:::     :::

แชมป์เลกแรกแบบแบเบอร์ในสไตล์ "น้าฉ่วย"

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน 2564 คอลัมน์ ONE MAN SHOW โดย แมน โกสินทร์
272
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ในที่สุดแชมป์เลกแรกของไทยลีก 2 ก็ตกอยู่ในมือของ ตราด เอฟซี หลังเปิดบ้านอัด เชียงใหม่ เอฟซี 3-1 ในเกมกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อด้วยเปิดบ้านเสมอกับ แพร่ ยูไนเต็ด 1-1 ทำให้การมี 39 คะแนน ห่างจากที่ 2 และ 3 อย่าง สุโขทัย เอฟซี กับ อุดรธานี เอฟซี 8 แต้ม เหลือแค่ 2 เกมสุดท้าย นั่นหมายความว่าไม่มีทางที่ใครจะไล่พวกเขาทันได้แล้ว

นับเป็นฟอร์มเลกแรกที่สวยงามของขุนพล “ช้างขาวจ้าวเกาะ” หลังจากโกยแต้มทิ้งคู่แข่งแทบไม่เห็นฝุ่น หนึ่งในคีย์แมนสำคัญของการสร้างทีมครั้งนี้ คงต้องยกเครดิตให้ “น้าฉ่วย”สมชาย ชวยบุญชุม ซึ่งถือเป็นขงเบ้งที่ช่ำชองงานลีกรองกับการพาทีมเลื่อนชั้น

"น้าฉ่วย" มีมือขวาและซ้ายคู่ใจในการทำงานอย่าง หาญณรงค์ ชุณหะคุณากร และ สัญญา ศิริ หลังจากฤดูกาลที่ผ่านมา เคยทำงานร่วมกันในทีม หนองบัว พิชญ เอฟซี จนพาทีมคว้าแชมป์ลีกพระรอง พร้อมกับเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 1 ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรได้สำเร็จ แถมเกือบทำสถิติไร้พ่ายด้วยซ้ำหากไม่พลาดท่าแพ้ ราชนาวี ในช่วงปลายซีซั่นอย่างเหนือความคาดหมาย


การทำงานของ “น้าฉ่วย” สิ่งที่ต้องมีลำดับแรก คือ ขุมกำลังที่คุ้นเคยกัน ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้กันใหม่ทั้งเรื่องฟุตบอลและสไตล์การทำงาน "น้าฉ่วย" ดึง วัลโดมิโร่ ซัวเรส ศูนย์หน้าชาวบราซิล มาร่วมงานอีกครั้ง หลังเคยอยู่  หนองบัว พิชญ เอฟซี เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ยิงไปได้ 14 ประตูในลีกรอง และยังเป็นดาวซัลโวของทีม “พญาไก่ชน” ด้วย ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญที่พาทีมเข้าป้ายแชมป์ไทยลีก รวมทั้ง บาโบ้ มาร์ค แลนดรี กองหน้าชาวไอวอรีโคสต์เข้ามาร่วมเป็นกระสุนปืนของทีม

ในแนวรับก็ได้ 2 เซนเตอร์ฮาล์ฟที่เคยร่วมงานกันที่ ศรีสะเกษ เอฟซี อย่าง ภานุวัฒน์ ไฟไหล กับ คาตาโนะ ฮิโรมิชิ แถมยังเข้าขากันมาก เนื่องจากเคยเล่นด้วยกันมาตั้งแต่ โอสถสภา แม้หลายคนจะบอกว่าเป็น "ขิงแก่" แต่ประสบการณ์ที่ถูกฉายบนฟลอหญ้า กลับแข็งแกร่ง และแน่นหนา ยากที่แนวรุกทีมใดจะเข้ามาทะลวงตาข่าย


นอกจากนี้ยังได้แข้งฝีเท้าดีมาร่วมทีมอีกหลายราย ไม่ว่าจะเป็นการยืมตัว 4 ผู้เล่นจาก เมืองทอง ยูไนเต็ด ทั้ง กรกฎ พิพัฒน์นัดดา , พิทักษ์ชัย ลิ้มรักษา , เรืองยศ จันชัยชิต และ อติคุณ มีท้วม โดยรายหลังก้าวมาเป็นแกนหลักในแดนกลาง จัดเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันที่ลงเล่นไปทั้งสิ้น 13 เกม จาก 14 นัด

นอกจากนี้ยังได้ เปาโล คอนราโด้ จาก ขอนแก่น ยูไนเต็ด ที่เป็นดาวซัลโวในลีกรองปีก่อน และโชว์ผลงานได้อย่างสุดยอดเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาในไทยลีก 2 และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ "จงอางผยอง" เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 1 ได้สำเร็จ


ถึงกระนั้น แค่การตัวผู้เล่นดีมันยังไม่เพียงพอ การทำงานของ "น้าฉ่วย" หลายคนอาจจะมองว่าโบราณ แต่ก็ได้ผลอย่างมหันต์ ด้วยวิธีการจับนักเตะวิ่งวันละหลายกิโลเมตร เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้มีแรงลงไปบดขยี้ในสนาม ซึ่งทุกอย่างก็เห็นผลชัดเจน เพราะลูกทีมของ “น้าฉ่วย” พลังงานเหลือล้นเอามากๆ

ประกอบกับแท็คติคที่ใส่เข้าไปให้กับลูกทีมเล่นแบบวิ่งสู้ฟัด เข้าปะทะหนัก แต่มีชั้นเชิงในการรุกรับ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่หลายคนมองเห็นในการเล่นของ ตราด เอฟซี ออกมาอย่างเป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน 

ประกอบกับการมีประสบการณ์ในลีกพระรองของ “น้าฉ่วย” ซึ่งผ่านมาทั้ง อุดรธานี เอฟซี, ศรีสะเกษ เอฟซี จนมาถึง หนองบัว พิชญ เอฟซี เรียกว่าผ่านร้อนหนาวมาหมด จนความเข้มข้นของประสบการณ์นั้นถูกต่อยอดมาเผยแพร่ที่ทีม "ช้างขาวเจ้าเกาะ"


ในงานเปิดตัวก่อนเริ่มฤดูกาล  นายกวิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด ในฐานะประธานที่ปรึกษาฯ ตราด เอฟซี จะใช้งบประมาณทอยู่ที่ราวเดือนละ 1,800,000 บาท ทำให้ทั้งฤดูกาลใช้อยู่ที่ราว 20,000,000 บาท แต่ "น้าฉ่วย" ก็ใช้เงินในการบริหารได้อย่างลงตัว ทั้งที่เป้าหมายในตอนแรกคือการประคองตัวเท่านั้น แต่ "น้าฉ่วย" ประกาศกร้าวด้วยความมั่นใจว่าจะพาทีมนี้กลับขึ้นชั้นไปเล่นในไทยลีกได้อย่างแน่นอน

ณ ตอนนั้นฟังดูเหมือนจะเลิศหรูเกินจริงไปหน่อยเมื่อเทียบงบประมาณกับทีมอื่นๆ ที่ถูกยกให้เป็นตัวเต็ง แต่ ณ ตอนนี้อันดับตารางคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า "น้าฉ่วย" ไม่ได้ดีแต่พูด กุนซือาประสบการณ์ผู้นี้สามารถรังสรรค์ผลงานออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมจับต้องได้เลย

คราวนี้แหละต้องมาดูกันว่าในเลกสองของ ตราด เอฟซี พวกเขาจะมีการเสริมทัพเข้ามาเพิ่มหรือไม่ เพราะยังมี 17 เกมไทยลีก 2 ที่ยังต้องห่ำหั่น แล้วไหนจะฟุตบอลถ้วยอีก แต่ถ้าเป้าหมายคือการเลื่อนชั้นกลับไปเล่นลีกสูงสุด แบบโกยแต้มไม่ให้ใครตามทัน อีกทั้งนักเตะที่ยืมตัวมาบางรายก็ต้องถูกดึงกลับไปยังต้นสังกัดที่แท้จริง เพราะผลงานดีเกินกว่าที่จะปล่อยให้ทีมอื่นยืมแล้ว สู้เอากลับไปใช้งานเองคงดีกว่า


การกลับเข้าสู่ตลาดซื้อขายเลกสองของ "น้าฉ่วย" ในรอบนี้ไม่จำเป็นต้องเอาแข้งดีกรีพระกาฬ แต่หากสามารถคว้าผู้เล่นประเภทที่ใช้งานได้เหมาะสมกับทีม เข้าใจแท็คติค และ "วิ่งสู้ฟัด" ตามปรัชญาของกุนซือวัย 67 ปีรายนี้ เพื่อเข้ามาต่อยอดจากผลงานหรูในเลกแรกได้แล้วล่ะก็

รับรองว่าโอกาสคัมแบ็คสู่ไทยลีก 1 อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})