:::     :::

แบบทดสอบชีวิตกับ "เฮนริค มคิทาร์ยาน" (ตอน 1)

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2561 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
1,272
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่แสนสับสนของ "เฮนริค มคิทาร์ยาน"

        เมื่อตัวเขากลายเป็นส่วนหนึ่งในสัญญาการเจรจาของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการขอซื้อ "อเล็กซิส ซานเชซ" จากทางอาร์เซน่อล

        ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ วันนี้เขากลายเป็นนักเตะอาร์เซน่อล อย่างสมบูรณ์ แน่นอนว่า แฟนบอล "ปีศาจแดง" บางส่วนเสียใจที่เขาถูกปฏิบัติแบบนี้ แต่เข้าใจดีว่ามันเป็นวิถีของฟุตบอล

        เขาสถาปนาตัวเองเป็นเจ้าของเสื้อหมายเลข 7 คนใหม่แห่งถิ่น "เอมิเรสต์ สเตเดี้ยมท่ามกลางรอยยิ้มบนใบหน้าที่กลับมาอีกครั้ง นอกจากนี้ เขายังหวังว่าจะพาสโมสรใหม่พุ่งเข้าชนกับความสำเร็จให้ได้

        ช่วงนี้เราจึงขอนำเสนอเรื่องราวชีวิตของดาวเตะทีมชาติอาร์เมเนีย รายนี้ ไปดูกันหน่อยว่า เด็กชายที่มีสายเลือดนักฟุตบอลไหลเวียนอยู่ในร่างกายอย่างเขา ต้องฝ่าฟันความรู้สึกที่โหดร้ายอะไรมาบ้าง กว่าจะมาประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้

        "หนึ่งในความทรงจำวัยเยาว์ของผมคือการอ้อนวอนพ่อ เพื่อให้พาผมไปฝึกซ้อมฟุตบอลด้วย ตอนนั้นพ่อเล่นฟุตบอลอยู่ในสโมสรที่ประเทศฝรั่งเศส มันเป็นช่วงยุค'80 ตอนนั้นผมอายุประมาณ 5 ขวบเท่านั้น ซึ่งย้อนกลับไปก่อนที่ผมจะลืมตาดูโลก พ่อเล่นฟุตบอลในลีกเก่าของสหภาพโซเวียต ในบ้านเกิดของเราที่ประเทศอาร์เมเนีย ท่านเป็นกองหน้าตัวเล็ก แต่เต็มไปด้วยความรวดเร็ว แถมยังเคยได้รับตำแหน่ง -อัศวินแห่งการโจมตี- จากนิตยสารของสหภาพโซเวียต อีกด้วย"

        " ช่วงปี 1989 ผมยังเป็นเด็กตัวน้อย ครอบครัวของเราย้ายไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากว่าอาร์เมเนีย กำลังเกิดความขัดแย้ง พ่อเล่นกับวาล็องซ์ สโมสรในระดับดิวิชั่น 2 ของฝรั่งเศส เป็นเวลา 5 ปี ผมมักร้องไห้เสมอ เพื่อพ่อจะออกไปซ้อมฟุตบอล ทุกเช้าผมจะบอกกับท่านว่า -พ่อครับ ได้โปรดพาผมไปซ้อมบอลด้วยนะ-"

        "ย้อนกลับไปช่วงเวลานั้น ผมไม่ได้สนใจเรื่องของฟุตบอลหรอก ผมแค่อยากจะอยู่กับพ่อเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ท่านไม่อยากถูกรบกวน ในขณะที่กำลังฝึกซ้อมฟุตบอล และยังต้องเป็นห่วงผมอีก ท่านเลยต้องงัดแผนการขึ้นมาหลอกล่อผมเสมอเลย ท่านจะคอยบอกว่า -วันนี้พ่อไม่มีซ้อมนะ พ่อจะออกไปซูเปอร์มาร์เก็ต และพ่อจะรีบกลับมา- จากนั้นผมก็ได้แต่เฝ้ารอ จนสุดท้าย พ่อกลับมาบ้าน และไม่มีถุงจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาด้วย ผมก็เริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง และบอกกับท่านว่า -พ่อโกหกผม พ่อไม่ได้ไปซูเปอร์มาร์เก็ต พ่อไปเล่นฟุตบอลมา !!!-"

        "ช่วงเวลาที่ผมอยู่กับพ่อ เต็มไปด้วยความหมาย แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก เมื่อผมอายุได้ 6 ขวบ พ่อบอกว่าเราต้องกลับไปยังอาร์เมเนีย ผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อต้องหยุดเล่นฟุตบอล และอยู่บ้านตลอดเวลา ผมไม่รู้อะไรเลย ทว่าพ่อกำลังมีเนื้องอกในสมอง ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี พ่อก็เสียชีวิตลงอย่างสงบ ตอนนั้นผมยังไร้เดียงสา เลยไม่ล่วงรู้ว่าความตายคืออะไร"

        "ผมจำได้ว่า ผมเห็นแม่ และพี่สาวร้องไห้ออกมา ผมถามพวกเธอว่า -พ่อของผมไปไหน ?- ไม่มีใครสามารถอธิบายว่า อะไรกำลังเกิดขึ้น หลังจากเวลาผ่านไป พวกเธอค่อยๆเล่าเรื่องราวให้ผมฟัง ผมจำได้ว่า แม่เคยบอกว่า -เฮนริค พ่อไม่ได้อยู่กับเราแล้วนะลูก- ผมไม่รู้คำว่าไม่ได้อยู่ตลอดไป เพราะผมอายุเพียง 7 ขวบ"

        "ครอบครัวของเรามีวิดิโอเทป ที่บันทึกฟอร์มการเล่นของพ่อที่ประเทศฝรั่งเศส ผมดูวิดีโอดังกล่าวบ่อยๆ อาจจะ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ มันทำให้ผมมีความสุขมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนที่กล้องโทรทัศน์จับภาพพ่อกำลังเฉลิมฉลองการทำประตู และโอบกอดกับบรรดาเพื่อนร่วมทีม ในวิดีโอนั้น .... พ่อของผมยังคงมีชีวิตอยู่"

        " ขวบปีหลังจากที่พ่อจากไป ผมก็เริ่มเล่นฟุตบอล พ่อเป็นแรงขับเคลื่อน และฮีโร่ในดวงใจของผม ผมพูดกับตัวเองเสมอว่า ผมต้องวิ่ง และยิงให้เหมือนท่าน กระทั่งผมอายุ 10 ขวบ ชีวิตของผมทั้งหมดมอบให้ฟุตบอลอย่างเดียว ผมฝึกซ้อมฟุตบอล, อ่านหนังสือฟุตบอล, ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอล และเล่นเกมฟุตบอลผ่านทางเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชั่น ผมมีสมาธิอยู่กับมันเพียงเท่านั้น ผมชอบนักเตะที่มีการสร้างสรรค์เกมที่ยอดเยี่ยม อาทิ ซีเนดีน ซีดาน, กาก้า และแน่นอน .... พ่อของผมด้วย"

        " มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหมือนกันนะ เพราะแม่ต้องเปลี่ยนตัวเองมาเป็นหัวหน้าครอบครัว แม่ต้องพบกับความยุ่งยาก มันมีหลายครั้งที่ผมกลับจากการฝึกซ้อมฟุตบอล ผมบอกกับแม่ว่า -มันหนักหนามาก ผมจะเลิกเล่นฟุตบอลแล้วนะแม่- ก่อนที่แม่จะตอบกลับมาว่า -ลูกไม่ต้องเลิกเล่นฟุตบอล พรุ่งนี้อะไรจะดีขึ้นเอง-"

        "หลังจากที่พ่อตายไป แม่ก็ทำงานเพื่อหาเงินมาจุนเจอครอบครัว ท่านทำหน้าที่ในสมาคมฟุตบอลของอาร์เมเนีย มันเป็นเหมือนเรื่องตลกเหมือนกัน ตอนนั้นผมก้าวไปติดทีมเยาวชนทีมชาติอาร์เมเนีย หากผมมีอารมณ์เดือดในสนามแข่งขัน แม่จะเข้ามาถามหลังจากจบเกมว่า -เฮนริค !! ลูกทำอะไรลงไป ??- ผมมักตอบไปว่า พวกเขาไล่เตะผมก่อน แม่จะบอกว่า -ไม่นะ ห้ามทำแบบนั้น ลูกต้องสุภาพอยู่เสมอ-"

        "ครอบครัวเราค่อนข้างลำบาก เมื่อพ่อจากไปแล้ว อย่างไรก็ตาม แม่ และพี่สาวคอยผลักดันผมเสมอมา ตอนที่ผมอายุ 13 พวกเธอปล่อยให้ผมออกเดินทางไปประเทศบราซิล ด้วยตัวเอง ผมเดินทางไปที่นั่น เพื่อฝึกซ้อมกับสโมสรเซา เปาโล เป็นระยะเวลา 4 เดือนด้วยกัน นั่นเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจมากสุดช่วงหนึ่งของชีวิตผมเลย เพราะผมเป็นเด็กขี้อายที่มาจากอาร์เมเนีย แถมยังพูดภาษาโปรตุกีส ไม่เป็นอีกต่างหาก อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยสนใจเลย เพราะผมอยู่ในสรวงสวรรค์ของโลกฟุตบอล"

        " ผมใฝ่ฝันอยากเป็นเหมือนกาก้า แน่นอนว่า บราซิล เป็นเบอร์หนึ่งของนักเตะที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ พวกเขาเรียกมันว่า -กิงก้า- ความเป็นจริงแล้ว ผมเรียนภาษาโปรตุกีส เป็นระยะเวลา 2 เดือน ก่อนที่ผมจะเดินทางไปบราซิล แต่เมื่อผมมาถึงที่ย่านเซา เปาโล ผมได้ค้นพบว่า สิ่งหนึ่งที่ควรลงมือศึกษา ไม่ใช่การพูดคุยกับผู้คนเพียงอย่างเดียว"

        " ผมไปกับผู้เล่นอาร์เมเนีย 2 คน เมื่อเราไปถึงห้องนอน เราต้องพบว่ามีรูมเมทเป็นเพื่อนร่วมทีมชาวบราซิเลี่ยน พวกเขาเป็นเด็กผอมๆ และมีผมสีดำ พวกเขาทักทายเรา ตอนนั้นเขายังเป็นคนแปลกหน้า แต่ตอนนี้เขาคือเฮอร์นาเนส ที่ย้ายมาเล่นกับยูเวนตุส !!! เราใช้ชีวิตร่วมกันที่สนามซ้อม เรากิน, ฝึกซ้อม และเก็บเกี่ยวความสุขร่วมกัน"

        "เราไม่มีเครื่องเกมเพลย์สเตชั่น โดยมีโทรทัศน์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น แถมทุกอย่างยังเป็นภาษาโปรตุกีส อีกต่างหาก ช่วงสัปดาห์แรกๆ มันเป็นเรื่องยากมาก ผมแทบไม่คุยกับผู้เล่นบราซิเลี่ยน คนอื่นเลย พวกเขาก็แค่ทักทาย และยิ้มให้ผมก็เท่านั้น ชาวบราซิเลี่ยน ถือเป็นคนที่มหัศจรรย์มาก คุณไม่สามารถอธิบายได้ แต่คุณจะรู้สึกอบอุ่น เมื่อได้อยู่กับพวกเขา"

        " ทุกคนต่างพูดภาษาเดียวกัน นั่นคือภาษาฟุตบอล เรากลายเป็นเพื่อนกัน ผ่านการสื่อสารทางความคิดในสนาม ผมจำได้เสมอว่า ผมเคยยิงประตูได้ในสนามซ้อม ผมคิดในใจว่า -ว้าว !!! ข้าเป็นเด็กหนุ่มจากอาร์เมเนีย ที่มายิงประตูได้ถึงบราซิล เลยนะโว้ย- มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์เลยล่ะ"

        "ผมสนใจวัฒนธรรมของบราซิล มากเลย มันมีความแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น เราจะซ้อมฟุตบอลกัน 45 นาที จากนั้นจะพักอีก 15 นาที เราจะกินผลไม้ และดื่มน้ำผลไม้ จากนั้นก็ไปซ้อมต่ออีก 45 นาที คนบราซิล ฝึกซ้อมเหมือนกับการแข่งขันจริงทุกอย่าง ที่อาร์เมเนีย เราจะเน้นแค่เรื่องของสภาพร่างกาย และเทคนิคเท่านั้น แต่ที่บราซิล จะเน้นเรื่องเทคนิคแบบสุดๆ โดยเฉพาะการเล่นกับลูกฟุตบอล ในความเป็นจริง เด็กที่นั่นอาจไม่ได้มีลูกฟุตบอลติดตัวกันทุกคน ทำให้บางคนใช้วิธีการม้วนถุงเท้าให้เป็นลักษณะกลมๆ เพื่อใช้แทนลูกบอล ทุกอย่างหายใจเข้าหายใจออกเป็นฟุตบอล"

        "มันเป็นเรื่องที่น่าตลกเหมือนกัน ช่วงที่ผมอยู่ที่บราซิล แม่จะโทรหาผมบ่อยมาก หรือแทบทุกวันเลยล่ะ ผมบอกแม่เสมอว่า ถ้าจะโทรมาก็ช่วยบอกล่วงหน้าด้วย เพราะโทรศัพท์ที่ใช้โทรต่างประเทศได้มันมีแค่เครื่องเดียว แถมมันยังอยู่ในห้องของผู้อำนวยการสโมสรอีกต่างหาก เป็นประจำทุกเช้าที่ผู้ช่วยจะวิ่งตรงมาหาผมที่สนามซ้อม พร้อมกับบอกว่า -เฮ้ !! แม่ของนายถือสายรออยู่- ผมรีบวิ่งไปรับสาย เพื่อบอกให้โทรมาทีหลัง ทุกครั้งแม่จะถามด้วยความเป็นห่วงว่า -เป็นไงบ้างลูกชาย อาหารการกินเป็นยังไง ลูกสามารถกินมันได้หรือเปล่า ?- ซึ่งผมก็จะตอบกลับไปว่า -แม่ครับ ผมต้องไปซ้อมบอลแล้ว เอาไว้โทรมาวันอาทิตย์นะ-"

        "หลังจากผ่านไป 2-3 เดือน ผมก็สามารถพูดภาษาโปรตุกีส แบบพื้นฐานได้แล้ว ผมสอนภาษาอาร์เมเนีย แก่เฮอร์นาเนส ด้วยนะ นั่นเพราะพวกเราไม่มีเครื่องเพลย์สเตชั่น มันทำให้ไม่มีอะไรทำเลย !!! จะว่าไปแล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อผมเหลือเกิน เพราะรูปแบบการเล่นของผม เมื่อผมกลับมาที่อาร์เมเนีย ผมเป็นเด็กที่มีรูปร่างผอมบาง แต่ได้เรื่องของเทคนิค และความสามารถเฉพาะตัวมาแบบเต็มเปี่ยม !!! ผมรู้สึกเป็นอิสระในสนาม ราวกับว่าผมเป็นโรนัลดินโญ่แห่งอาร์เมเนีย (หัวเราะ) ผมแค่ล้อเล่นนะ มันเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ตอนนี้ผมมี 3 ภาษาอยู่ในหัวของตัวเอง ทั่งอาร์เมเนี่ยน, ฝรั่งเศส และโปรตุกีส"

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด