:::     :::

7 สัปดาห์ของทูเคิ่ล 'ใครเกิด-ใครดับ'

วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2564 คอลัมน์ ในกะลาครอบ โดย พาสต้า
7,534
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
การเริ่มต้นยุคใหม่ย่อมเต็มไปด้วยความแน่นอนที่พร้อมจะเกิดขึ้น แต่หลังจาก 7 สัปดาห์ของ โธมัส ทูเคิ่ล ที่ เชลซี เราเริ่มเห็นถึงแผนงานของเขาที่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้ว

    กุนซือชาวเยอรมันเริ่มต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบกับสโมสรเวสต์ลอนดอน โดยพาทีมชนะ 6 เสมอ 4 จาก 10 นัดในพรีเมียร์ลีก แถมยังแหย่เท้าเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก ไปแล้วข้างหนึ่งด้วย

    แม้จะทำได้เพียงเสมอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด แบบไร้สกอร์ในเกมลีกนัดล่าสุด ทว่าถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เคยแพ้ใครเลยนับตั้งแต่มาจับงานที่อังกฤษ

    ตั้งแต่คุมทีมเกมแรกนัดพบ วูล์ฟส์ เมื่อวันที่ 27 มกราคม ทูเคิ่ล มักจะเลือกใช้งานระบบ 3-4-2-1 ซึ่งมันทำให้ สิงห์บลูส์ กลายเป็นทีมที่เล่นได้ชัวร์ยามครองบอล และมีเกมรับที่แข็งแกร่ง

    แม้จะยังมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องของการผลิตสกอร์ แต่ ทูเคิ่ล ก็สามารถพาทีมคว้าชัยเหนือ สเปอร์ส, แอต. มาดริด, ลิเวอร์พูล, เอฟเวอร์ตัน และเสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด

    นอกจากนี้ เขายังดูเหมือนว่าสามารถจับทางกับกลุ่มนักเตะที่มีอย่างจำกัดได้รวดเร็วไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานเกมรับ และในแผงมิดฟิลด์จนนำไปสู่ผลการแข่งขันที่ดี ก่อนที่เขาจะสามารถหาทีมของตัวเองแบบจริงๆ จังๆ ในช่วงซัมเมอร์ต่อไป

    นักเตะที่เหมือนจะเป็นดาวดับอย่าง มาร์กอส อลอนโซ่ และ อันเดรียส คริสเตนเซ่น กลับมาเบ่งบานในยุคของ ทูเคิ่ล อย่างไม่น่าเชื่อ แต่มันก็กลายเป็นเรื่องยากสำหรับคนอีกกลุ่ม อาทิ แทมมี่ อบราฮัม, เบน ชิลเวลล์ และ คริสเตียน พูลิซิช

    จาก 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะมาเช็กกันหน่อยว่าใครคือผู้ชนะ และผู้แพ้ที่ชัดเจนที่สุดภายใต้การทำงานของผู้จัดการทีมของคนใหม่ของ เชลซี


ผู้ชนะ

อันเดรียส คริสเตนเซ่น

    หนึ่งในจุดเด่นของ เชลซี ภายใต้การคุมทัพของ ทูเคิ่ล ก็คือเกมรับ และเขาก็เก็บคลีนชีตได้ถึง 10 จาก 12 นัดตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง

    หนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุดก็คือ คริสเตนเซ่น ซึ่งเข้าๆ ออกๆ ทีมในสมัยของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด แต่ตอนนี้เขาถือเป็นแกนหลักของนายใหญ่คนใหม่แล้ว

    ความจริงก็คือ ดาวเตะทีมชาติเดนมาร์กลงตัวจริงในยุค ทูเคิ่ล เชลซี เก็บคลีนชีตได้เกือบทุกเกม พลาดแค่นัดเดียวเท่านั้น

    ฟอร์มของเขาช่างน่าประทับใจจนมีรายงานออกมาในสัปดาห์นี้ว่า สิงห์บลูส์ เตรียมที่จะเปิดการเจรจาเรื่องสัญญาฉบับใหม่เพื่อมอบสถานะตัวจริงให้กับเจ้าตัว และเป็นการปัดความสนใจที่อาจเกิดขึ้นจากทีมอื่นด้วย


มาร์กอส อลอนโซ่

    ดาวเตะชาวสเปนเคยมีช่วงเวลาที่น่าประทับใจอย่างมากกับทีม และจากนั้นอนาคตของเขากับสโมสรก็กลายเป็นที่สงสัย

    ฟอร์มของ อลอนโซ่ สามารถตอบสนองความต้องการของกุนซือได้อย่างแท้จริง เพราะแข้งชาวสเปนรู้ดีว่าจะทำยังไงให้ทำผลงานดีที่สุดกับบทบาทวิงแบ็กซ้ายในระบบ 3-4-2-1

    ด้วยการเล่นเกมรับในบางครั้ง อลอนโซ่ สามารถเพิ่มอ็อปชั่นในเกมรุกทางริมเส้น และก็ดันสูงมาจากแนวลึกได้

    เขาทำประตูในชัยชนะครั้งแรกของ ทูเคิ่ล คือเกมกับ เบิร์นลี่ย์ เมื่อ 31 มกราคม และก็ยังดูจะมีบทบาทสำคัญกับทีมมากกว่าราคาอันมหาศาลของ เบน ชิลเวลล์ ด้วย


จอร์จินโญ่

    ดาวเตะทีมชาติอิตาลีมายังถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในซัมเมอร์ ปี 2018 และกลายเป็นแกนหลักตรงกลางสนามของ 'ซาร์รี่บอล' ทันที หลังเคยร่วมงานกับ เมาริซิโอ ซาร์รี่ มาก่อนแล้วกับ นาโปลี

    เขาถูกใช้งานในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวต่ำที่สุดในระบบ 4-3-3 ของ ซาร์รี่ โดยหน้าที่ของ จอร์จินโย่ คือรับบอลจากกองหลัง และเปิดเกมรุกจากแนวลึก ซึ่งเหมือนกับเป็นสมองของทีม

    บทบาทของเขาดูจะถูกปรับแต่งโดย แลมพาร์ด แต่ตอนนี้ สิงห์บลูส์ ได้กลายเป็นทีมที่เน้นการครองบอล และเล่นไม่ได้ผลีผลามอะไรในการเจอทีมที่เล่นแบบเพรสซิ่งในตอนที่พวกเขาครองบอลอยู่

    จอร์จินโญ่ กลายเป็นคนที่เพอร์เฟ็คท์อย่างที่ ทูเคิ่ล ต้องการในตำแหน่งมิดฟิลด์ของเขา และรายงานที่ว่า ยูเวนตุส ต้องการตัวเขาก็คงจบลงไปเลย นอกจากการเล่นที่เข้าระบบอย่างมากแล้ว เขายังมีทีเด็ดจากการยิงจุดโทษอย่างลูกที่สองในเกมก่อนกับ เอฟเวอร์ตัน


คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

    ด้วยอาการบาดเจ็บ และฟอร์มที่จางหายไปทำให้ ฮัดสัน-โอดอย ต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากภายใต้การคุมทีมของ แลมพาร์ด ในซีซั่นก่อน และเขาก็ยังไม่สามารถจะเอาชนะในการแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงมาถึงฤดูกาลนี้ด้วย

    แต่ ทูเคิ่ล ก็ใช้งานเขาในตำแหน่งวิงแบ็กขวาในหลายครั้ง ซึ่งผลก็มักออกมาดี

    แม้จะมีการเปลี่ยนตัวแบบซ้ำๆ ของเขาในเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อเดือนก่อน แต่ ฮัดสัน-โอดอย ก็ตอบสนองกับคำวิจารณ์ของกุนซือ และได้ลงตัวจริงในนัดเอาชนะ แอต. มาดริด รวมถึงเกมใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน ด้วย

    ในอนาคตข้างหน้า มันไม่แน่ว่าคุณจะได้เห็นเขากลับมาเล่นในตำแหน่งตัวรุกตามที่เติบโตมาเหมือนเดิมหรือไม่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาก็มีความสุขกับการได้ลงสนามแบบจริงๆ จังๆ หลังดูจะไม่มีอนาคตเท่าไหร่ในช่วงก่อนหน้านี้นะ


โรมัน อบราโมวิช

    นี่คือคนที่ได้รับชัยชนะตัวจริง

    มันเหมือนระเบิดครั้งใหญ่กับการไล่ แลมพาร์ด ออก เนื่องด้วยความผูกพันของเขากับสโมสร และเหล่าแฟนบอล หลังจากอนุมัติเงินก้อนโตให้จับจ่ายในช่วงซัมเมอร์

    แต่อย่างที่เราเคยเห็นกันมาหลายครั้งนั่นแหละ อบราโมวิช จะทำหากรู้ว่าสิ่งต่างๆ มันไม่ดี และเขาก็เป็นคนที่เด็ดขาด และก็ต้องการให้ทีมกลับไปสู่การชิงชัยในกลุ่มท็อปโฟร์ด้วย

    อย่างที่เห็นในตอนนี้ ไม่เพียงแค่ เชลซี จะมองไปยังการจบในกลุ่มโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกเท่านั้น พวกเขายังสามารถทะยานไปไกลได้กว่า นั่นมาจากการตัดสินใจของเจ้าของทีมชาวรัสเซียที่เลือกเขี่ย แลมพาร์ด ทิ้ง และแทนที่เขาด้วย ทูเคิ่ล



ผู้แพ้

เบน ชิลเวลล์

    มันอาจจะดูรุนแรงไปเสียหน่อยกับตำแหน่งผู้แพ้ แต่ ชิลเวลล์ นั้นถูก แลมพาร์ด มองว่าเป็นคนที่จะเข้ามาจัดการกับปัญหาในตำแหน่งแบ็กซ้าย โดยทุ่มเงินซื้อมาจาก เลสเตอร์ ด้วยค่าตัวถึง 45 ล้านปอนดื

    เขาเริ่มต้นซีซั่นด้วยอาการบาดเจ็บ แต่เมื่อฟิตกลับมา เขาก็เป็นเบอร์หนึ่งในตำแหน่งนั้นทันที โดยยิง 2 ประตู และทำอีก 4 แอสซิสตืในพรีเมียร์ลีก

    แต่การเปลี่ยนไปเล่นระบบสามเซนเตอร์แบ็กนั้น ทำให้ ชิลเวลล์ ดูจะไม่เหมาะสักเท่าไหร่ ซึ่ง อลอนโซ่ กลายเป็นตัวเลือกเบอร์ 1 แทน และแบ็กซ้ายทีมชาติอังกฤษก็เป็นตัวจริงแค่ 5 จาก 10 เกมลีกของ ทูเคิ่ล เท่านั้น แถมยังเป็นแค่ตัวสำรองในเกมสำคัญที่ชนะ แอต. มาดริด ในเลกแรกด้วย

    ตอนนี้ต้องบอกเลยว่าฟอร์มของ อลอนโซ่ นำหน้าเขาไปแล้ว และ ชิลเวลล์ ก็ต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งที่ไม่ได้รับการการันตีอีกต่อไป


คริสเตียน พูลิซิช

    พูลิซิช เป็นหนึ่งในนักเตะที่ใครหลายคนคิดว่าจะต้องดังทะลุขีดสุดแน่หลังจากการมาของ ทูเคิ่ล ซึ่งเป็นคนมอบโอกาสประเดิมทีมชุดใหญ่ให้เขาที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

    แต่ดาวเตะทีมชาติอเมริกากลับได้ลงเล่นตัวจริงเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น ตั้งแต่ที่ ทูเคิ่ล มาถึง ก็คือเกมเอฟเอ คัพ ที่เอาชนะ บาร์นส์ลี่ย์ 1-0 และก็ล่าสุดที่เสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด ไร้สกอร์ รวมถึงอีก 6 นัดที่มีชื่อบนม้านั่งสำรองในเกมลีก

    ทูเคิ่ล ยอมรับว่าเขาไม่ได้ให้ความยุติธรรมกับ พูลิซิช สักเท่าไหร่ เขาดูจะชอบ ฮาคิม ซิเย็ค ทางด้วยขวามากกว่า ขณะที่ ทิโม แวร์เนอร์ ก็เล่นระหว่างทางกราบซ้ายกับกองหน้าตัวเป้า

    กระนั้น พูลิซิช ก็ยังกล่าวว่า "ผมไม่สามารถพูดอะไรได้นอกจากสิ่งดีๆ เกี่ยวกับตัวเขา" ดังนั้นก็ยังคงมีโอกาสสำหรับ พูลิซิช อยู่


แทมมี่ อบราฮัม

    อบราฮัม คือหนึ่งในเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จมากมายในฤดูกาลแรกของ แลมพาร์ด เมื่อสโมสรต้องมองมายังเด็กๆ ในทีมจากคำสั่งห้ามซื้อนักเตะใหม่จากฟีฟ่า

    ดาวเตะวัย 23 ปี มีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมในซีซั่นก่อน เมื่อยิงไป 10 ประตู จาก 13 เกมแรกในลีก ก่อนที่ฟอร์มจะดร็อปลงไปจนกระทั่งการแข่งขันจบสิ้น

    เขาได้รับโอกาสมากมายก่อนที่ แลมพาร์ด จะโดนไล่ออก แต่ก็ยิงได้เพียง 6 ประตูในลีก ก่อนที่ ทูเคิ่ล จะเข้ามารับช่วงต่อ และเขาก็แทบไม่ได้ลงสนามเลย

    อบราฮัม ไม่ได้อยู่ในทีมตลอด 4 เกมหลังสุด โดย โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ แวร์เนอร์ นั้นสถานะดีกว่าเขา และล่าสุด ไค ฮาแวร์ตซ์ ก็อุตส่าห์ถูกดันไปเล่นเป็นเบอร์ 9 อีก มีความเป็นไปได้เลยทีเดียวที่เขาจะย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์


เคิร์ท ซูม่า

    เมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงก่อนคริสต์มาส ซูม่า ถือเป็นดาวเด่นสำหรับเกมรับของ เชลซี ยุค แลมพาร์ด โดยจับคู่กับ ติอาโก้ ซิลวา อย่างแข็งแกร่ง

    ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บ และการถูกปล่อยยืมทำให้ ซูม่า ไม่สามารถเป็นขาประจำของทีมจนกระทั่งฤดูกาลที่แล้ว แต่ในยุคของ แลมพาร์ด เขาก็กลายมาเป็นตัวเลือกแรกของสโมสร

    ทว่าความดีทั้งหมดดูเหมือนจะโดนยกเลิกไปในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาในยุคของ ทูเคิ่ล โดย ซูม่า มีโอกาสลงสนามในลีกเพียง 2 เกมเท่านั้นจนถึงตอนนี้

    สิ่งที่แย่กว่าก็คือ ทูเคิ่ล เปลี่ยนระบบมาใช้สามเซนเตอร์แบ็ก โดยมี คริสเตนเซ่น, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ยึดตัวจริงอยู่แล้ว แม้ ซูม่า จะมีโอกาสได้สร้างความประทับใจในเกมกับ เอฟเวอร์ตัน เมื่อวันจันทร์ก่อน แต่มันจะเพียงพอที่จะทำให้เขากลับมาเป็นตัวหลักเหมือนเดิมหรือไม่ ตรงนี้สิน่าสงสัย?


เอแมร์ซอน

    ถ้า ชิลเวลล์ ถือเป็นผู้สอบตกในตำแหน่งวิงแบ็กซ้ายแล้ว เอแมร์ซอน ล่ะ จะไปอยู่ตรงไหน?

    ดาวเตะชาวอิตาลีได้รับการหนุนหลังสำหรับการเป็นตัวเลือกแบบโรเตชั่นมาโดยตลอด แต่ไม่เคยทำได้ดีพอที่จะเป็นตัวเลือกแรกในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์

    แต่ ทูเคิ่ล ก็ปรับใช้งานเขาในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กฝั่งซ้ายในเกมที่ชนะ บาร์นส์ลี่ย์ ซึ่งเขาก็เหมือนว่าจะทำได้ดีด้วย

    ด้วยความที่เขาสามารถเล่นได้ทั้งสองตำแหน่งคือสาเหตุที่เขามีชื่ออยู่บนม้านั่งสำรองตลอด แต่เวลาลงสนามแค่ 688 นาที ก็น่าจะทำให้เขาต้องคิดย้ายทีมจริงๆ จังๆ แล้วในช่วงซัมเมอร์นี้

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด