:::     :::

สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ โรนัลโด้

วันศุกร์ที่ 02 เมษายน 2564 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
1,105
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
กลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลกเลยกับจังหวะหัวเสียถึงขั้นปาปลอกแขนกัปตันทิ้งและเดินออกจากสนามของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่ โปรตุเกส เสมอกับ เซอร์เบีย 2-2

เหตุการณ์เป็นยังไงคงได้เห็นกันไปแล้ว จากทั้งภาพและคลิปรวมถึงบทสัมภาษณ์ของตัวนักเตะและผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ

แน่นอนว่าในฐานะแข้งเบอร์ต้นๆของโลก เรื่องแบบนี้จึงถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่แสดงออกมา

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้เจ้าตัวต้องผ่านมรสุมชีวิตมามากมาย นั่นทำให้ทุกครั้งที่ลงสนามเจ้าตัวใส่เต็มที่ หากมีอะไรไม่ยุติธรรมก็พร้อมระเบิดอารมณ์ออกมา

การเงินที่ย่ำแย่ของทางบ้านหรือพ่อเป็นทหารผ่านศึกและเสียชีวิตด้วยพิษสุราเรื้อรัง ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าตัวต้องผ่านมา ตั้งแต่ยังเด็กและต้องฟันฝ่าทุกอย่างเพื่อมาถึงวันนี้

นี่คือเรื่องราว 5 ประการที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ฉายา "เด็กขี้แง" ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้


ตลอดเส้นทางอาชีพของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถูกเรียกไปในหลายรูปแบบ ที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่สมัยเริ่มต้นอาชีพก็คือ "จอมสับ" ช่วงที่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใหม่ๆ หรือจะเป็นพวกขี้แอ็ค รู้มุมกล้องอยู่เสมอเพราะเจ้าตัวจะแอ็คติ้งและก้าวเดินแบบสง่างามเสมอ เหมือนรู้ว่ากล้องจับอยู่ตลอด

แต่หนึ่งในฉายาที่น่าตลกคือ "ขี้แง" ตั้งแต่สมัยที่เจ้าตัวยังเป็นแข้งเยาวชนที่ โปรตุเกส บ้านเกิด

เรื่องนี้ ริคาร์โด้ ซานโต๊ส ที่แชร์ห้องแต่งตัวเดียวกับ โรนัลโด้ ที่สโมสรพูดถึงอดีตเพื่อนเก่าที่มีชื่อเล่นว่า "ขี้แง" จากอารมณ์ของตัวเอง

"ขี้แง, ใช่ เพราะ โรนัลโด้ รักที่จะคว้าชัยนะเหมือนที่เขารักในวันนี้ และยามที่เขาพ่ายแพ้และเด็กคนอื่นไม่ส่งบอลให้กับเขา เขาก็มักจะร้องไห้"

แม้จะเป็นฉายาที่ดูตลกไปสักหน่อย แต่สิ่งที่เราได้เห็นเวลาเจ้าตัวอยู่ในสนามในทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้รับฉายา "ขี้แง" ไป

ปัญหาหัวใจเกือบต้องเลิกเป็นนักฟุตบอลตอนอายุ 15 ปี

        

หนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมาของโลกลูกหนัง แต่เจ้าตัวเกือบจะไม่ได้มีวันนี้ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน

ตอนอายุ 15 ปี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ และเมื่อเข้ารับการตรวจเช็กอย่างละเอียด ทางหมอเผยว่าเจ้าตัวมีอาการเต้นผิดจังหวะ คือบางครั้งมันจะเต้นเร็วกว่าปกติและต้องรักษาด้วยการยิงเลเซอร์

คุณแม่ โดโลเรส เผยว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกือบทำให้ลูกชายคิดจะเลิกเล่นฟุตบอลไปเลย เนื่องจากทางบ้านไม่ได้มีฐานะการเงินที่ดีนัก แต่สุดท้ายคุณแม่ก็ตัดสินใจให้ โรนัลโด้ เข้ารับการรักษาในที่สุด

แน่นอนว่านั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง หลังจากนั้นเจ้าตัวกลับมาเล่นฟุตบอลแล้วค่อยๆยกระดับตัวเองจนก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดแข้งพร้อมกับรับค่าตอบแทนเป็นเงินมหาศาลอันดับต้นๆของโลก

เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจที่เรามักจะได้เห็น โรนัลโด้ รักคุณแม่อย่างมากและทำทุกอย่างเพื่อให้คนสำคัญที่สุดในชีวิตมีความสุขที่สุดในทุกวันนี้

โรนัลโด้ กับเหตุการณ์หวังกินฟรีจากแม็คโดนัลด์


ย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นเด็กอคาเดมี่ของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในโปรตุเกส, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ รวมถึงเพื่อนๆเคยไปที่ร้าน แม็คโดนัลด์ ใกล้สนามซ้อมเพื่อหวังว่าจะได้รับอาหารฟรี

เรื่องนี้เจ้าตัวออกมาพูดด้วยตัวเองเมื่อปี 2019 จากการรำลึกถึงเรื่องราวเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก แน่นอนว่าในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักเขาอยู่แล้ว

"ในตอนนั้นเราหิวหันนิดหน่อย มีร้านแม็คโดนัลด์ถัดไปจากสนาม เราเคาะประตูและถามว่ามีเบอร์เกอร์ไหม" โรนัลโด้ เผย "ที่นั่นมี เอ็ดน่า และผู้หญิงอีกสองคน ผมไม่เคยได้เจอพวกเธออีกเลย"

หลายปีต่อมา โรนัลโด้ บอกว่าตัวเองชอบที่จะไปเจอกับผู้หญิงที่ให้อาหารฟรีแก่เขาและเพื่อนๆหลังซ้อม และต้องการเชิญทุกคนไปทานอาหารที่บ้านหากสามารถหาตัวเจอในอนาคต ซึ่งหลังจากนั้นก็มีหญิงสาวที่ออกมาเผยว่าเป็นหนึ่งในทีมงานชุดนั้นที่เคยให้เบอร์เกอร์กับ โรนัลโด้ 

"พวกเขามาที่หน้าร้านและเมื่อมีเบอร์เกอร์เหลือ ผู้จัดการก็จะอนุญาตให้เอาให้พวกเขาได้" หญิงนาม เปาโล เลก้า รำลึกความหลัง "หนึ่งในเด็กพวกนั้นคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งน่าจะเป็นคนที่ขี้อายมากที่สุดในเด็กกลุ่มนั้น มันเกิดขึ้นแทบทุกคืนในแต่ละสัปดาห์เลย"

"มันตลกดีกับการมองย้อนกลับถึงเรื่องที่ผ่านมานานมากแล้ว มันแสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อมของเขา อย่างน้อยผู้คนก็รู้ว่าในตอนนี้มันไม่ได้การเสแสร้งขึ้นมา"

"ถ้าเขาเชิญฉันไปดินเนอร์ ฉันต้องไปแน่นอน สิ่งแรกที่ฉันจะทำคือกล่าวขอบคุณในระหว่างมื้ออาหาร เราจะมีช่วงเวลาที่น่าจดจำเหล่านั้น"

ไม่สนใจรอยสัก ไม่สนใจแอลกอฮอร์


นักฟุตบอลมากมายล้วนมีรอยสักเท่ๆบนร่างกายที่เรามักจะเห็นกันอยู่เสมอ แม้แต่ ลิโอเนล เมสซี่ ยังมีรอยสักทั้งแขน-ขา

แต่สำหรับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เขาไม่เคยสนใจเรื่องพวกเขา รอยเข็มที่จะได้มาเจาะบนร่างกายเขาคือยามที่ไปบริจาคเลือดเท่านั้น 

นอกจากนี้เจ้าตัวยังไม่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ด้วย เพราะของเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงในความคิดของ โรนัลโด้ เอง

ยิ่งไปกว่านั้นมองย้อนกลับไป พ่อของเขาก็เป็นคนที่ติดเหล้าและเสียชีวิตจากพิษสุราเรื้อรังในปี 2005 ด้วย ในสมัยที่เจ้าตัวอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แม้ว่าทั้งสองอย่างจะไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหรือล้มเหลว เพราะนักเตะที่สัก, ดื่มแอลกอฮอร์และสูบบุหรี่ก็มี แต่ก็คิดซะว่านี่คือแบบอย่างของเด็นรุ่นหลังละกัน

บาร์เซโลน่า  และ ลิเวอร์พูล มีโอกาสได้ โรนัลโด้ ก่อน แมนฯ ยูไนเต็ด

        

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จัดการดุง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน เมื่อปี 2003 หลังจากที่ประทับใจผลงานจากการที่ทั้งสองสโมสรฟาดแข้งกันในนัดกระชิบมิตร

แต่ก่อนที่จะเซ็นสัญญากับ "ปีศาจแดง" ทาง ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ เชราร์ อุลลิเยร์ ที่สนใจ โรนัลโด้ เช่นกันก็เกือบจะได้ตัวไปร่วมทีมก่อน แต่ทว่าด้วยกฎความเข้มงวดในเรื่องการใช้จ่ายของสโมสรที่มองว่านักเตะอายุเท่านี้ ค่าตัวขนาดนี้สูงเกินไป ทำให้สุดท้ายทีมถอนตัวไป

ส่วน บาร์เซโลน่า ที่สนใจ โรนัลโด้ อยู่ แต่ในช่วงซัมเมอร์นั้นทีมเพิ่งทุ่มทุนเพื่อดึง โรนัลดินโญ่, ริคาร์โด้ กวาเรสม่า และ ราฟาเอล มาร์เกซ ร่วมทีม โดยเฉพาะสองรายแรกที่เป็นแนวรุกอยู่แล้ว ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินซื้อ โรนัลโด้ ที่ค่าตัวอยู่ในระดับ 17 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าไม่ถูกเลย

ไม่อย่างนั้นการได้เห็น ลิโอเนล เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยืนเกมรุกคนละฝั่งคงเป็นอะไรที่น่าดูชม หรือไม่ก็คนใดคนหนึ่งคงหมดอนาคตไปเลย


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด