมแรกของซีซั่น เปิดบ้านแพ้พาเลซไป 1-3 เละเทะคาบ้าน นั่นนัดนึงแล้ว ก่อนที่2เกมถัดมา จะแพ้สเปอร์ไปอีก 1-6 แต่หลังจากนั้นมา ยูไนเต็ดก็แทบไม่เคยเสียถึงสามประตูอีกเลยในลีก (มีแพ้ปารีส2-3 กับไลป์ซิก3-2 แต่ก็เป็นในUCL)

ในลีกแมนยูไนเต็ดเสียไม่ถึง3ประตูอีกเลยในแต่ละนัด เยอะหน่อยก็สองลูกแค่นั้น แต่เกม0ที่เก็บคลีนชีตได้ก็มี และเมื่อมาดูเกมที่ลงเล่นทั้งหมด ยูไนเต็ดก็แทบจะ "ไม่แพ้ใครอีกเลย" จากที่พลาดมาช่วงต้นกับ พาเลซ สเปอร์ และอาร์เซนอล(แบบน่าชนะ)ทั้งสามเกมนี้เท่านั้น จากนั้นมาชนะรวดยาวๆ เสมอบ้างแต่ก็กับทีมใหญ่ๆทั้งนั้นไม่ว่าจะลิพู 2ซิตี้(แมนซิเลสซิ) หรือเชลซี

18นัดของแมนยูไนเต็ด เพิ่งแพ้ไปแค่3นัด เท่ากับลิเวอร์พูล และเยอะกว่าซิตี้(2)แค่นัดเดียวเท่านั้นเอง ลูกได้เสียที่ดูแย่กว่าอันดับ12 จริงๆแล้วมันไปกองอยู่ในเกมที่โดนพาเลซ กับ สเปอร์ ระเบิดถังขี้ตายห่าคาบ้านสองนัดนั้นเท่านั้นแหละ ทุกอย่างมันเลยดูแย่กว่าความเป็นจริงมากเกินกว่าเหตุ ในด้านของเกมรับ เพราะเราแพ้น้อยมากๆ

ดังนั้น สิ่งแรกสุดที่จะพูดถึงปัจจัยของแมนยู มันคือการที่เราอิงอยู่กับbaseที่เป็นภาคเกมรับของทีมเป็นหลัก ในการที่อย่างน้อยที่สุดเกมรับควรจะเหนียวก่อนในข้างต้น แล้วค่อยไปลุ้นๆให้เกมรุกของทีมมันยิงประตูได้ โดยภาวนาให้พี่หนวดบรูโน่มีแรงวิ่ง มีแรงเปิดบอล และก็ภาวนาให้ไอ้แรชมันกดอัลติ เปิดร่างสุดยอดออกมาบ่อยๆหน่อย อย่านานๆมาทีแบบนี้ มันไม่สม่ำเสมอ

เหตุที่ต้องบอกว่า เราอิงอยู่บนพื้นฐานเกมรับเป็นหลักก่อน นั่นเป็นเพราะว่า แม้ทีมบุกจะดีขึ้นมาแล้วก็ตามจากการมีบรูโน่คอยบัญชาการเกมอยู่ในแดนหน้า แต่ยิงให้ตายก็ไม่ชนะ ถ้าเรายังเสียประตูกันหลุดรุ่ยอยู่ เกมรับจึงสำคัญมากๆ ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้บอลยุคโอเล่ดีขึ้นมาจริงๆอย่างที่เราทราบกันนั้น มันคือการ "ลงทุนในนักเตะเกมรับ" เมื่อปีก่อน ที่เราได้ทุ่มซื้อ แฮรี่ แมกไกวร์ กับ อารอน วานบิสซาก้า เข้ามาเป็น "ตัวหลัก" ในแผงแบ็คโฟร์ ผนึกกำลังกับตัวที่มีอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ดึกดำบรรพ์อย่าง ดาวิด เดเคอา และ ลุค ชอว์ รวมถึงกองหลังที่มายุคมูรินโญ่อย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ และ เอริค ไบญี่อีก2คนด้วย

เมื่อรวมกับล่าสุดที่เพิ่งได้ อเล็กซ์ เตลีสเข้ามา จะเห็นชัดเจนว่า นอกจากกองกลางที่โคตรแน่นแล้ว ตอนนี้ "แผงแบ็คโฟร์" ของยูไนเต็ด ก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มลงตัวแล้วเหมือนกัน เมื่อเราสามารถปรับใช้ เอริค ไบญี่ สลับกับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟได้ แล้วแต่เกมที่เหมาะสม โดยมีแมกไกวร์ ยืนเป็นหลักที่เหนียวแน่นและ "ไว้วางใจได้" ในการคุมลมหายใจของเกมรับ

แฮรี่ แมกไกวร์ที่หลายๆคนสบประมาทและยี้ในความแพงเกินราคานี่แหละ สำหรับผม80ล้านมันคุ้มแล้วในการใช้งานหามรุ่งหามค่ำและคุมเกมรับให้มาตรฐานมัน "นิ่ง" ได้ขนาดนี้

ถามว่า ทำไมผมถึงได้บอกว่าทีมเราอิงอยู่กับเกมรับเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่านัดอื่นๆ เกมรับช่วยเราไว้ได้เยอะมาก หากลืมๆเกม1-6ไป นอกจากนั้นไม่มีอะไรแย่ๆให้เห็นอีกเลย ในหลายๆเกมที่แมนยูโดนบุก "ปูพรม" ใส่ในช่วงท้ายเกม หากเป็นปีก่อนๆเราน่านึกออก ภาพจำก็คือ แมนยูไนเต็ดรับมือกับการโดนบุกถล่มช่วงท้ายเกมไม่ไหว มักจะเสียสมาธิและ "เสียประตูช่วงท้าย" จนทำให้เราพลาดการเก็บผลลัพธ์และชัยชนะไปมากมาย เสียคะแนนไปอีก2แต้มบ่อยมากๆ

แต่ปีนี้ส่ิงที่ต่างออกไปคือ เกมรับแมนยูมันพอจะต้านทานการบุกช่วงท้ายเกมดีขึ้นมาก ไม่เสียสมาธิ และมีระเบียบวินัยการเล่นรับที่ดีทั้งทีม เพราะขนาดนักเตะตัวรุกอย่าง กลางรุก หรือปีก ก็มักจะถอนต่ำลงมาช่วยไล่บอลกันทั้งทีมเช่นกัน เมื่อรวมกับคู่กลางสกรีนงาน และแผงหลัง4คน ทำให้ทีมเหนียวแน่นกว่าเดิมมากๆ

และล่าสุดสดๆร้อนๆ เชื่อว่าหลายคนคงจะจำกันได้ไม่ลืม สิ่งที่เป็นคำตอบของบทความนี้เรื่องการอิงเกมรับของเรา มันคือนัดที่เสมอกับลิเวอร์พูล 0-0 ในศึกวันแดงเดือด ซึ่งเป็นเกมที่แมนยูไนเต็ดสามารถพูดได้ว่า "น่าเสียดายที่ไม่ชนะ" ซะด้วยซ้ำไป แม้จะมีช่วงที่โดนกด แต่กลายเป็นว่า เกมรับของทีมเรา "เอาอยู่" ตลอดทั้ง90นาทีอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่เจอบอลบุกสายร็อคของลิเวอร์พูล แต่เรากลับเก็บพวกเขาเรียบหมด ด้วยแผงแบ็คโฟร์ที่เข้าสภาวะ God Mode กันหมด4คน บิสซาก้า แมกไกวร์ เชื่อมือได้อยู่แล้ว และลินเดอเลิฟที่แฟนผีอย่างเราสบประมาทและไม่ไว้ใจ ก็โชว์ฟอร์มนิ่งให้เห็น เก็บเรียบทุกเม็ดไม่มีแม้แต่จะพลาด

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลุค ชอว์ ที่แข็งแกร่งเหมือนไปแดกโทงุโระร่าง120%มา ทั้งเกมรุกเกมรับ ชอว์กินเรียบคนเดียว โดยเฉพาะการเก็บบอลชายเดี่ยวอย่างบังโม มุฮัมหมัด เศาะห์ลาห์ เข้ากระเป๋าไปเกือบทั้งเกม

การเจอกับทีมใหญ่ๆ ไม่มีใครที่สามารถเจาะตาข่ายยูไนเต็ดได้สักประตูเลยแม้แต่ทีมเดียว!!!

เกมรับของเราในปีนี้ จึงทำให้แมนยูไนเต็ด "แพ้ยากมากๆ" ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม

ภาพจำยังชัดเจนในทุกๆปีที่เห็นบังโมโดนสองคนนี้เก็บเข้ากระเป๋า

นั่นคือเกมรับที่เป็น "หลัก" ให้กับแมนยูไนเต็ดก่อน แต่เราจะไม่มีทางขึ้นมาสูงได้ขนาดนี้เลยถ้ามีเพียงแต่เกมรับ สิ่งที่ทำให้เราบินสูงได้จริงๆในปีนี้ แท้ที่จริงแล้ว มันคือการ "ตบเด็ก" นั่นเอง ที่เป็นจุดแข็งของแมนยูไนเต็ด

คือมันอาจจะเป็นคนละfieldกันเมื่อเอาไปเทียบกับ "การต่อบอล" ของซิตี้ หรือ "การเพรสซิ่ง" ของลิเวอร์พูล แต่แมนยูมันเหมือนมีร่างรวมของหลายๆทีม ที่อาจจะไม่สุดสักทางแต่ก็สามารถพอใช้งานได้อยู่บ้าง เมื่อเกมครองบอลของทีมเราก็มีเหมือนกัน ครองบอลใส่สองทีมที่ว่านั่นก็พอสู้ได้ มีวิธีแกะเพรสอยู่

เกมสวนกลับแม้จะยังไม่สุดเท่าสเปอร์ แต่ทีมเราก็ใช้เป็นไม้ตายเล่นงานคู่แข่งไม่ให้กล้ามาเปิดเกมบุกโถมใส่หนักๆได้ เรื่องนี้เป๊ปน่าจะรู้ดีสุด

ส่วนเกมรับ ซิตี้แข็งโป๊กกว่าแน่นอน อันนี้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ได้แย่ และสามารถพึ่งพิงเป็นหลักได้

จะเห็นว่า แมนยูมีสิ่งเหล่านี้ในทีมหมดทุกอย่าง เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ไปสุดเหมือนทีมอื่นๆเท่านั้นเอง แต่จุดที่เราทำได้โดดเด่นที่สุดกว่าใครในปีนี้ กลับกลายเป็นการ "ตบเด็ก" เน้นๆ

เพราะนอกจากการแพ้ อาร์เซนอล สเปอร์ พาเลซ (3เกม) แล้วนั้น เกมที่เสมอก็เสมอบิ๊กเนมล้วนๆอย่าง เชลซี ซิตี้ ลิเวอร์พูล เลสเตอร์(4เกม)  แต่นอกจาก7เกมที่ว่านี่แล้ว อีก"11แมตช์" ที่เหลือ แมนยูชนะรวด

ซึ่งเป็น"ทีมเล็ก"ทั้งสิ้น

ไล่ตั้งแต่ต้นซีซั่นเจอไบรจ์ตัน นิว เอฟ เวสต์บรอม เซาท์ เวสต์แฮม เชฟยู ลีดส์ วูล์ฟ วิลล่า เบิร์นลีย์ นี่คือรายชื่อของ "11ศพ" ที่เป็นเหยื่อของผู้เคราะห์ร้ายในการเจอกับเราในปีนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นทีมระดับรองบ่อนของแมนยูไนเต็ดล้วนๆ

ประเด็นคือ พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน มันไม่ใช่เกมง่ายเลยในทุกๆเกม แม้ทีมจะเล็กกว่าก็จริง แต่ทุกนัดเข้มข้นระดับนัดชิงย่อยๆทั้งนั้น ไม่มีทีมเล็กใหญ่ที่ห่างชั้นอย่างแท้จริงเหมือนบอลโบราณยุค90-2000อีกต่อไป ทุกทีมสามารถแพ้ชนะกันได้หมด และทีมใหญ่ๆก็มักจะสะดุดกับทีมพวกนี้ทั้งนั้นแหละ ไม่เชื่อถามเชลซีกับอาร์เซนอลดูได้(ฮา หยอกๆ)

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ปีนี้แมนยูสามารถจัดการกับเกม "ตบเด็ก" เหล่านี้ได้เกือบๆ100%เลย สามารถเก็บผลลัพธ์และเอาชนะพวกเขาได้ทุกนัดไม่มีพลาดเหมือนปีก่อนๆ

เกมที่ตึง เจอคู่แข่งอุดหนักมากๆ ถ้าเป็นปีก่อนๆก็คงจะพลาดเสมอไปแล้ว แต่ปีนี้เราสามารถชนะได้ อย่างในเกมที่เจอกับวูล์ฟเป็นต้นที่ต้องรอจนถึงนาทีท้ายกว่าจะยิงได้ และล่าสุด เกมโคตรตึงกับเบิร์นลีย์เช่นกัน ที่ต้องหวังฟอร์มของพวกตัวMatch Winnerอย่าง ปอล ป็อกบา มากดท่าใหญ่ยิงเข้าไปอีก

ทั้งหมดนี้จึงเป็นคำตอบที่ออกมาจากการสังเกตว่า ที่แมนยูบินสูงได้ขนาดนี้ในปีนี้ จุดที่เราทำได้จริงๆ มันคือการที่สามารถเก็บชัยชนะในนัดที่ "ควรจะต้องทำได้" สำเร็จ เวลาเจอทีมที่เรามีโอกาสที่จะชนะได้ เราก็ไม่พลาด ส่วนทีมใหญ่ๆ แม้จะยังไม่ดีพอจะสามารถเอาชนะได้เลยแบบเท่ๆ แต่อย่างน้อยที่สุดขอแค่ "เราไม่แพ้ทีมใหญ่" ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการไม่มอบคะแนนให้ทีมเหล่านี้โดยตรง เพื่อแซงอันดับขึ้นมาในภายหลัง

พอคิดถึงประเด็นเรื่องการตบเด็กนี้ขึ้นมาได้นั้น พูดไปแล้วก็ขนลุก เพราะสิ่งที่ว่านี่คือประเด็นที่ผมเขียนบ่อยๆเวลาที่ "คิดถึงความสำเร็จในยุคป๋า" เพราะการได้แชมป์พรีเมียร์ลีกบ่อยๆของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผมเชื่อว่าแฟนผีแท้ๆอย่างเราน่าจะรู้ดีว่า แมนยูเราไม่ได้เล่นกันเป็นเทพอะไรขนาดนั้น เวลาเจอทีมคู่แข่งระดับBig Four หรือ Big Six อะไรก็ตามแต่ แมนยูแพ้ทีมพวกนี้อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะโดนลิเวอร์พูลยิงเละ 1-4 หรือ 1-6 ที่หมดสภาพตอนเจอแมนซิตี้ปี2011

แต่สิ่งที่ทำให้ป๋าประสบความสำเร็จจริงๆ มันคือการ "ตบเด็ก" นั่นเองที่ป๋าทำได้สม่ำเสมอในการพาทีมเจอทีมเล็ก ป๋าไม่เคยพลาดเลยในเวลาสำคัญๆ จนพาทีมเถลิงถวัลย์คว้าแชมป์ลีกได้เป็นกอบเป็นกำ ก็จากการเอาชนะทีมเล็กๆได้ตลอดเวลานั่นแหละ

พอพูดแล้วมันก็ขนลุก ทีมเราตอนนี้ก็กำลัง"ตบเด็กแบบยุคป๋า" เป๊ะๆเลยในซีซั่นนี้ และท้ายฤดูกาลป๋าจบด้วยอันดับเท่าไหร่ ทุกคนคงรู้ดี!

เราไม่อยากจะฝันหวานไปไกล หรือบิ๊วให้แฟนแมนยู "ฝันไกล" เกินกว่าเหตุ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย และเราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น อยากให้แฟนผีอยู่กับความเป็นจริงที่ว่า แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาตอนนี้ เป็นทีมที่อยู่ในstageของการปั้น และพัฒนาทีมให้แข็งแกร่งในอนาคต นักเตะตัวหลักๆในทีมเกินกว่าครึ่ง อายุยังไม่ถึง25เลยด้วยซ้ำ แต่ได้มีประสบการณ์ในการขึ้นมาอยู่บนท็อปของลีกแล้ว

กว่าที่พวกเขาจะพีคจริงๆน่าจะอีกราวๆ3ปีเป็นอย่างต่ำ ชุดนี้จึงจะเริ่มเข้าอยู่ในระดับมาตรฐานของทีมที่พอจะคว้าแชมป์ได้จริงๆจังๆ

เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งฝันไกลมากไปกว่าการเชียร์ไปทีละนัดให้เราไม่พลาด และเล่นดีรักษามาตรฐานที่เป็นมาในซีซั่นนี้ให้ได้ก็พอในอีกครึ่งฤดูกาลหลัง ด้วยการตบเด็กอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้ อันดับในตารางจะเป็นยังไงไม่ต้องสนใจว่าจะแชมป์หรือไม่แชมป์ แต่ขอให้ตบเด็กให้ได้เหมือนอย่างที่ป๋าทำก็พอ ซึ่งตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าเราเริ่มจะมาถูกทางแล้ว

จากตามคำกล่าวที่ว่า "เกมรุกทําให้คุณชนะ แต่เกมรับจะทําให้คุณเป็นแชมป์" แล้วแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยุคโอเล่มีสองสิ่งนี้บาลานซ์กันอยู่ในทีมดังที่เขียนเอาไว้ เราจะคว้าอะไรได้บ้าง?

มันน่าสนใจตรงนี้

เรามีเกมรุกที่สามารถยิงประตูคัมแบ็คกลับมาได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม, เรามีนักเตะประเภทMatch Winner เต็มทีมไปหมดที่จะสลับกันเรียงหน้าขึ้นมาฟอร์มพีคแบกทีมได้อยู่เรื่อยๆ และเรายังมีเกมรับที่เหนียวแน่นในการ "รักษาผลการแข่งขัน" ที่ต้องการได้ แม้จะไม่ใช่ทีมที่เหนียวที่สุด เพราะเสียประตูไปเยอะ แต่ถึงเวลาที่เราต้องทำได้ เราก็ทำได้

นี่แหละมันคือ"สมดุลแห่งพลัง"ที่แมนยูไนเต็ดมีอยู่ในตัว เหมือนนักสู้ที่มีพลังแห่งซิธและเจไดอยู่ในร่างเดียวกันนั่นเอง Balance of Power ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง อาจจะดีกว่าการเก่งอยู่แนวทางเดียวมากเกินไปก็ได้

สุดท้ายนี้จึงขอฝากทิ้งท้ายว่า ในเมื่อจุดเด่นของเราในปีนี้มันคือการ "ตบเด็ก" อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น เกมลีกกลางสัปดาห์ คืนพรุ่งนี้ตี3.15 ฟูแล่ม มึงตายแน่ อันนี้บอกเลย เพราะทีมเราจะเอาความเก็บกดจากการเข่นหงส์คาบ้านไม่สำเร็จ มาลงอารมณ์เอากับฟูแล่มผู้น่าสงสารในอันดับที่18ของลีกอย่างแน่นอน

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาจากเดิมฉายาตอนเป็นนักเตะคือเพชรฆาตหน้าทารก ตำนานซุปเปอร์ซับเบอร์หนึ่งของโลกฟุตบอล แต่อีกไม่นาน หากสามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้ด้วยการ "ตบเด็ก" ไปตลอดจนจบซีซั่นนี้ได้ละก็ อาจจะได้เปลี่ยนฉายา

จากเพชรฆาตหน้าทารก(Baby Face Killer) อาจกลายเป็น "เพชรฆาตฆ่าทารก" (The Baby Killer) ก็เป็นได้..

-ศาลาผี-


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด