:::     :::

การกระทำ ย่อมเสียงดังกว่าคำพูด

วันเสาร์ที่ 04 ธันวาคม 2564 คอลัมน์ ONE MAN SHOW โดย แมน โกสินทร์
1,699
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
"ถ้าจะขาย วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ค่าตัวของเขาน่าจะอยู่ราว 30-50 ล้านบาท" วลีเด็ดจากปาก "โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล ประธานเทคนิค "ฉลามชล" ชลบุรี เอฟซี เมื่อปีกลายทำเอาคอบอลไทยขำก๊าก แถมยังโดนหาว่าบุรุษผู้หายใจเข้าออกเป็นฟุตบอลเพ้อเจ้ออีกต่างหาก

คงไม่แปลกที่จะมีคนคิดแบบนั้น เพราะว่าฟอร์มการเล่นของ “ยิม” ไม่ได้เด่นมาก เมื่อเทียบกับแข้งวัยไล่เลี่ยกันอย่าง “สุภโชค สารชาติ” กองกลางจอมบุกของ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” หรือ “พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล” กองกลางจอมบู๊ของ “ลีโอ เชียงราย ยูไนเต็ด”


แต่คงลืมไปว่าองค์ประกอบรวมของ “ฉลามชล” ประสิทธิภาพด้อยกว่าทั้ง 2 ทีมที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ไทยลีกมาแล้วมากเลยทีเดียว

ทั้งในเรื่องคุณภาพนักเตะไทยและนักเตะต่างชาติ ที่ไม่ได้อยู่ในระดับเกรด เอ แถมยังต้องสอดแทรกแข้งวัยทีนจากอคาเดมี่ ไร้ประสบการณ์ในลีกสูงสุดด้วย

ทว่าปีนี้หลังจากทีม “ฉลามชล” ทุ่มเม็ดเงินคว้าแข้งต่างชาติฝีเท้าดีเข้ามายกระดับทีม ทำให้ “ยิม” ไม่ต้องรับภาระแบกทีมไว้เต็ม 2 บ่า เหมือนแต่ก่อน


ซึ่งผลที่ออกมาคือเขาเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ  จนสามารถโชว์เทพเสกผลงานยิง 8 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 15 นัด ขึ้นมารั้งดาวซัลโวคนไทย ร่วมกับ ศุภชัย ใจเด็ด หัวหอกร่างโย่งของ “ปราสาทสายฟ้า”

แต่เหมือนฟ้าผ่าลงทะเลบางแสน ใครจะไปคิดว่าฉากจบระหว่าง “ฉลามชล” กับ “ยิม” จะรวดเร็วชนิดไม่ได้ตั้งตัว เมื่อเขากลายเป็นสมาชิกใหม่ของ “เดอะ แรบบิท” บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เรียบร้อยแล้ว

แต่เมื่อมองภาพรวมจริงๆ ต้องบอกว่าดีลนี้จบแบบวิน-วินกันทั้ง 3 ฝ่าย 


ทาง “บีจี ปทุม ยูไนเต็ด” ก็ได้นักเตะเกรดเอ ไปเสริมทัพ เพื่อป้องกันแชมป์รีโว่ ไทยลีก ในเลก 2

ขณะที่ “ยิม” เองก็จะได้พิสูจน์ฝีเท้าตัวเองว่าเจ๋งแค่ไหน เมื่ออยู่ท่ามกลางดงแข้งเทพอย่าง สารัช อยู่เย็น, ธีรศิลป์ แดงดา และ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ฯลฯ

แถมได้ลงเล่นในศึกฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ในฤดูกาลหน้าอีกด้วย น่าจะทำให้ฝีเท้าพัฒนาอีกโข

หากฟอร์มดีจนทีมในเจลีกสนใจ ทางบอร์ดบริหารใจดีอยู่แล้ว พร้อมเปิดไฟเขียวให้ไปเติมฝัน เหมือนเคส “ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์” ที่ไปเล่นให้ “โออิตะ ทรินิตะ” แบบยืมตัว

ฝั่ง “ชลบุรี เอฟซี” ก็จะได้เงินก้อนโตมาพยุงสโมสรให้เดินหน้าต่อไปได้ หลังจากก่อนหน้านี้แบกรับภาระการเงินของทีมไม่ไหว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ


นอกจากนี้ “ฉลามชล” เองก็พร้อมเปิดโอกาสให้ “สิทธิโชค ภาโส” กลับมาพิสูจน์ตัวเอง เพื่อทดแทนการขาดหายไปของเพื่อนรัก 

พร้อมดันดาวรุ่งในอคาเดมี่ ส่วนนักเตะที่ปล่อยให้สโมสรอื่นยืมตัว บางส่วนก็ต้องเรียกกลับมาเพื่อทำหน้าที่แทนเพลย์เมกเกอร์ตาปิด รวมถึงเป็นอะไหล่ในยามแข้งตัวหลักบาดเจ็บ

ปีหน้า “ชาญณรงค์ พรมสีแก้ว” ก็อาจจะกลับมาจากการชุบตัวที่ สเปน อีก 


เรียกได้ว่าการเสีย “ยิม” คงไม่ส่งกระทบกับทีมมากนัก เพราะโครงสร้างและระบบอคาเดมี่มีความแข็งแกร่งเอามากๆ 

แถมโรดแมปของ “โค้ชเฮง” ยังทำให้สาวก “บลู ชาร์ค”​ โล่งใจ หลังเปิดเผยว่า ในปี 2025 นักเตะดาวรุ่งจะอคาเดมี่และขุมกำลังที่มีอยู่จะสุกงอม หลอมรวมให้ทีมแกร่งทั่วแผ่น

เมื่อวันนั้นมาถึง “ชลบุรี เอฟซี” จะพร้อมก้าวมาลุ้นแย่งแชมป์ลีกกับบรรทีมเงินหน้าอย่างเต็มตัว

ซึ่งต้องบอกว่าคำพูดของ “โค้ชเฮง” ทรงพลังและปลุกสาวก “ฉลามชล” มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง


ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแฟนบอลมักมอง “โค้ชเฮง” ในแง่ลบ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันมา “ซูฮก” แกบ้าง 

เพราะถ้าไม่มีผู้ชายคนนี้ เราคงไม่มีโอกาสเห็นนักเตะหัวกะทิเติบโตขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ และต่อยอดไปถึงเป็นตัวหลักของทีมชาติไทย รุ่นแล้วรุ่นเล่า

ไม่เชื่อดูชื่อ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, ชยพัทธ์ กิจพงษ์ศรีธาดา หรือในชื่อเดิม อนุชา กิจพงษ์ศรี, สุรีย์ สุขะ, อดุล หละโสะ เป็นต้น


หากไม่มีผู้ชายคนนี้อาณาจักร “ชลบุรี เอฟซี” คงล่มสลายไปแล้ว เพราะคงสู้ทีมเงินหนาไม่ไหว

อีกทั้งไม่มีเข็มทิศและคนวางรากฐานฟุตบอลเยาวชนที่แข็งแกร่ง และฝึกฟุตบอลได้อย่างถูกวิธี


ทั้งหมดนี้ “โค้ชเฮง” ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่ออนาคตของ “บอลไทย” ทั้งระบบ

หากวัดค่าตัวของ “ยิม” ที่มีค่าตัว 50 ล้านบาท “โค้ชเฮง” คงประเมินค่าไม่ได้จริงๆ 

นี่คือปูยชนีบุคคลลูกหนังตัวจริง ที่แสดงให้เห็นแล้วว่า “การกระทำ เสียงดังกว่าคำพูด” เป็นไหนๆ


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด