:::     :::

อย่างน้อย .....

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
434
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
แดงเดือดรอบนี้ช่างเงียบเหงาเสียเหลือเกินนะครับ อาจจะเป็นเพราะทั้งสองทีมเพิ่งเจอกันมาก็ได้ แต่หนึ่งในสาเหตุหลักๆ ก็น่าจะเป็นเพราะว่าฟอร์มของทั้งสองทีมมันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงนี่แหละครับ ซึ่งสุดท้ายแล้วผลก็เป็นไปอย่างที่ทุกๆ คนคิดไว้นั่นแหละครับ แต่ในความพ่ายแพ้ก็ยังมีประเด็นดีๆ ให้พูดถึงกันบ้างเหมือนกันนะครับ





อย่างน้อย.... ก็ปลดล๊อกเกมรุก

    

          ลิเวอร์พูลยิงประตูในลีกไม่ได้มา 4 นัดแล้วนะครับ  ทั้งๆ ที่ 3 ประสานตัวจริงก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกต่างหาก นี่คือสิ่งที่เราแทบจะไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับทีมอย่างลิเวอร์พูลจริงๆ ดังนั้นเกมนี้จึงเป็นเกมที่น่าจับตามองมากๆ ล่ะครับว่าคล็อปป์เองจะเอายังไงกับเกมรุกของพวกเขา แน่นอนครับ การเปลี่ยนแปลงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว  คราวนี้คล็อปป์เองใช้เคอร์ติสโจนส์ลงมาเล่นแทนซาดิโอ มาเน่ครับ ซึ่งถ้าดูเอาตามหน้าเสื่อแล้วมันไม่น่าจะดีกว่าการมีมาเน่แน่ๆ แต่ฟุตบอลมันไม่มีอะไรตายตัวอยู่แล้วครับ น่าประหลาดใจเหมือนกัน ที่พอเล่นๆ ไปแล้ว เกมรุกของลิเวอร์พูลดูจะรวดเร็วขึ้นและกระจายการบุกกันได้ดีกว่าเดิมเสียอีก ไม่ได้หมายความว่ามาเน่จะแย่อะไรครับ การมีนักเตะระดับมาเน่อยู่ในทีมมันย่อมดีกว่าไม่มีอยู่แล้ว แต่นั่นล่ะครับ เมื่อลิเวอร์พูลมีมาเน่อยู่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะพึ่งพามาเน่มากเกินไปหน่อยเหมือนกัน นั่นทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลมักจะไปกองกับมาเน่และโรเบิร์ตสันเสียเยอะครับ และมันทำให้สปีดบอลและการโจมตีของลิเวอร์พูลช้าไปจังหวะนึงเหมือนกัน เพราะทีมคู่แข่งก็รู้และเตรียมการรับมือกับซาดิโอ มาเน่มาเป็นพิเศษอยู่แล้ว การวางแผนแบบวันนี้ทำให้ลิเวอร์พูลมีช่องว่างมากขึ้น และเล่นบอลกันหลากหลายมากขึ้นครับ อย่างประตูแรกการประสานงานของซาล่าห์กับฟีร์มิโน่ที่แทงทะลุช่องให้อย่างเข้าขารู้ใจ ก็เป็นอะไรที่แฟนๆ ลิเวอร์พูลไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้มานานมากแล้วจริงๆ ครับ และซาล่าห์เองก็จัดการชิพนิ่มๆ เข้าไปอย่างเลือดเย็น  และประตูตีเสมอ 2-2 ก็มาจากกระประสานงานกันของบ๊อบบี้กับโมเช่นเคย และซาล่าห์เองก็ยังแสดงให้เห็นว่าถ้ามีโอกาสจะแจ้งเขาก็ยังไว้ใจได้เสมอ ..... แต่ก็น่าเสียดายครับที่ซาล่าห์เองก็มีโอกาสที่จะยิงแฮทริกได้แต่ว่ายังทำได้ไม่ดีพอ แต่ยังไงก็ตามเกมรุกของลิเวอร์พูลวันนี้ก็น่าจะทำให้แฟนๆ ลิเวอร์พูลพอใจและโล่งใจได้ในระดับนึงล่ะครับ ทีเหลือก็แค่ทำให้มันดีขึ้นต่อไปให้ได้เท่านั้นเอง






อย่างน้อย ..... ก็เห็นจุดอ่อนตัวเอง


          เป็นข้อที่ไม่ดีเท่าไร แต่ก็นั่นล่ะครับ การที่เราจะพัฒนาตัวเองได้นั้น เราเองก็ต้องรู้ก่อนให้ได้ว่าเรานั้นมีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องตรงไหน สำหรับนัดนี้จุดอ่อนของลิเวอร์พูล คือ เจ้าหนูรีส วิลเลี่ยมส์ ค่อนข้างชัดเจนครับ ..... น่าสงสารน้องฟาน ไดค์น้อยคนนี้เหมือนกันที่พอเขาเล่นไปเรื่อยๆ เขาจะยิ่งเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนของตัวเองให้คู่แข่งรู้มากขึ้นๆ หรือที่เราชอบเรียกกันบ่อยๆ ว่า “ทองลอก” นั่นแหละครับ ตอนนี้หลายๆ คนน่าจะรู้แล้วครับว่าจุดอ่อนของเจ้าหนูรีส คนนี้คือ ความเร็ว ค่อนข้างชัดเจนเลยทีเดียว จากนัดก่อนๆ ที่แม้แต่เจอผู้เล่นระดับธรรมดาๆ รีสยังตามไม่ค่อยทันและโดนทิ้ง โดนเผาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ครับ ยิ่งเกมนี้มาเจอกับผู้เล่นระดับท๊อปอย่าง มาคัส แรสฟอร์ดแบบนี้ ถือว่าเป็นวันนรกแตกของเจ้าหนูรีสอย่างแท้จริง เกมนี้ทั้งเกมเขาจัดการกับแรสฟอร์ดไม่ได้เลยครับ เขาเป็นผู้แพ้ในการดวลกันแทบจะทุกครั้ง และสุดท้ายตัวเองก็เป็นต้นเหตุหลักเลย ในการเสียประตู 2-1 ที่เจ้าตัวสกัดพลาดดื้อๆ ให้แรสฟอร์ดหลุดไปล่อเป้าอลิสซงง่ายๆ ให้ทีมตามหลัง 2-1 อย่างน่าผิดหวัง แต่ก็นั่นแหละครับ นอกจากคู่แข่งจะรู้แล้วมันก็ทำให้คล็อปป์เองก็น่าจะรู้ตัวเหมือนกันครับ ว่าการส่งเจ้าหนูรีส วิลเลี่ยมส์ ลงสนามในเกมแบบนี้อาจจะเร็วเกินไปหน่อย และเขาอาจจะต้องใช้ผู้เล่นคนอื่นอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า และยิ่งกับการโดนเผาเครื่องทั้งเกมแบบนี้ คงต้องให้น้องเขาไปพักฟื้นสภาพจิตใจหน่อยละครับ กับผู้เล่นดาวรุ่งแบบนี้การรักษาทั้งสภาพร่างกายและสภาพจิตใจเป็นเรื่องที่สมควรจะทำควบคู่กันไปด้วยอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกครับ กับการที่ผู้เล่นดาวรุ่งจะก่อให้เกิดความผิดพลาดจนทีมเสียหายแบบนี้ ถ้าเราย้อนกลับไปซัก 2-3 ปีก่อนหน้านี้ เทรนท์ อาโนลด์เองก็เคยโดนแรสฟอร์ดเผาเครื่องจนเสียศูนย์ไปพักใหญ่ๆ เหมือนกัน แต่ถ้าเขาแข็งแกร่งพอและยกระดับตัวเองได้ เขาจะกลับมาอย่างเข้มแข็งได้อีกครั้งครับ อย่างที่เห็นเทรนท์เป็นอย่างทุกวันนี้นั่นแหละ (แต่ช่วงนี้ก็เรียกฟอร์มกลับมาเร็วๆ หน่อยนะ ออกทะเลไปไกลเหลือเกิน) หวังว่ารีส วิลเลี่ยมส์ เองก็จะกลับมาได้อย่างยิ่งใหญ่เหมือนกันครับ



อย่างน้อย ..... ก็สู้ขาดใจ


          ในความพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งสำคัญแบบนี้สิ่งที่ดีๆ มักจะหาไม่ค่อยจะเจอนักหรอกครับ แต่ถ้าเราสังเกตกันให้ดีๆ ในช่วงวิกฤติของลิเวอร์พูลที่ผ่านมา ผู้เล่นลิเวอร์พูลดูจะขาดแรงกระตุ้นและดูเหมือนว่าพวกเขาไร้ซึ่งพลังในการกลับมาต่อสู้จริงๆ ครับ หลายครั้งเราเห็นภาษากายที่นักเตะแสดงออกมาได้อย่างชัดเจนถึงความท้อแท้ และดูสิ้นหวังไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน ซึ่งตรงจุดนี้ผมว่าเป็นอันตรายมากกว่าผลการแข่งขันที่แย่ๆ เสียอีก แต่เกมนี้เราได้เห็นความต่างออกไปครับ ลิเวอร์พูลดูคึกคัก และเพรสซิ่งคู่แข่งได้ดีเหมือนสมัยช่วงแรกๆ ที่คล็อปป์เข้ามาคุมทีม เราได้เห็นพวกเขาต่อสู้จนสิ้นเสียงนกหวีด ซึ่งมันมีแนวโน้มที่ดีและเป็นสัญญาณว่าพวกเขา “ยังเหมือนเดิม”  คือ ยังต่อสู้และทำงานหนักและยังเชื่อมั่นในกันและกันเหมือนเดิม แต่แน่นอนอยู่แล้วล่ะครับว่าการจะซ่อมแซมสิ่งที่มันมีปัญหา (ไม่อยากใช้คำว่า”พัง”) มากมายแบบนี้ มันย่อมต้องใช้เวลามากพอสมควรอยู่แล้ว ซึ่งคล็อปป์และเหล่านักเตะเองก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่าก้มหน้าก้มตาทำงาน ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปแบบนี้ล่ะครับ แบบที่คล็อปป์ให้สัมภาษณ์หลังเกมไว้ว่า “เราต้องการออกไปจากสถานการณ์นี้ และเพื่อให้ได้แบบนั้นเราต้องเริ่มก้าวออกไป คืนนี้เริ่มก้าวนั้นแล้ว ยังไม่ใช่ก้าวสุดท้ายแต่เราได้เริ่มแล้ว และตอนนี้ถือว่าโอเคแล้ว” นั่นแหละครับ ยังไงก็แล้วแต่ถือว่าลิเวอร์พูลนั้นก็ได้เริ่มแก้ไขในข้อผิดพลาดของตัวเองให้เราได้เห็นแล้วในนัดนี้

          คล็อปป์ยังพูดต่ออีกว่  “คุณรู้ว่าคุณต้องล้มลงเข้าซักวัน และต่อจากนั้นก็เพียงแค่ลุกขึ้นมา มันเป็นความจริงและเป็นเรื่องธรรมดามากๆ มีเพียงคนโง่เท่านั้น ที่จมลงไปแล้ว รอคอยความพ่ายแพ้ต่อไป”  ถึงความพ่ายแพ้ครั้งนี้จะน่าผิดหวังอยู่เหมือนกัน แต่มันก็มีสัญญาณดีๆ แสดงให้เห็นอยู่เหมือนกันครับ  สู้กันต่อครับ Walk on  Walk on ......
   

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด