:::     :::

อาร์เซน่อล 2020/21 : ฤดูกาลที่น่าผิดหวัง

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
อาร์เซน่อล ปิดฉากฤดูกาล 2020/21 ด้วยการชนะส่งท้ายเหนือ ไบรท์ตัน 2-0 ทว่าเป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังมากที่สุดเมื่อทีมไม่สามารถคว้าตั๋วไปเล่นในถ้วยยุโรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี

มีหลายสิ่งหลายอย่างผิดพลาดตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา เราจะย้อนกลับไปดูกันอีกรอบว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ อาร์เซน่อล มีฤดูกาลล้มเหลว 

อันดับ 8 เหมือนเดิม แต่...

มิเกล อาร์เตต้า พาทีมจบอันดับ 8 ของตารางในการคุมทีมเต็มตัวฤดูกาลแรก เป็นผลงานเทียบเท่ากับฤดูกาล 2019/20 ที่เข้ามาช่วงกลางฤดูกาลต่อจาก อูไน เอเมรี่ ที่มี เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก คั่นกลางให้เล็กน้อย 

ในอันดับ 8 ที่เท่าเดิม อาร์เตต้า พาทีมเก็บคะแนนได้มากกว่าเดิม 5 คะแนน ชนะมากกว่า 4 นัด (14 ต่อ 18) ขณะที่เกมรับเสียน้อยกว่าเดิม 9 ประตู (48 ต่อ 39) มีเพียงเกมรุกที่ยิงได้น้อยกว่าเดิมเล็กน้อย 1 ประตู (56 ต่อ 55) 

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมที่คะแนนมากกว่าเดิม ผลงานในบ้านกลับแย่ลงเมื่อเก็บคะแนนได้ "น้อยกว่า" การเล่นนอกบ้าน 

อาร์เซน่อล ชนะในบ้านได้เพียง 8 นัดจาก 19 นัด ที่เหลือเสมอ 4 นัดและแพ้ถึง 7 นัด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.47 คะแนนต่อนัด ส่วนนอกบ้านเก็บได้ถึง 1.74 คะแนนต่อนัด

เจาะลงไปในเกมรุกและเกมรับก็ยิ่งน่าตกใจเพราะยิงประตูในบ้านได้เพียง 24 ประตูและเสีย 21 ประตู ขณะที่นอกบ้านทำได้ดีกว่าทั้งเกมรุกที่ยิงได้ 31 ประตูและเกมรับที่เสียเพียง 18 ประตู

เริ่มต้นแย่-ฟื้นตัวยาก

ประโยคดังกล่าวน่าจะเป็นบทสรุปที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดเมื่อพูดถึง อาร์เซน่อล ในฤดูกาล 2020/21 

"ปืนใหญ่" เหมือนจะเริ่มต้นฤดูกาลแรกได้น่าจับตามองกว่าใครเมื่อบุกชนะ ฟูแล่ม สวยงาม 3-0 ในเกมที่แข้งใหม่อย่าง วิลเลี่ยน โชว์ผลงานเปล่งประกายสุดๆ ทว่าหลังจากอีก 13 นัดต่อ อาร์เตต้า สะกดคำว่าชนะได้อีกเพียง 3 นัดเท่านั้น 

ใน 14 นัดแรก อาร์เซน่อล หลุดแพ้ไปถึง 8 นัด จนอันดับรูดไปอยู่เฉียดโซนตกชั้น มีการพูดทีเล่นทีจริงว่าหากไม่เค้นฟอร์มออกมา เรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ก็อาจเกิดขึ้นจริงนั่นคือ "ตกชั้น"

อาร์เซน่อล เริ่มฟื้นตัวเมื่อปรับการเล่นใหม่พร้อมส่งดาวรุ่งอย่าง เอมิล สมิธ โรว์ ลงสนามร่วมกับ บูคาโย่ ซาก้า ในเกมเปิดบ้านชนะ เชลซี 3-1 ก่อนเก็บได้อีก 13 คะแนนจาก 5 นัดถัดมา อันดับดีดตัวกลับไปอยู่ครึ่งบนของตารางอีกครั้ง

แต่แล้วก็เกิดอาการสะดุดอีกเป็นระยะทั้งวันที่ออกไปพ่ายต่อ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-2 ซึ่งมีจุดเปลี่ยนสำคัญเสียจุดโทษและใบแดงในนาทีสุดท้ายของครึ่งแรก ทำให้เจ้าถิ่นตามตีเสมอ 1-1 ก่อนแซงชนะไป 2-1 ในครึ่งหลัง แถมนัดต่อมาเหมือนอารมณ์หงุดหงิดจากผู้ตัดสินและ "วีเออาร์" ยังตกค้างเมื่อออกไปโดน แอสตัน วิลล่า ตบร่วงอีก

เข้าสู่เดือนมีนาคมและเมษายน อาร์เตต้า พาทีมชนะได้เพียง 2 นัดซึ่ง 2 นัดสำคัญที่ทำให้ความหวังในลีกหลุดลอยอย่างน่าเสียดายคือ 2 นัดในบ้านที่ทำได้เพียงไล่ตีเสมอ ฟูแล่ม 1-1 ในช่วงทดเจ็บ และโดน เอฟเวอร์ตัน บุกมาซัดหน้าหงาย 1-0 ซึ่งเป็นอีกครั้งการตัดสินจากวีเออาร์มีผลต่อผลการแข่งขันอย่างมาก

แม้ 5 นัดสุดท้ายจะคืนฟอร์มเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด แต่ก็จบเพียงอันดับ 8 ของตาราง ไม่สามารถคว้าตั๋วไปเล่นในถ้วยยุโรปไม่ว่ารายการใดๆ ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี

อันที่จริง หากนับคะแนนตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสหรือในเกมเปิดบ้านชนะ เชลซี 3-1 เป็นต้นมา อาร์เซน่อล เก็บได้ถึง 47 คะแนน เป็นรองเพียง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (63 คะแนน) กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (48 คะแนน) เพียง 2 ทีมเท่านั้น

แต่ด้วย 14 นัดแรกที่เก็บได้เพียง 14 คะแนนจาก 42 คะแนนก็ทำให้ช่วงที่เหลือของฤดูกาลเป็นงานยากเหลือเกินในการฟื้นตัวอีกครั้ง 

ไม่มี 11 ตัวจริงที่ดีที่สุด

ย้อนไปในช่วงรับงานต่อจาก อูไน เอเมรี่ เมื่อเดือนธันวาคม 2019 จนถึงจบฤดูกาล มิเกล อาร์เตต้า ปรับเปลี่ยนแท็กติกเพื่อหาระบบการเล่นที่ดีที่สุด บางครั้งเล่นระบบแบ็กโฟร์ บางครั้งปรับเล่นระบบ 3 เซนเตอร์ฮาล์ฟ 

การหมุนเวียนแท็กติกเกิดขึ้นจนถึงช่วงต้นฤดูกาลล่าสุดที่ผ่านไปหลายนัดก่อนยึดระบบแบ็กโฟร์ในแท็กติก 4-2-3-1 

ทว่าสิ่งที่ยังเปลี่ยนไม่หยุดคือ ไม่มี 11 ผู้เล่นที่ดีที่สุด 

สิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันถึงการหาทีมที่ลงตัวไม่ได้เลยคือ ตลอด 38 นัดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุด มิเกล อาร์เตต้า เปลี่ยน 11 ตัวจริงมากถึง 37 นัด มีเพียงเกมเปิดบ้านพบ แอสตัน วิลล่า ที่ใช้ผู้เล่นชุดเดิมจากนัดบุกชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-0 

นอกจากตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ยึดครองมือหนึ่งโดย แบรนด์ เลโน่ แล้ว ตำแหน่งอื่นไม่มีตัวจริงแบบเห็นภาพทันที 

คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดคือคู่ใดระหว่าง ร็อบ โฮลดิ้ง, กาเบรียล มากัลเญส, ดาวิด ลุยซ์ และ ปาโบล มารี

แบ็กขวาเคยใช้ทั้ง เอคตอร์ เบเยริน, เซดริก โซอาเรส และ คาลั่ม แชมเบอร์ส

แบ็กซ้ายมี คีแรน เทียร์นีย์ เป็นตัวหลัก แต่ด้วยปัญหาบาดเจ็บทำให้ไม่สามารถช่วยทีมได้ต่อเนื่อง เซดริก โซอาเรส, บูคาโย่ ซาก้า และ กรานิต ชาคา ที่ไม่ใช่แบ็กซ้ายอาชีพถูกปรับมาเล่นแก้ขัดหลังทีมปล่อย เซอัด โคลาซินัช ออกไปให้ ชาลเก้ ยืมใช้งาน

ขณะที่มิดฟิลด์คู่กลางที่คาดหวังว่าตัวใหม่อย่าง โธมัส ปาร์เตย์ จะกลายเป็นตัวหลักแบบต่อเนื่อง แต่เอาเข้าจริง สภาพร่างกายของอดีตแข้ง แอต.มาดริด ไม่ฟิตเท่าที่ควร ทำให้ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ และ ดานี่ เซบายอส ได้สลับกันจับคู่กับ กรานิต ชาคา แถมช่วงท้ายที่ ชาคา ต้องขยับไปรับบทแบ็กซ้าย มิดฟิลด์คู่กลางก็โรเตชั่นกันเกือบทุกนัดระหว่าง ปาร์เตย์, เซบาและ เอลเนนี่

ในส่วนตัวรุกเริ่มต้นด้วยความหวังใหม่ วิลเลี่ยน เล่นร่วมกับ บูคาโย่ ซาก้า และ นิโกล่าส์ เปเป้ ขณะที่ เมซุต โอซิล ถูกดร็อปยาว บางนัดให้โอกาส โจ วิลล็อค ลงปั้นเกม แต่ผลงานช่วงแรกออกมาน่าผิดหวังทำให้ต้องดัน เอมิล สมิธ โรว์ ขึ้นมาเป็นตัวหลักในช่วงบ็อกซิ่งเดย์  

ช่วงตลาดหน้าหนาว อาร์เตต้า ไปดึง มาร์ติน โอเดการ์ด มาจาก เรอัล มาดริด ด้วยสัญญายืมตัวและกลายเป็นตัวหลักทันทีในตำแหน่งจอมทัพตรงกลาง สมิธ โรว์ ต้องขยับออกด้านข้างบ่อยครั้ง แต่ก็ยังทำผลงานได้ดีเช่นเดียวกับ ซาก้า 

ส่วนตำแหน่งหน้าเป้า ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง (ตัวจริง 26 นัด และสำรอง 3 นัด) กับ อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์ (ตัวจริง 22 นัด และสำรอง 9 นัด)ได้สลับกันเล่นในจำนวนใกล้เคียงกัน หรือในเวลาที่ลงสนามพร้อมกัน โอบาเมย็อง ก็จะถ่างออกไปเล่นด้านข้าง

การไม่มีชุดตัวจริงที่ที่สุดและได้เล่นร่วมกันแบบต่อเนื่องจึงเป็นไปได้ยากในการเค้นศักยภาพให้ออกมาได้อย่างเต็มที่ ฟอร์มการเล่นและผลการแข่งขันจึงต่ำกว่าแฟนบอลคาดหวัง

จริงอยู่ว่าผลงานส่วนตัวของดาวซัลโวอย่าง โอบาเมย็อง ดร็อปลงไปอย่างมาก  จำนวนประตูลดจาก 29 ประตูในฤดูกาล 2019/20 เหลือเพียง 15 ประตูในฤดูกาลล่าสุด แต่อีกเหตุผลที่สำคัญคือการที่ทีมไม่สามารถหาชุดตัวจริงที่ดีสุดได้ ยิ่งปรับเปลี่ยนบ่อยยิ่งต้องใช้เวลาจูนเข้ากัน

 

ในบ้านคือหายนะ

ถ้าให้เจาะจงลงไปถึงจุดน่าผิดหวังที่สุดของ อาร์เซน่อล ในฤดูกาลที่เพิ่งจบลงไป คำตอบที่ชัดเจนมากสุดคือ การเล่นในบ้าน

อาร์เซน่อล แพ้คารัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ของตัวเองรวมกัน 9 นัดจากทุกรายการ แบ่งเป็นพรีเมียร์ลีก 7 นัด ยูโรปา ลีก 1 นัด และ คาราบาว คัพ (ลีก คัพ) อีก 1 นัด 

การแพ้คาบ้านในเกมลีก 7 นัด เป็นตัวเลขที่สูงมาก เป็นสถิติแย่สุดในรอบ 28 ปี แถมมีช่วงวูบยาว 4 นัดติดที่พบ เลสเตอร์ ซิตี้, แอสตัน วิลล่า, วูล์ฟส์ และ เบิร์นลีย์ ซึ่งในอดีต อาร์เซน่อล มักไล่ตบได้ไม่ยากเย็น  

สถิติที่เคยข่มทีมเหล่านี้ถูกหยุดลงทันที 

แพ้คาบ้านต่อ เลสเตอร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 48 ปี

แพ้คาบ้านต่อ แอสตัน วิลล่า เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี 

แพ้คาบ้านต่อ วูล์ฟแฮมป์ตัน เป็นครั้งแรกในรอบ 41 ปี

แพ้คาบ้านต่อ เอฟเวอร์ตัน เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี

เกมลีกในบ้านยิงได้เพียง 24 ประตู น้อยกว่าทุกทีมใน 12 อันดับแรกของตาราง และแย่สุดในรอบ 47 ปี หรือนับตั้งแต่ที่เคยยิงได้ 23 ประตูในฤดูกาล 1973/74 

 

ไม่ถึงฝั่งฝันในบอลถ้วย

มิเกล อาร์เตต้า พาทีมเอาฤกษ์เอาชัยด้วยตำแหน่งแชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ก่อนเริ่มฤดูกาล แต่เมื่อถึงการแข่งขันจริงกลับไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆ มาครองได้

ในคาราบาว คัพ ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายหลังพ่ายคาบ้านแบบไม่ได้ลุ้นต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-4 

ขณะที่ เอฟเอ คัพ ที่มีศักดิ์ศรีเป็น "แชมป์เก่า" และแชมป์มากสุด 14 สมัย ก็พลาดท่าโดน เซาธ์แฮมป์ตัน สอยร่วงรอบสี่ มิเกล อาร์เตต้า ถูกวิจารณ์พอสมควรเพราะเปลี่ยนทีมหลายตำแหน่ง 

ส่วนความหวังสูงสุดในยูโรปา ลีก ก็จอดป้ายรอบรองชนะเลิศ จากการพ่ายต่อ บียาร์เรอัล ของกุนซือคนคุ้นเคยอย่าง อูไน เอเมรี่ ที่พาทีมไปจนถึงตำแหน่งแชมป์ด้วยการเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการดวลจุดโทษ

เมื่อไม่สามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยใดๆ มาครองได้ อาร์เซน่อล จึงไม่ได้ตั๋วใบพิเศษใดๆ ทั้งการไปเล่นยูโรปา ลีก ในฐานะแชมป์เอฟเอ คัพ หรือการไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฐานะแชมป์ยูโรปา ลีก

ปัจจัยอื่นที่ล้วนส่งผลต่อผลงานในสนาม

จากที่ไล่เรียงมาทั้งหมดแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อผลงานของ อาร์เซน่อล ไม่มากก็น้อย

แน่นอนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ฤดูกาลนี้แตกต่างจากทุกฤดูกาล การเตรียมความพร้อม การแข่งขัน บรรยากาศ ฯลฯ รวมไปถึงการที่ไม่มีแฟนบอลเข้าชมเกมในสนาม

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้ก็เป็นสิ่งที่ทุกสโมสรต้องเจอ ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันมากเพราะอยู่ในสถานการณ์เดียวกันหมด

นอกจากนี้ การถูกดร็อปของ เมซุต โอซิล ตลอดครึ่งฤดูกาลแรกก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ส่งผลต่อสมาธิของทีมเพราะปัญหาคาราคาซังที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้เป็นสิ่งที่สโมสรถูกตั้งคำถามอยู่ตลอด ขณะที่ มิเกล อาร์เตต้า ก็ต้องคอยตอบนักข่าวในเกือบทุกนัด แทนที่จะได้พูดเฉพาะเรื่องเกมนั้นๆ อย่างเดียว

ขณะที่ช่วงท้ายฤดูกาล กระแสต่อต้านเจ้าของทีมยิ่งหนักมากขึ้นหลังสโมสรเข้าร่วมโปรเจกต์ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก (ก่อนถอนตัวในเวลารวดเร็ว) มีการประท้วงหน้าสนามในหลายนัด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินหน้าสู่เป้าหมาย กลายเป็นขัดแย้งกันระหว่างแฟนบอลกับสโมสร 


...

นี่คือภาพรวมทั้งหมดของ อาร์เซน่อล ในฤดูกาล 2020/21 ที่มีเรื่องราวน่าผิดหวังมากมายจนกลายเป็นฤดูกาลที่ล้มเหลวมากที่สุดในรอบหลายสิบปี


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด