:::     :::

การต่อสู้ในแบบฉบับ "เควิน เดอ บรอยน์"

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2564 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
333
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ถือว่าเปิดหัวอย่างยอดเยี่ยม

สำหรับเควิน เดอ บรอยน์จอมทัพทีมชาติเบลเยี่ยม ที่ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง พร้อมกับยิง 1 และแอสซิสต์ 1 ช่วยให้พลพรรค “ปีศาจแดงแห่งยุโรปเฉือนเอาชนะเดนมาร์ก 2-1 การันตีผ่านเข้าไปเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในศึกยูโร 2020 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 


ช่วงนี้ เราไปลองย้อนกลับไปดูเส้นทางลูกหนัง บางเสี้ยวบางตอนของตัว "KDB" กันหน่อยดีกว่า โดยไปดูกันว่า การฝ่าฟันเชิงลูกหนังของของเขาเป็นอย่างไร และทัศนคติแบบใด ที่ส่งผลให้เขากลายเป็นยอดนักเตะระดับโลก ที่ขึ้นชื่อในเรื่องฃองการสร้างสรรค์เกมเหมือนทุกวันนี้ 

เควิน เดอ บรอยน์ เกิด และเติบโตที่เมืองดรงเก้น ประเทศเบลเยี่ยม เขาถือเป็นคนที่ชอบเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่จำความได้ และแทบจะมีลูกหนังไหลเวียนอยู่ไหนร่างกาย หากจะบอกว่า เขาหายใจเข้า และหายใจออกเป็นฟุตบอล คงไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไปเท่าไรนัก 


หากจะเล่าให้เห็นภาพ เดอ บรอยน์ ในวัยเด็กนั้น ยอมไปโรงเรียนตามเวลา เพื่อแลกกับการดูบอลที่สนาม ซึ่งมาจากนโยบายของสโมสรท้องถิ่น ที่ร่วมมือกับโรงเรียนมัธยมที่เขาศึกษาอยู่ โดยมอบตั๋วเข้าชมฟุตบอลมูลค่า 15 ปอนด์ ให้กับเด็กที่มาเรียนตรงต่อเวลา เป็นจำนวน 6 สัปดาห์ติดต่อกัน


เดอ บรอยน์ ย้อนความทรงจำถึงเรื่องดังกล่าวว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก !!! ผมไม่เคยไปโรงเรียนสายเลยแม้แต่วันเดียว แม้ว่าคนขับรถบัสชอบประท้วงหยุดงานในวันพุธ ผมก็จะไปเรียนด้วยการปั่นจักรยาน เพราะผมไม่อยากพลาดตั๋วเข้าชมเกมฟุตบอล


เรื่องราวที่แฟนบอลเลือกที่จะจดจำคือ เดอ บรอยน์ มีเท้าซ้ายที่เก่งกาจ สามารถสร้างสรรค์เกมให้เพื่อนร่วมทีม และยิงประตูเองได้อย่างมากมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือเขาเป็นนักเตะที่ถนัดเท้าขวา


ย้อนกลับไปวัยเยาว์ เขาชอบออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของตัวเอง โดยมีจุดนัดพบคือสวนของบ้านเพื่อน ที่เป็นสถานที่ประลองฝีเท้า โดยมีกฏเหล็กหนึ่งข้อที่เด็กๆต้องปฏิบัติตาม คือถูกบังคับให้เล่นด้วยลูกบอลพลาสติกเท่านั้น


พร้อมกันนี้ พวกเขายังทำข้อตกลงกันว่า จะเล่นโดยการใช้เท้าข้างที่ไม่ถนัดเท่านั้น เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของลูกบอลที่สร้างความเสียหายต่อดอกไม้ และต้นไม้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่ทำให้เขาสามารถเล่นฟุตบอลด้วยเท้าซ้ายได้เป็นอย่างดี

โดยพรสวรรค์ด้านฟุตบอลของเดอ บรอยน์  ผลิดอกออกผลขึ้นเรื่อยๆ จากการไล่เตะบอลกับเพื่อนแถวบ้าน เขาพัฒนาจนผ่านระบบเยาวชนของเกงค์ พร้อมกับสามารถก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ในช่วงปี 2008 โดยเวลานั้น เขายังเป็นเด็กหนุ่มวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น อย่างที่บอกไป ขีดพความสามารถของเขา ทำให้บรรดานักเตะรุ่นใหญ่ของเกงค์ ถึงกับออกโรงชื่นชม 


ระหว่างการซ้อมครั้งแรก เป็นการดวลดันแบบ 5 ต่อ 5 คน เดอ บรอยน์  พยายามกระตุ้นนักเตะรุ่นพี่ ไม่ว่าจะเป็นประโยคที่ว่าเอาหน่อยซิครับ !!” หรือพวกคุณต้องทำให้ดี และวิ่งมากกว่านี้ !! โดยไม่สนใจเลยว่า เขายังเป็นเด็กหน้าใหม่ ที่เพิ่งก้าวขึ้นมามีส่วนร่วมกับทีม


ดาวิด อูแบร์ต อดีตกัปตันทีมเกงค์ ออกมาย้อนความทรงจำว่า “ผมมองว่า การกระทำแบบนี้ มันไม่สำคัญสำหรับเด็กคนนี้หรอก เดอ บรอยน์ เป็นคนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบมาตลอด เขาไม่สนใจเลยด้วยว่า เขาต้องตะโกนใส่ผู้คน เพื่อที่จะให้ได้สิ่งเหล่านั้น


คุณรู้อะไรมั้ย ? เราต่างให้ความเคารพเดอ บรอยน์ นั่นเพราะเขากำลังพูดในสิ่งที่ถูกต้อง เราต่างชื่นชมเขา ทั้งในเรื่องของความมั่นใจ การเรียกร้องสิ่งที่ดีขึ้น เรากลับได้ความคิดที่ว่า -เอาหน่อยแล้วกัน อย่าทำให้เจ้าเด็กนี่ต้องพบกับความผิดหวัง-”


เดอ บรอยน์ ไม่ใช่แค่ใช้ปากพูด เขาทำให้เห็นในสนามด้วย ผ่านการพิสูจน์ด้วยสองเท้า เพียงไม่นานนัก เราต่างให้ความยำเกรงเขา เขาเป็นนักเตะที่เปี่ยมด้วยเทคนิค และความสมบูรณ์แบบ แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น เขาโดดเด่นในแง่แรงผลักดัน และจิตวิญญาณ แม้เขาจะเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยมากก็ตาม


เขาเป็นนักเตะที่สำคัญต่อเรามาก เขาคือจอมทัพ และยังสามารถถ่างออกไปเล่นด้านซ้ายในระบบ 4-4-2 บางครั้ง เขาสามารถเป็นแม่ทัพตัวหลอกได้ด้วย หากว่าขยับมาเล่นด้านใน ผู้จัดการทีมแค่ปล่อยให้เขาโชว์ผลงาน ไม่ต้องบอกข้อมูลอะไรมากไป เพราะเราต่างรู้ดีว่า เขาคือนักเตะที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

ช่วงเวลากับเกงค์ ของเดอ บรอยน์ ถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว เขากลายมาเป็นนักเตะตัวหลักของทีม ตั้งแต่อายุยังน้อย พร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งในการพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศ โดยเป็นสมัยที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของทีม หลังจากนั้น เขาก็ย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างเชลซี 


"เขาคือหนึ่งในนักเตะที่ยอดเยี่ยมสุด เท่าที่ผมเคยค้นพบมาเลย


คำกล่าวข้างต้นเป็นของเพียต เดอ วิสเซอร์ทีมงานแมวมองของเชลซี พร้อมกับบอกต่อว่าย้อนกลับไปราวปี 2010 ผมออกเดินทางไปประเทศเบลเยี่ยม เพื่อค้นหาบางอย่าง ที่นี่เต็มไปด้วยเด็กฝีเท้าดี โดยเฉพาะสโมสรอย่างเกงค์ พวกเขามีแข้งดาวรุ่งพรสวรรค์สูง และนี่เป็นครั้งแรก ที่ผมได้พบกับเดอ บรอยน์


"ตอนนั้นเขามีอายุเพียง 18 ปี และมีเทคนิคที่เหลือร้ายมากๆ ผมไม่ค่อยเห็นอะไรแบบนี้ เขาลงเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรุก และมีสัมผัสบอลแรกที่เจ๋งสุดๆ ผมนำเทปการเล่นของเขา ไปให้กับโรมัน อบราโมวิช ซึ่งโรมัน ได้รับชมมัน พร้อมกับพูดออกมาว่า -เขาต้องย้ายมาร่วมทีมของเรา-


"กระทั่งปี 2012 เชลซี ทุ่มงบ 7 ล้านปอนด์ กระชากตัวเดอ บรอยน์ มาร่วมทีม ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากอยู่ กับการซื้อผู้เล่นดาวรุ่งหนึ่งคน ผมเดินไปบอกกับอบราโมวิช ไปว่า วันหนึ่งเจ้าหมอนี่จะมีค่าตัวมากกว่านี้ 10 เท่าตัว และวันนี้ก็กลายเป็นความจริงแล้ว"


อย่างที่เราทราบกัน เดอ บรอยน์ ไม่อาจสอดแทรกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของเชลซี ที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์อย่างมากมาย อย่างไรก็ตาม เขาสมารถพิสูจน์ตัวเองเป็นผลสำเร็จ ทั้งการเล่นกับแวร์เดอร์ เบรเมน กับโวล์ฟบวร์ก ในบุนเดสลีกา ก่อนจะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ด้วยการเป็นดาวดังของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด