:::     :::

ย้อนอดีต 'British core' ภาพฝันที่ไม่เกิดขึ้นจริง

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ในเดือนธันวาคม 2012 อาร์เซน่อล จับกลุ่มดาวรุ่งสายเลือดบริติชต่อสัญญาพร้อมกัน 5 ราย เพื่อเป็นแกนหลักให้ทีมในระยะยาว

5 แข้งท้องถิ่นประกอบด้วย แจ็ค วิลเชียร์, คีแรน กิ๊บบ์ส, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน และ คาร์ล เจนกินสัน ที่เป็นชาวอังกฤษ และอีกหนึ่งจากเวลส์ อารอน แรมซีย์

อาร์แซน เวนเกอร์ ตั้งความหวังก๊วนลูกกรอกคะนองนี้ที่ถูกเรียกว่า 'British core' เอาไว้สูงลิบ และการต่อสัญญาพร้อมกันก็เป็นเหมือนมุดหมายว่า อาร์เซน่อล ได้ก้าวสู่ยุคใหม่อีกยุค

กุนซือชาวฝรั่งเศสกล่าวในวันสำคัญวันนั้นว่า "ผมเชื่อว่าเมื่อคุณมีแกนหลักเป็นนักเตะบริติช มันง่ายขึ้นเสมอในการรั้งพวกเขาเอาไว้ด้วยกัน" 

"เราดีใจที่นักเตะหนุ่มทั้งห้าคนนี้ได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับสโมสร แผนงานเราคือสร้างทีมบนรากฐานผู้เล่นหนุ่มที่แข็งแกร่งเหล่านี้เพื่อให้พวกเขาได้พัฒนาต่อยอดพรสวรรค์ของตัวเองที่สโมสรแห่งนี้" 

ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่ปี 'British core' ที่เคยเป็นความหวังของแฟนบอลปืนโตกลับล่มสลายและกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง 

เกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มดาวรุ่งเหล่านี้ วันนี้จะไปย้อนอดีตกันอีกครั้ง


คีแรน กิ๊บบ์ส

"กิ๊บโบ้" เป็นผลผลิตโดยตรงจากศูนย์เยาวชนของ อาร์เซน่อล ที่ก้าวขึ้นสู่ชุดใหญ่ในฤดูกาล 2007/08 

เขากลายเป็นตัวเลือกแรกตำแหน่งแบ็กซ้ายในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล 2011/12 หลังจาก กาแอล กลิชี่ ย้ายไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 

แต่อีก 2 ปีถัดมา กิ๊บบ์ส ก็เสียตำแหน่งตัวจริงให้กับ นาโช่ มอนเรอัล แบ็กซ้ายจากสเปนที่ย้ายมาจาก มาลาก้า และไม่เคยยึดตำแหน่งคืนได้อีกเลย


สุดท้าย กิ๊บบ์ส ต้องย้ายออกจาก อาร์เซน่อล ในปี 2017 ที่ไปร่วมทีม เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ และปัจจุบันเพิ่งเซ็นสัญญากับ อินเตอร์ ไมอามี่ ทีมในเมเจอร์ลีก สหรัฐฯ ที่มี เดวิด  เบ็คแฮม เป็นเจ้าของร่วม

อดีตเด็กสร้างรายนี้ลงสนามให้ปืนโตทั้งหมด 230 นัด ทำได้ 6 ประตู ได้แชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัยในปี 2014, 2015 และ 2017 

 

แจ็ค วิลเชียร์

ได้รับการจับตามองมาตั้งแต่อายุน้อยๆ ตอนที่เริ่มฉายแววในทีมเยาวชน และเป็นหนึ่งในแข้งพรสวรรค์ที่สุดเท่าที่อังกฤษเคยมีมาในรอบหลายปี

วิลเชียร์ กลายเป็นความหวังของทั้ง อาร์เซน่อล และทีมชาติอังกฤษหลังแจ้งเกิดเต็มตัวในฤดูกาล 2010/11 ที่คว้าตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ และได้อันดับ 2 รางวัลโกลเด้นบอย หรือดาวรุ่งยอดเยี่ยมยุโรป

ฟอร์มการเล่นในค่ำคืนแชมเปี้ยนส์ ลีกที่ อาร์เซน่อล เฉือนชนะ บาร์เซโลน่า 2-1 ซึ่ง วิลเชียร์ ในวัย 19 ปีต่อกรกับแข้งพระกาฬ ชาบี เอร์นานเดซ และ อันเดรส อีเนียสต้า ได้อย่างน่าทึ่ง คือวันที่แฟนบอลปืนใหญ่ไม่เคยลืม


ทว่าด้วยอาการบาดเจ็บซ้ำซากทำให้การพัฒนาฝีเท้าของ วิลเชียร์ ต้องชะงักบ่อยครั้ง นานวันเข้าก็ทำให้บทบาทความสำคัญในทีมลดน้อยถอยลงจนกระทั่งถึงปี 2018 ที่สัญญาสิ้นสุดและถูกปล่อยตัวออกจากทีมแบบฟรีเอเยนต์

จากดาวรุ่งพรสวรรค์ที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นตำนานของสโมสร แจ็ค วิลเชียร์ ต้องเก็บกระเป๋าอำลา เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ไปแบบไร้ค่าตัว และตอนนี้ในวัย 29 ปีก็ยังไม่มีต้นสังกัดใหม่หลังแยกทางกับ บอร์นมัธ ในซัมเมอร์ล่าสุด


อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน

"ดิ อ็อกซ์" ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน มาร่วมทีม อาร์เซน่อล ในปี 2010 ตอนเพิ่งอายุ 17 ปีเท่านั้น ทว่าตลอดเวลา 6 ปีในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ก็ไม่สามารถเค้นศักยภาพที่มีออกมาได้เต็มที่ 

แชมเบอร์เลน มีทักษะ ฝีเท้า ความแข็งแกร่งของสรีระร่างกายครบถ้วนในการเป็นยอดนักกีฬา แต่ปัญหาคือตำแหน่งใดคือตำแหน่งที่ดีที่สุดในสนามเพราะถูกจับเล่นในหลากหลายบทบาทมาก

ช่วงท้ายก่อนย้ายออกจาก อาร์เซน่อล อดีตเด็กปั้นนักบุญถูกจับเล่นวิงแบ็กหลัง เวนเกอร์ ปรับเล่นหลัง 3 และเขาก็ทำผลงานได้ดีพอสมควรจนมีส่วนพาทีมจบท็อปโฟร์และคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2017 


ด้วยสัญญาที่เหลือเพียงปีเดียว และความต้องการที่จะได้ลงเล่นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอทำให้ แชมเบอร์เลน ย้ายออกจาก อาร์เซน่ล ไปร่วมทีม ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ 

แต่ช่วงเวลาในถิ่นแอนฟิลด์ก็ไม่ได้ต่างจากเดิม บทบาทส่วนใหญ่ของ แชมเบอร์เลน เป็นเพียงสำรองโดยถูกเปลี่ยนลงสนาม 44 นัดจาก 77 นัดในลีก ส่วนช่วงที่อยู่ อาร์เซน่อล ก็เป็นสำรองมากถึง 64 นัดในลีก หรือเกือบเท่ากับที่ลงตัวจริง 68 นัด 

ถ้ามองว่าย้ายออกไปแล้วได้แชมป์ แชมเบอร์เลน ประสบความสำเร็จทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่หากมองถึงการได้เล่นต่อเนื่องก็ยังและในตำแหน่งที่ดีสุด เขาก็ยังไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้ 

คาร์ล เจนกินสัน

"เจนโก้" เป็นแฟนบอล อาร์เซน่อล พันธุ์แท้ แต่ไม่ได้เริ่มต้นกับปืนใหญ่เพราะเริ่มเล่นฟุตบอลกับ ชาร์ลตัน ก่อนย้ายสู่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในปี 2011

ทว่าตลอดช่วงเวลา 8 ปีกับ อาร์เซน่อล เจนกินสัน ไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้เลย บทบาทส่วนใหญ่เป็นเพียงสำรอง ขณะที่ช่วงสุดท้ายๆ ก็ถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้ เวสต์แฮม (2 ฤดูกาล) และ ฟอเรสต์


ความทรงจำที่พอจะเติมเต็มความฝันในฐานะเด็กปืนคือยิงประตูแรกและประตูเดียวในสีเสื้อปืนใหญ่ในเกมชนะ นอริช 2-0 เมื่อปี 2014 และจบฤดูกาลด้วยการได้แชมป์เอฟเอ คัพ 

เจนกินสัน ที่คุณแม่มีเชื้อสายฟินแลนด์-สวีเดน ย้ายออกจาก อาร์เซน่อล ไปร่วมทีม ฟอเรสต์ ในปี 2019 ทว่าก็ไม่ได้ลงสนามมากนักเนื่องจากบาดเจ็บบ่อยครั้งและกำลังถูกปล่อยตัวออกจากทีมหลังไม่อยู่ในแผนของ คริส ฮิวจ์ตัน


อารอน แรมซีย์

กองกลางทีมชาติเวลส์คือคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในก๊วน "บริติชคอร์" และลงเล่นนานถึง 11 ปี แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อยู่กับทีมในปัจจุบัน 

แรมซี่ย์ ย้ายมาจาก เวลส์ ในปี 2008 ขณะอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ก่อนค่อยๆ ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักให้กับทีมที่ลงสนามมากถึง 369 นัดจากทุกรายการ และตัวเลขน่าจะมากกว่านี้หากไม่โชคร้ายโดนทำฟาวล์รุนแรงนขาหักพักยาวในปี 2010 

ในช่วงที่ท็อปฟอร์มโดยเฉพาะตอนที่เล่นร่วมกับ ซานติ กาซอร์ล่า และ เมซุต โอซิล อดีตเด็กปั้นจาก คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ คือกองกลางที่ดีที่สุดอีกคนของพรีเมียร์ลีก และเป็นหนึ่งในกองกลางแนว "บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์" ที่ยอดเยี่ยมทั้งรุกและรับ 


แรมซีย์ มีส่วนสำคัญอย่างมากในการพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้ 3 สมัย โดยที่เป็นคนทำประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศได้ถึง 2 ครั้งในปี 2014 และ 2017 

ช่วงท้ายกับ อาร์เซน่อล ที่มีการเปลี่ยนแปลงในทีมหลายอย่างซึ่งหนึ่งในนั้นคือการจากไปของ อาร์แซน เวนเกอร์ ในปี 2018 แรมซีย์ ก็เลือกที่จะไม่ต่อสัญญากับสโมสรและย้ายไปร่วมทีม ยูเวนตุส ในฐานะฟรีเอเยนต์คล้อยหลังการจากไปของกุนซือชาวฝรั่งเศสเพียงปีเดียว

2 ฤดูกาลกับในสีเสื้อม้าลาย แรมซีย์ ได้แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา และโคปปา อิตาเลีย พร้อมกับลงสนามไปแล้ว 65 นัด แต่ก็มีข่าวต่อเนื่องว่ากำลังจะถูกโละออกจากทีมในซัมเมอร์นี้ที่กุนซือคนใหม่หน้าเก่าอย่าง มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี กำลังปรับทีมหลังกลับมารับตำแหน่งอีกรอบ


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})