:::     :::

"ผมเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์" แด่ Phil Jones ชายผู้ถวายชีวิตเพื่อปีศาจแดงมา10ปี

วันพุธที่ 22 กันยายน 2564 คอลัมน์ #BELIEVE โดย ศาลาผี
1,053
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
นี่คือบทความที่โจนส์ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ความเป็นไปได้ที่เขาจะกลับมานั้น มันมองเห็นทางขึ้นมาจริงๆแล้ว จากการทำงานอย่างหนักมาเป็นเวลายาวนานด้วยความยากลำบาก และนี่คือบทความที่เขียนเพื่ออุทิศให้เขาคนเดียวเน้นๆ กับอีกหลายๆเรื่องที่แฟนผีควรจะรับรู้ความจริงเอาไว้

ฟิล โจนส์ กองหลังแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ทั้งดีใจ และโล่งใจมากๆที่ได้กลับมาลงซ้อมอีกครั้งกับเพื่อนร่วมทีมปีศาจแดงของเขา ซึ่งกองหลังหมายเลข4รายนี้ทำงานอย่างหนักมาอย่างยาวนาน จนสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก จากปัญหาอาการบาดเจ็บที่หนักหนาสาหัสเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่หัวเข่า

โจนส์ตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการเข้ารับการผ่าตัดมาเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว และตอนนี้เขาก็ใกล้ที่จะกลับมาฟิตสมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เข้าไปทุกที

จนในที่สุดความพยายามก็ผลิดอกออกผล เมื่อเขาได้กลับมาร่วมเซสชั่นฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ที่แคริงตันแล้วเมื่อไม่นานมานี้ อย่างที่หลายๆคนเห็นภาพกัน

ในเบื้องหลัง โจนส์ทำงานหนักอย่างเข้มแข็งและกล้าหาญเพื่อที่จะเรียกระดับความฟิตของตัวเองคืนมาให้ได้

ฟิล โจนส์ มานั่งพูดคุยกับทางคอลัมน์พอดแคสต์ของ UTD Podcast กับผู้ร่วมรายการอย่าง Helen Evans กับ Sam Homewood เพื่อที่จะสอบถามพูดคุย และเปิดเผยถึงปัญหาอาการบาดเจ็บของเขา

ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความท้าทายนี้ และความรู้สึกของตัวเขาว่าเป็นยังไงบ้างที่ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะรีเทิร์นกลับมาอีกครั้งอย่างเป็นทางการ

"ผมรู้สึกดีมากในตอนนี้"

"ผมผ่านนรกมาจนได้ เมื่อย้อนกลับไปในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมมีปัญหาที่หัวเข่า จนกระทั่งถึงจุดนึงในช่วงที่มีล็อคดาวน์มาพอดี ตอนนั้นผมก็เลยคิดว่าผมพอแล้ว"

"ผมรักษาตัวเองให้ดีเยี่ยมในช่วงล็อคดาวน์นั้นและก็กลับมา ผมจำได้ว่า พอกลับมาซ้อมที่นี่(ที่แคริงตัน) หลังจากนั้นก็ไปหาหมอมา และสุดท้ายก็ยอมรับสภาพว่า ไม่ไหวก็คือไม่ไหว"

"โชคไม่ดีนะที่มันจะต้องมีช่วงเวลาที่ไม่ได้ลงสนามซึ่งผมรู้ว่ามันจะต้องลำบากสำหรับเราแน่ๆ แต่มันเป็นอะไรที่ผมจำเป็นต้องสู้กับมัน"

"และในที่สุดก็ต้องขอบคุณมันจริงๆ ผมได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วตอนนี้ และผมก็กลับมาซ้อมอีกครั้ง ลงเล่นในเกมปิดบ้างบางเกม และผมรู้สึกดีมากๆตอนนี้ มันเยี่ยมไปเลยที่ได้ออกไปซ้อมกับเพื่อนๆ และมีความสุขกับการเป็นนักฟุตบอลอีกครั้ง เพราะว่า15เดือนที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นการรับบทบาทเป็นหน้าที่คุณพ่อมากกว่า แทบจะไม่ค่อยได้เกี่ยวกับฟุตบอล"

20 เดือนมาแล้วสำหรับการลงสนามครั้งสุดท้ายในสีเสื้อแมนยูไนเต็ด โจนส์สามารถลงเล่นได้บ้างในบรรยากาศที่กลับมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมของสนามและเกมการแข่งขันอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ / มีส่วนร่วมกับเกมกระชับมิตรที่เจอเบิร์นลีย์ กับ สโต๊คซิตี้ ก่อนที่จะลงเล่น 90 นาทีเต็มเป็นครั้งแรกในเกมชุด U-23s ในทริปที่ไปเยือนอาร์เซนอลเมื่อสัปดาห์ก่อนๆ

จากนั้นก็ลงเต็มเกมในชุด U-23s อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาที่ปีศาจแดง เฉือนเอาชนะ ไบรจ์ตัน U-23s ไปในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากประตูชัยของ"ซีดาน" (Zidane Iqbal) ในนาทีสุดท้ายช่วงเฟอร์กี้ไทม์ ชนะไป 2-1 ในเกม "พรีเมียร์ลีก2" ที่สนาม Leigh Sports Village

การลงสนามดังกล่าวคือรางวัลตอบแทนสำหรับการทำงานหนักของอดีตดาวเตะทีมชาติอังกฤษรายนี้ที่พยายามมันมาตลอดเส้นทาง แต่กระบวนการดังกล่าวไม่มีตรงไหนสักตรงเลยที่มัน "ง่าย"

"มันยากลำบากมาก ผมมองในฐานะนักฟุตบอล ในฐานะคนๆนึงนะ บางทีมันอาจจะเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตที่สุดเท่าที่เคยเป็นมาเลยก็ได้" โจนส์กล่าว

"คุณพยายามที่จะรักษาสมดุลให้ได้ ระหว่างฟุตบอล กับชีวิตครอบครัว แต่มันยากมากนะกับการที่กลับบ้านไป และดูแลลูกๆ ซึ่งคุณไปอยู่แค่ตรงนั้นจุดเดียว อยู่แต่ที่บ้าน สมดุลชีวิตมันเอียงไปทางนั้น แต่คุณไม่ได้ไปอยู่ในอีกที่หนึ่งเลย(สนามฟุตบอล) คุณเป็นอดีตไปแล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ดีมากๆที่ผมรักษาสมดุลของสองอย่างนี้เอาไว้ได้อีกครั้ง"

"ในตอนแรกน่ะ พูดตรงๆนะ เอาแบบโคตรตรงเลย มันลำบากใจมากที่จะเปิดดูฟุตบอลแม้จะเป็นในยามปกติ เพราะว่าคุณไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับมันได้เลย คุณติดอยู่อย่างนั้น คุณจะยืนจะเดินก็ลำบาก การมาสนามซ้อมทุกวันกลายเป็นเรื่องยาก เพราะว่าคุณจะไม่ได้ลงสนามไปอีกนาน และผมรู้ว่ามันจำเป็นต้องไปผ่าเท่านั้น"

"แต่ขอบคุณจริงๆที่ผมมีทีมที่ดีรอบตัว ทั้งครอบครัวของผม เพื่อน และผมก็ผ่านมันมาได้สำเร็จ"

ตอนนี้เขากลับมาแล้วจริงๆ เจ้าของเสื้อเบอร์4รายนี้ก็กระตือรือร้นที่จะลงซ้อมตามตารางในทุกๆวัน ฟิล โจนส์ จึงเป็นอีกรายที่มาถึงแคริงตันก่อนเป็นคนแรกๆทุกวันเพื่อที่จะมีเวลาเตรียมตัวสำหรับการฝึกซ้อมในแต่ละวันให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เขาดีใจกับการกลับมาครั้งนี้ และขอบคุณแฟนบอลสโมสรทุกๆคนที่สนับสนุน ซึ่งรวมถึงโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ด้วยที่ออกมายกย่องถึง "ทัศนคติ" โดยรวมของกองหลังรายนี้ รวมถึงการใช้งานเขาด้วยในการให้สัมภาษณ์ในเพรสคอนฯไม่นานมานี้

"มันดีมากๆครับที่ได้ยินเช่นนั้น" โจนส์กล่าวระหว่างพูดใน UTD Podcast บนเก้าอี้แขกรับเชิญของเขา

"ผมได้คุยกับเขาหลังจากนั้น และก็ขอบคุณคำพูดที่มีค่ากับผมมากๆจากใจจริง"

"ไม่มีอะไรสำคัญสำหรับนักฟุตบอลมากไปกว่าการสนับสนุนจากหลายๆคน ไม่ว่าจะจากผู้จัดการทีม สตาฟฟ์ โค้ช และเพื่อนนักเตะ"

"การที่รู้สึกว่า เราได้รับการสนับสนุนมากๆจากเขา คือความรู้สึกที่พิเศษอย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องการในช่วงเวลาแบบนี้ และมันก็ดีเยี่ยมที่สุดเลย"

นี่คือคำให้สัมภาษณ์ทั้งหมดของฟิล โจนส์ ที่ทำให้แฟนบอลยิ่งมั่นใจได้เลยว่า โจนส์กำลังจะกลับมาเป็นหนึ่งในนักเตะของทีมเรา และลงสนามเล่นฟุตบอลได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง หลังจากผ่านการดูแลจากหมอด้วยการผ่าตัด และฟื้นฟูสภาพร่างกาย และความฟิตกลับมาจนถึงขนาดเล่นเกมเต็ม 90นาที ได้สองนัดติดๆกันเช่นนี้แล้ว

รวมถึงแมตช์ปิดอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งโจนส์อยู่เต็มเกม ทั้งในนัดที่บุกไปแพ้อาร์เซนอล U-23s  ด้วยสกอร์ 3-1 โดยการจับคู่กับดาวรุ่งอย่าง เทเด้น เมนจี้ ก่อนที่จะลงสนามอีกครั้งในเกมเจอไบรจ์ตัน U-23s นัดที่ผ่านมา ซึ่งแมนยูนำก่อนครึ่งแรกจากลูกโทษของเอแลงกา ก่อนจะโดนตีเสมอในครึ่งหลัง

และยูไนเต็ดมายิงประตูชัยนาทีสุดท้ายด้วยฟีลแบบโคตรเฟอร์กี้ไทม์ จากสำรองสองคนอย่างกองหน้าเด็กนรก ชาร์ลี แม็คนีล และ ซีดาน อิคบาล ที่ลงมาในนาที 85 แล้วซัดประตูเข้าไปแบบคมๆ แซงชนะไบรจ์ตันนาทีสุดท้าย ทั้งๆที่กำลังจะเสมออยู่แล้วไปอย่างสุดมันส์ ซึ่งโจนส์ ลงเล่นปราการหลังตัวกลางในระบบหลังสามด้วยในเกมนี้

ต้องบอกว่า ครั้งนี้เราค่อนข้าง "เชื่อ" แบบ 100% ว่าฟิล โจนส์ พร้อมกว่าที่เคย เพราะโจนส์เองก็กลับมาเรียกฟิตในสนามซ้อมอยู่เบาๆตลอดเวลานับตั้งแต่ปลายซีซั่นก่อนแล้ว และเมื่อทุกอย่างสมบูรณ์พร้อม จากการทำงานหนักของเขาที่ต้องใช้ระเบียบวินัยสูงมากๆ เพราะไหนจะต้องรักษาจุดเจ็บให้หาย ไหนจะต้องรักษาร่างกายให้ฟิตอยู่ในระดับสูงพอจะเล่นให้สโมสรอย่างแมนยูไนเต็ดได้

ระเบียบวินัยสุดยอด แต่ที่สุดยอดกว่านั้นคือ "ใจสู้" ของโจนส์

เรารู้กันอยู่แล้วว่า เขาคือนักเตะที่ทุ่มเทเต็ม100 ทุกสนาม ใส่หมดแม็กไม่มียั้งไม่ว่าจะเกมไหนๆ อันเป็นผลทำให้เขาบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ แต่นี่คือนักเตะที่มีดีกรีเป็น "อสูรแดงพันธุ์แท้" อีกคนหนึ่ง ที่ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างลงสนามแบบเต็มที่จนถึงวินาทีสุดท้าย

แม้ว่าเขาจะมีสร้างความผิดพลาดบ้าง แต่นักเตะคนนี้ไม่เคยเล่นเหยาะๆแหยะๆ ไม่เคยกลัวเจ็บ และพร้อมถวายชีวิตเพื่อสโมสรแห่งนี้เสมอ

หลายๆคนอาจจะงงว่าทำไมยูไนเต็ดไม่ปล่อยตัวไป สาเหตุหลักๆเนื่องจากร่างกายเขาไม่พร้อม และแน่นอนว่าไม่มีใครที่กล้าเสี่ยงด้วย จนกว่าที่จะเริ่มเห็นว่า โจนส์ฟิตแล้วจริงๆ ตอนนั้นอาจจะเริ่มมีคนมาติดต่อขอซื้อไปบ้าง ซึ่งต้องยอมรับว่า ยังไงโจนส์คงจะกลับมาเบียด แมกไกวร์ วาราน ลินเดอเลิฟ พวกนี้ไม่ไหวแล้ว เพราะร่างกายสดกว่า

แต่ปัญหาหลักๆก็คือ แฟนบอลบางประเภทของแมนยูไนเต็ด มักจะ "ดูถูก" และล้อเลียนเยาะเย้ยเขา ด้วยการบูลลี่ทั้งเรื่องหน้าตาเหยเกตอนสกัดบอล ที่เป็นเรื่องเก่าๆ, ความผิดพลาดในภาคการเล่น ที่ถูกเพลย์ซ้ำไปซ้ำมาเวลาทำเข้าประตูตัวเองบ้าง รวมถึงการก่นด่าเสียๆหายๆเรื่องที่ต้องจ่ายค่าเหนื่อยฟรีๆ

แต่ไม่มองว่า สาเหตุที่โจนส์บาดเจ็บยาวแบบนี้ มันคือสิ่งที่เกิดมาจากการรับใช้สโมสรแห่งนี้อย่างเต็ม100ทุกครั้ง จนบาดเจ็บอย่างที่เห็น

ดังนั้น นี่จึงเป็นความเสี่ยงที่สโมสรต้องยอมรับอยู่แล้วในการมีนักเตะสักคนนึงที่จะบาดเจ็บ และไม่สามารถใช้งานได้ การดูแลนักเตะเหล่านี้ จึงถือเป็น ethics (จรรยาบรรณ) อย่างหนึ่งที่ทุกสโมสรควรต้องมี ไม่ใช่ว่าบาดเจ็บหนักแล้วทิ้งๆขว้างๆ พยายามผลักดันออกจากสโมสร

การที่ยูไนเต็ดยังคงจ่ายค่าเหนื่อยดูแลฟิล โจนส์อยู่ มันคือการตอบแทนให้เขาที่ลงเล่นรับใช้สโมสรมานาน / เป็นจรรยาบรรณขององค์กร / และรวมถึงเป็นค่าเสียโอกาสของนักเตะที่ไม่ได้ลงสนามด้วย เพราะบาดเจ็บจากการเล่นให้กับเรา

เคสฟิล โจนส์ คือเรื่องธรรมดามากๆที่ไม่ควรตั้งคำถามซะด้วยซ้ำในเรื่องค่าเหนื่อย

ฟิล โจนส์ ย้ายเข้ามาอยู่ยูไนเต็ดตั้งแต่ปี 13 มิถุนา 2011 และนี่จะเป็นปีที่ครบ "10ปี" ของเขาพอดีเรียบร้อยแล้วกับการรับใช้สโมสรแห่งนี้มาอย่างยาวนาน โดยไม่เคยสร้างปัญหาหรืองอแงอะไรทั้งสิ้น

หลายๆคนคงจำเหตุการณ์ตอนที่มีอยู่ครั้งหนึ่งในยุคของโซลชา มีภาพที่กล้องจับมาข้างสนาม และเอาไปพูดกันเป็นตุเป็นตะว่า โจนส์พูดไล่โอเล่ว่า "Sacked in the morning" ตอนเขานั่งอยู่กับ ลี แกรนท์ ข้างๆ  และกล้องจับภาพได้ จนกระทั่ง Ed Woodward ต้องหันไปเตือนว่า "กล้องถ่ายอยู่ เงียบซะ"

ซึ่งมันเป็นอะไรที่ "โคตรมโน"

มโนหมด ทั้งข่าว ทั้งการอ่านปาก ที่มันดูเหมือนจะไม่ตรงเลย และเอ็ดก็ไม่ได้พูดว่าแบบนั้นเลย รวมถึง ฟิล โจนส์ ก็ไม่ได้ด่าโอเล่ และไล่ให้โดนไล่ออกซะด้วยซ้ำ

คือจริงๆถ้าเป็นแฟนบอลที่มีวิจารณญาณ คงจะดูภาพ อ่านข่าว แล้วน่าจะคิดเอาเองได้แล้วว่า มันจะเป็นไปได้ยังไงที่อยู่ดีๆมันจะมีเรื่องแบบนั้น โจนส์ด่าไล่โซลชา เอ็ดบอกให้โจนส์เงียบเพราะกล้องจับอยู่

โคตรบทละคร

ข่าวคอนเฟิร์มยืนยันจากปากเอ็ด กล่าวว่าเขาไม่ได้พูดแบบนั้น โจนส์ก็ไม่ได้พูดเรื่องนั้นด้วย

เอ็ดก็เป็นคนออกมาบอกเองว่า

"ฟิลพูดเรื่องการตัดสินในสนามว่า มันล้ำหน้าหรือไม่ล้ำหน้า"

"จังหวะนั้นมันมีการฟาล์ว แล้วผมก็หันหน้าไปหา Rebecca Britain ซึ่งเป็นเลขาของสโมสร แล้วก็พูดว่า แบบนั้นเขา(อิสซ่า ดิยอป) น่าโดนใบเหลืองไหมเนี่ย?"

ชัดเจนอยู่แล้วว่าหันไปหารีเบคก้า ไม่ได้อะไรกับโจนส์เลย

นี่คือคำยืนยันจาก Dailymail.co.uk ที่มีหลักฐานอยู่ใน references ท้ายบทความ ที่แฟนผีกลุ่มดังกล่าวซึ่งมีอคติกับโจนส์อยู่แล้วไม่เคยสนใจที่จะค้นคว้าหาความจริง นอกจากเชื่อข่าวโคมลอยงี่เง่าๆจากบนทวิตเตอร์ ที่ตั้งใจcrop ภาพมาแค่ เอ็ด กับ โจนส์ แล้วตัดภาพรีเบคก้าออก

สื่อออนไลน์ทำการตีข่าว อ่านปากกันมั่วๆ แล้วนำไปเสนอให้มันเป็นเรื่องใหญ่เพื่อขายข่าว

แล้วแฟนผีบางส่วนก็ดันเอาไปพูดกันปากต่อปากแบบนั้น จน ฟิล โจนส์ กลายเป็นคนไม่ดีไปเลย ซึ่งโคตรจะไม่แฟร์กับเขา

แถมแฟนพวกนั้นก็ไม่สนใจด้วยซ้ำว่า ข่าวจริงไม่จริง แต่กูหลับหูหลับตาเชื่ออยู่อย่างเดียวว่า โจนส์ไล่โอเล่ ทั้งๆที่มันไม่มีมูลอะไรเลย

การออกมาให้สัมภาษณ์ของโอเล่ที่ยกย่องฟิล โจนส์ และโอเล่ให้โอกาสเขาเป็นอย่างดีเสมอมา เพราะเจ้าตัวโซลชาเอง ก็เคยผ่านช่วงเวลาเจ็บหนัก และต้องรักษาตัวเองแบบยาวๆเหมือนโจนส์มาก่อนเช่นกันในช่วงท้ายอาชีพ ก่อนที่จะกลับมาลงสนามอีกครั้ง

และโซลชายิงได้อีกครั้ง

มันคือความดีใจยิ่งกว่าอะไรดีของนักฟุตบอลคนนึงที่กลับมาลงสนามได้ จากการรักษาอาการบาดเจ็บเป็นแรมปีแบบไม่มีความหวัง

เพราะงั้น โอเล่เข้าใจโจนส์ยิ่งกว่าใครบนโลกนี้แน่นอน

โซลชากลับมายิงประตูแรกได้อีกครั้งหลังจากรักษาอาการบาดเจ็บ ด้วยการยิงCharlton ในปี2006 และคนที่เข้ามาแสดงความดีใจกับเขาก็คือ..

วันที่ฟิล โจนส์ กลับมาลงสนามได้อีก ก็คงจะเป็นอีกครั้งที่เขาจะได้รับเสียงปรบมือกึกก้องจากแฟนบอลปีศาจแดงที่รัก และรับรู้เสมอว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่ทุ่มเทให้สโมสรมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนคงจะต้องเสียน้ำตาอีกครั้งแน่ๆที่ได้เห็นโจนส์ลงสนาม อาจจะเป็นเกมเจอเวสต์แฮมในคาราบาวคัพนี้เลยก็ได้ที่ได้ลงมาท้ายเกม เพราะ "มีชื่อ" ของเขาติดมาจริงๆตามนี้

รายชื่อนักเตะนัดเจอ เวสต์แฮมในถ้วยลีกคัพ : Henderson, Heaton, Wan-Bissaka, Dalot, Lindelöf, Jones, Bailly, Telles, McTominay, Matić, Van de Beek, Bruno Fernandes, Mata, Lingard, Elanga, Sancho, Martial, Greenwood

แต่เอาเป็นว่า ขอแค่เขากลับมาเล่นฟุตบอลได้ก็พอ ไม่ว่าจะที่นี่ หรือที่แห่งไหนก็ตาม นี่คือความสุขที่สุดของตัวเขา และก็ของพวกเราที่จะได้เห็นเขาผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมาเสียที

และเรา "เชื่อ" ว่าครั้งนี้โจนส์กลับมาจริงๆแน่นอน เพราะแสงสว่างปลายอุโมงค์มันชัดเจนตั้งแต่เห็นเขาลงเล่นเต็มเกม90นาทีในเกมชุดสำรอง แถมโดนใบเหลืองทั้งสองเกมด้วย แปลว่าเล่นจริง เข้าจริงแน่นอน ไม่มีคำว่าเล่นไม่เต็มที่ หรือกลัวเจ็บแน่ๆ

หากใครจำได้ เขาให้สัมภาษณ์ในเชิงน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อย ในการบอกปัดว่ามันคงจะไม่มีเทสติโมเนียลแมตช์ของเขา เพราะคงไม่มีใครสนใจเข้ามาดูหรอกมั้งนอกจากพ่อหรือแม่ของเขา ใครจะมางานนี้?

ฟิล.. นายเชื่อพี่นะ เทสติโมเนียลแมตช์ของนายต้องมี และวันนั้นคนจะมาเต็มสนามแน่นอน พี่เชื่อแบบนั้น

เพราะนายคือคนที่ทุ่มเทที่สุด และสมควรได้รับเทสติโมเนียลแมตช์ มากที่สุดคนหนึ่งของนักเตะในสโมสรนี้แล้วล่ะ

กลับมาให้ได้ กลับมาให้เกินความคาดหมายของพวกเราซะ

บทความนี้แด่ "Phil Jones" นักเตะที่ยกย่องและนับถือในสปิริตความเป็นนักสู้

นักเตะผู้ที่ถวายชีวิตเพื่อปีศาจแดงมาสิบปีเต็ม และคู่ควรกับเทสติโมเนียลแมตช์อย่างถึงที่สุด

เราจะตามเชียร์นายจนสุดทาง และหวังจะเห็นนายลงเล่นฟุตบอลอย่างมีความสุขอีกครั้ง

-ศาลาผี-

References

https://www.manutd.com/en/news/detail/phil-jones-discusses-return-from-injury-on-utd-podcast

https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-7599847/Man-Utd-news-Ed-Woodward-claims-did-NOT-tell-Phil-Jones-camera-stop-West-Ham.html

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด