:::     :::

ทนๆ เอาหน่อย

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
440
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ไม่รู้ว่าคล็อปป์เองไปบนบานอะไรไว้เพื่อให้ได้แชมป์เมื่อปีที่แล้วหรือเปล่านะครับ ปีนี้โชคร้ายและสิ่งแย่ๆ ทุกๆ อย่างมันถึงได้ประเดประดังมาหาเขาและทีมอย่างไม่หยุดหย่อนขนาดนี้ .... แต่กองเชียร์อย่างเราๆ ก็ได้แต่ต้องทนๆ กันไปนี่ล่ะครับ



อดทนกับเกมรับ

          จริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยากตำหนิอะไรทีมงานหรือเจอร์เก้น คล็อปป์อะไรหรอกครับ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแบบที่เราเห็นกันในตอนนี้ เพราะอาการบาดเจ็บนั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่กับการทีมเซนเตอร์ฮาร์ฟตัวจริงของทีมเจ็บหนักจนต้องพักยาวไปจนจบฤดูกาลทั้ง 3 คนแบบนี้ มันก็หนักหนาเกินกว่าจะรับมืออยู่เหมือนกัน และจริงๆ แล้วเจอร์เก้นคล็อปป์เองก็วางแผนรับมือไว้แล้ว “ประมาณหนึ่ง” นั่นแหละครับ ไม่งั้นเราจะไม่เห็นลิเวอร์พูลใช้เซนเตอร์ฮาร์ฟสลับสับเปลี่ยนมันมาลงสนามกันเป็นคู่ที่ 15 (ถ้าผิดขออภัย มันเยอะมากจริงๆ )  กันแบบนี้ในฤดูกาลเดียวแบบนี้หรอกครับ นั่นก็ทำให้เกมรับซึ่งนี่คือ 1 ในจุดแข็งของลิเวอร์พูล ในยุคหลังๆ นี้เปราะบางไม่เหมือนเดิมจริงๆ และกับการที่ทีมต้องสลับสับเปลี่ยนกองหลังแบบไม่ซ้ำหน้ากันไปมาตลอดแบบนี้ จะถามหาเสถียรภาพหรือคุณภาพในเกมรับจากสถานการณ์นี้ก็ดูจะยากอยู่เหมือนกัน แต่จริงๆ ตอนนี้ลิเวอร์พูลเองก็แก้ไขไปแล้วล่ะครับกับการนำคาบัค และ เบน เดวิส เข้ามา แต่เกมรับนั้นมันต้องอาศํยเวลาอยู่พอสมควรครับ กว่าจะเข้าขารู้ใจกันจนเป็นแนวรับที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ กับเกมนี้ที่ลิเวอร์พูลเสียประตูแรกไปตั้งแต่เริ่มเกม นั่นก็เช่นกัน จริงๆ แล้วส่วนหนึ่งก็มาจากการประสานงานกันของแนวรับที่ยังไม่ลงตัวนั่นแหละครับ คาบัคนั้นยังอ่านเกมไม่ดีซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับกองหลังในวัยแค่ 20 ปีแบบนี้ ทำให้ริชาลิซอน หลุดเดียวจากกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงให้เอฟเวอร์ตันนำตั้งแต่ไก่โห่แบบนี้ ..... และบอกตรงๆ เลยว่าเราคงต้องเห็นความผิดพลาดในเกมรับแบบนี้ไปอีกซักพักล่ะครับ  ทำใจกันกับตรงนี้ไว้ได้เลย  ....






อดทนกับเกมรุก


          จาก 3 ประสานที่เคยสันสะเทือนแผ่นดินยุโรปหรือทั้งโลกเลยก็ว่าได้ ด้วยการกวาดทุกแชมป์ที่มีในโลกนี้มาเป็นของตัวเองเมื่อฤดูกาลก่อน ..... แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าการวางแผนและการเลือกใช้นักเตะลักษณะนี้มันจะกลับกลายย้อนมาเป็นหอกแหลมทิ่มแทงเจอร์เก้น คล็อปป์และลิเวอร์พูลเองไปเสียได้ จากการที่คล็อปป์ใช้นักเตะที่ไม่ใช่กองหน้าธรรมชาติอยู่ในแผงแนวรุกทั้งหมด 3 คน เพื่อหวังกับเรื่องความเร็วและความคล่องตัวในเกมรุก ซึ่งมันได้ผลแบบสุดยอดครับในฤดูกาลก่อนๆ ส่วนหนึ่งเลยก็เพราะมันแปลกใหม่ และหลายๆ ทีมยังไม่เคยเจอแนวรุกลักษณะแบบนี้มาก่อน ประกอบกับการท๊อปฟอร์มของทั้งซาล่าห์และมาเน่ในช่วงนั้นทำให้แนวรุกของลิเวอร์พูลน่ากลัวเอามากๆ ในตอนนั้น ....  แต่ ณ ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นทีมฝั่งตรงข้ามเริ่มจับทางได้แล้ว หรือแม้แต่ฟอร์มการเล่นของแนวรุกของลิเวอร์พูลเองก็ตกลงมาอย่างน่าใจหาย ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงตอนนี้มีเพียงโม ซาล่าห์คนเดียวล่ะครับ ที่ยังพอจะรักษามาตรฐานตัวเองเอาไว้ได้ (แต่จริงๆ เจ้าตัวก็ดร๊อปลงไปมากพอสมควรเหมือนกันนะ) ส่วนซาดิโอ มาเน่ กับ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่นั้น เหมือนทำความเฉียบคมหล่นหายไปตั้งแต่ฤดูกาลก่อนก็ว่าได้ครับ โดยเฉพาะมาเน่ ที่ค่อนข้างส่งผลต่อผลการเล่นของทีมมากพอสมควรเลย การทำเกมของเขานั้นยังพอใช้ได้ครับ แต่การจบสกอร์และความเฉียบคม ต้องยอมรับว่าห่างไกลกับช่วงท๊อปฟอร์มแบบคนละเรื่องจริงๆ ซึ่งนี่แหละครับ ความต่างของ “กองหน้าธรรมชาติ” กับ “กองหน้ากึ่งปีก” ซึ่งจริงๆ แล้วคล็อปป์เองก็พอจะมองออกล่ะครับ ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวคงไม่ทำเข้า ดิโอโก้ โชต้าเข้ามาสู่ทีมแน่ๆ และโชต้าเองพอเข้ามา ก็ทำผลงานได้ดีในทันทีเลยเช่นกัน .... แต่ก็นั่นแหละครับ โชต้าเองก็ยังอยู่ในโรงพยาบาลอยู่เช่นกัน  ทนๆ กันไปครับ








ทนกับการตัดสินที่ไม่เป็นใจ

          ออกตัวไว้ก่อนเลย ว่าที่คุยเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า ถ้าลิเวอร์พูลไม่โดนจุดโทษแล้วผลการแข่งขันจะกลับตาลปัตหรืออะไรแบบนี้นะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าถึงแม้ลิเวอร์พูลจะไม่โดนลูกจุดโทษ กับสถานการณ์แบบนี้ยังไงลิเวอร์พูลเต็มที่ก็ได้แค่เสมอนั่นแหละครับและมีแนวโน้มว่าน่าจะแพ้คาบ้านเหมือนเดิมมากกว่าซะอีก แต่กระนั้นก็เถอะครับ กับการตัดสินให้ลูกจุดโทษกับลิเวอร์พูลในจังหวะที่ คัลเวิร์ต เลวิน หลุดเดี่ยวแล้วเทรนท์พยายามจะสไลด์บล็อกในจังหวะแรก แต่คัลเวิร์ต เลวิน วิ่งไปชนหัวของเทรนท์จนเสียหลักแบบนี้ มันค่อนข้างก่อให้เกิดความสับสนมึนงงพอสมควรครับ โดยเฉพาะกับกองเชียร์ทางฝั่งลิเวอร์พูลเอง เพราะในจังหวะนี้เทรนท์ไม่ได้หันไปมองกองหน้าเอฟเวอร์ตันด้วยซ้ำ เพราะอยู่ในจังหวะที่สไลด์ไปบล็อกลูกยิงอยู่ แต่เป็นคัลเวิร์ด เลวินเองที่ “วิ่งมาชนหัวของเทรนท์ด้วยตัวเอง” ดื้อๆ แบบนี้เลย ซึ่งจริงๆ แล้วในจังหวะที่เป่าทีแรกก็ไม่คัดค้านอะไรหรอกครับ เพราะดูจากสถานการณ์แล้วก็ไม่แปลกอะไรที่ลูกนี้จะเป็นจุดโทษ  แต่เมื่อดูภาพช้าและภาพช้ามันเป็นแบบนั้น แฟนหงส์ทุกคนก็ลุ้นล่ะครับว่ากรรมการน่าจะเปลี่ยนคำตัดสินให้  ซึ่งก็น่าผิดหวังพอสมควรเหมือนกันที่กรรมเองที่ย้อนไปดู VAR แล้ว แต่ก็ยังยืนยันที่จะให้เป็นจุดโทษเหมือนเดิม ซึ่งก็นับเป็นโชคร้าย (?) ของลิเวอร์พูลไปอีกครั้งล่ะครับ ที่การตัดสินในจังหวะ 50/50 หรือ ชี้เป็นชี้ตายแบบนี้ มันมักจะไม่เป็นใจกับลิเวอร์พูลเอาเสียเลยจริงๆ แต่ก็นั่นล่ะครับ กองเชียร์เองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจาก  ทนๆ กันไป .... แบบเดิมอีกนั่นแหละ

          ถึงตรงนี้คงต้องได้แต่ปลอบใจตัวเองนั่นแหละครับ ว่าให้ทนๆ กันไปอย่างน้อยก็ให้จบฤดูกาลนี้ไปก่อน เวลา 30 ปี ยังทนกันมาแล้ว ทนอีก 2-3 เดือน ให้จบฤดูกาล ก็ไม่น่าจะหนักหนาอะไรนักหรอกครับ (ฮา)  วลี “เป็นแฟนหงส์ ต้องอดทน” นี่มันอยู่คู่กับแฟนๆ ลิเวอร์พูลกันมานานแล้ว YNWA ครับทุกคน

    



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด