:::     :::

ย้อนรอยบุรีรัมย์ : ทีมจอมเค้นศักยภาพกองหลัง

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ตลาดซื้อขาย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยังคงน่าจับตาทุกฤดูกาล โดยเฉพาะการเสริมทัพในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟชาวไทย

“ปราสาทสายฟ้า” แทบไม่เคยแตะผู้เล่นกองหลังเกรดเอ-บี ระดับทีมชาติเข้ามาสู่ทีม ทั้งที่เอาเข้าจริงศักยภาพทางการเงินพวกเขาสามารถทำเช่นนั้นได้สบาย

นักเตะที่เข้ามาส่วนใหญ่แทบจะเป็นเกรดบีลบ หรือ ซี บางคนหมดสัญญากับสโมสรเก่า บ้างไม่อยู่ในแผนทำทีม แต่บุรีรัมย์ สามารถเปลี่ยนแข้งเหล่านี้ให้มีออร่าได้

เปรียบเสมือนทีมเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ แต่ไปรับของจากตลาดนัด แต่เมื่อมาบรรจุแพคเกจจิ้งจากทางห้าง สามารถเปลี่ยนให้สินค้าดูแพงขึ้นมาทันที

ที่ผ่านมา บุรีรัมย์ฯ ทำให้เห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถเปลี่ยนนักเตะที่หลายคนมองว่า “ธรรมดา” เปลี่ยนเป็นผู้เล่นมูลค่าเกรดทีมชาติได้

วันนี้เราจะมาย้อนรอยกัน


 


กรวิทย์ นามวิเศษ

ก่อนดีลเปลี่ยนชีวิต “ตุ้ย” ค้าแข้งกับ ทรู แบงค็อกฯ แม้จะเป็นตัวเลือกสำรองจาก คาลิฟา ซิสเซ่, คิม ยู-จิน หรือ นพพล ปิตาฝ่าย ทว่าเจ้าตัวเองก็ได้โอกาสลงสนามไปถึง 22 เกม ว่ากันแบบภาษาลูกหนังคือเป็น “อะไหล่” ให้ทีมได้อย่างไม่เคอะเขิน

จุดเปลี่ยนอยู่ตรงการเตรียมทีมเข้าแคมป์ซีซั่นใหม่ของ บียู กรวิทย์ ได้รับข่าวร้ายว่าเขาไม่อยู่ในแผนทำทีมอีกต่อไป

ชีวิตลูกหนังเขาเคว้งไร้ทิศทาง แต่ไม่นานเขาได้รับสายจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ปลายสายชวนมาอยู่ด้วยกันที่แดนอีสานใต้ เขาตอบตกลงแบบไม่ต้องคิด

การย้ายมา บุรีรัมย์ฯ ทีมระดับแชมป์ไทยลีกโมงยามนั้น “ตุ้ย” ถูกตั้งคำถามพอสมควร เหตุใดสโมสรถึงคว้าเขามาร่วมทัพ ทั้งที่ไม่ใช่ผู้เล่นหลัก ไม่มีธงทีมชาติประดับข้างอก แบบนี้จะไหวไหม

ตัดภาพไปที่ฤดูกาลใหม่ บุรีรัมย์ ของ อเล็กซานเดร กามา ส่ง “ตุ้ย” ลงสนามเป็นตัวจริงทันที ในบทบาทเซ็นเตอร์ฮาล์ฟฝั่งซ้าย ทำงานร่วมกับ อันเดรส ตูเญซ และ ชิติพัทธ์ แทนกลาง ได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งจังหวะอ่านเกม สกัดบอล  

ฤดูกาลแรกของเจ้าตัว “ตุ้ย” ลงเล่นไปถึง 32 จาก 34 เกม ทำไปได้ 4 ประตู เปลี่ยนสถานะจากนักเตะที่ไม่มีใครรู้จัก เป็นกองหลังระดับต้น ๆ ในไทยลีก จนมีชื่อติดทีมชาติไทยในที่สุด


 


พรรษา เหมวิบูลย์

เด็กหนุ่มจากจุฬา ผู้มาพร้อมส่วนสูงกว่า 190 ซม. ฟอร์มการเล่นไปเตะตา สมชาย ทรัพย์เพิ่ม เฮดโค้ช ทีโอที เวลานั้น “โค้ชชาย” ไม่รีรอดึงเจ้าโย่งมาร่วมถิ่นแจ้งวัฒนะทันที อย่างไรก็ตามเขาเองแทบไม่ได้ลงสนามเลยด้วยซ้ำ หลังตกเป็นตัวสำรองของรุ่นพี่อย่าง ปฏิภาณ เพชรพูล, จิรณัฐ นนทเกษ รวมถึง อี จุน-กิ

จนสถานการณ์ลูกหนังเปลี่ยนเขามีโอกาสย้ายมาเล่นให้ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ทีมจากดิวิชั่น 1 ในเวลานั้น เหมือนชีวิตกำลังไปได้ดี เพราะเป็นแกนหลัก และทำประตูให้ทีมได้ แต่ทุกอย่างมาสลายในพริบตา เมื่อสโมสรถูกระงับสิทธิทำทีม ทำให้เขาเป็นนักเตะไร้สโมสรทันที

แต่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้รับข้อเสนออย่างไม่คาดคิด ก่อนเปิดฤดูกาล 2017 ยักษ์ใหญ่อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยื่นข้อเสนอให้เขา

แน่นอนว่าการดึงผู้เล่นโนเนมมาร่วมทัพ ย่อมถูกตั้งคำถาม (อีกครั้ง) ว่าจะสามารถยกระดับให้เป็นเหมือน กรวิทย์ ที่ดึงมาก่อนหน้านี้หรือไม่

ก่อนที่เขาจะได้รับโอกาสประเดิมสนามในนัดพบ ราชนาวี ยืนคู่กับ กรวิทย์ และ ชิติพัทธ์ และทำผลงานได้อย่างถูกใจโค้ชและแฟนบอล จนแย่งตัวจริงจาก โซลวี ออตเตเซน มาได้สำเร็จ และรักษามาตรฐานการเล่นในระดบสูงไว้ได้ แทบไม่มีหล่น

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขากลายเป็นแกนหลัก บุรีรัมย์ รวมถึงทีมชาติไทย จนถึงปัจจุบัน  


 


อภิวัฒน์ งั่วลำหิน

ก่อนหน้าที่ “โอ๊ต” จะย้ายทีม เขาคือผู้เล่นหลักของ ราชบุรี มิตรผล อย่างไรก็ตามด้วยขวบวัย อายุการใช้งานลูกหนังที่โรยราลงไป ทำให้เขาหนีไม่พ้นการถูกตั้งคำถามจากแฟนบอลว่า ปราการหลังจากรั้วปทุมคงคา ยังดีพอที่จะเล่นในลีกสูงสุดหรือไม่

แต่บุรีรัมย์ ก็ทำเซอร์ไพรส์อีกครั้งด้วยการคว้าตัวเขามาร่วมทีม ในช่วงเลกสอง ฤดูกาล 2018 ขณะนั้นอายุเจ้าตัว 32 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม บุรีรัมย์ ไม่ได้ใช้งานเขาทั้งฤดูกาลอยู่แล้ว แต่คาดหวังกับประสบการณ์ลูกหนัง วินัย ในการมาช่วยขันเกมรับทีมให้แน่นกว่าเดิม และเขาเองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

แม้จะไม่ใช่ผู้เล่นหลัก แต่เมื่อได้รับโอกาสเจ้าตัวทำหน้าที่ได้อย่างไม่มีตกบกพร่อง ซัพพอร์ตน้อง ๆ ได้ดีเยี่ยม

ปัจจุบันในวัย 35 ปี อภิวัฒน์ ยังเป็นหนึ่งในแนวรับของ บุรีรัมย์ และพร้อมช่วยทีมอยู่เสมอ


 


นิรันดร์ มีมาก

นี่คือดีลล่าสุดในตำแหน่งกองหลังที่ บุรีรัมย์ ดึงมาร่วมทัพในฤดูกาลที่จะถึง หลังหมดสัญญากับ ชลบุรี เอฟซี นั่นหมายความว่า “ปราสาทสายฟ้า” ได้ของฟรีมาใช้งาน

ด้วยส่วนสูงถึง 183 ซม. เล่นได้ทั้งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ และวิงฝั่งขวา อยู่สวีเดนมาตั้งแต่เด็ก ติดทีมชาติสวีเดนรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี มีประสบการณ์เล่นในลีกสวีเดน ก่อนบินมาไทย โปรไฟล์ถือว่าไม่ธรรมดา

ที่สำคัญเขาคุ้นชินกับการเล่นทั้งระบบกองหลัง 3 และ 4 มาสมัยที่ค้าแข้งกับ โปลิศ เทโร

อย่างไรก็ตามจากการที่ได้โอกาสลงเล่นไปเพียง 7 เกมกับ ชลบุรี ในปีก่อน ย่อมถูกตั้งคำถามว่าเขาจะดีพอสำหรับสีเสื้อบุรีรัมย์หรือไม่ในปีนี้

ถือเป็นอีกดีลที่น่าสนใจ ว่า บุรีรัมย์ จะสามารถเค้นศักยภาพ หรือเปลี่ยนกองหลังเกรดธรรมดาวัย 25 ปี ให้กลายเป็นแข้งแนวหน้าไทยลีกได้อีกหรือไม่


คำค้นหา : BuriramUnited
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด