:::     :::

ทวงคืนวันดีดี

วันศุกร์ที่ 02 กุมภาพันธ์ 2561 คอลัมน์ ฉันดูบอลที่ร้านเหล้า โดย ดากานดา
994
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
9 ปีแห่งความว่างเปล่า กระต่ายนอนหง่าวอยู่ริมคลอง 3 โทรฟี่เอฟเอคัพ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว กับแชมป์ควีนคัพ 8 ปีก่อน คือความสำเร็จทางการบนถนนลูกหนังไทย ที่สโมสรคว้ามาเชยชม
โลกลูกหนังยังคงหมุน เข็มนาฬิกายังเดินหน้า ทิ้งความสำเร็จอันหอมหวานไว้ให้นึกถึงนานที 
ตัดภาพมาที่ปัจจุบันขณะ บีจีเอฟซี (พีอาร์สโมสร ให้เขียนชื่อทีมใหม่แบบนี้) พวกเขากลายเป็นทีมระดับกลางตารางไปแล้ว หลัง 2-3 ปีล่าสุดผลลัพธ์บนตารางคะแนนคือคำตอบ 
แม้สโมสรจะพูดถึงการให้ความสำคัญกับเมล็ดพันธุ์อย่าง "ดาวรุ่ง" อยู่บ่อย ทว่าสิ่งที่พบคือ ผู้เล่นที่แตกหน่อออกใบขึ้นมายังชุดใหญ่ แทบไม่สามารถเป็นกำลังหลักให้ทีมได้ ท้ายสุดคือการกว้านหาแข้งฝีตีนดีจากที่อื่นมา
กระทั่งขวบปีล่าสุด...



การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แวะมาแปะมือแฟนกระต่ายแก้ว ไล่ตั้งแต่โทนสีที่ถูกย้อมจากเขียวเป็นน้ำเงิน การรีแบรนด์ เปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ใหม่ พร้อมสโลแกนที่ดูหรูโก้อย่าง "Las Maquinas azules" และรวมถึงทิศทางการทำทีม ที่กลับมาเป็นเจ้าบุญทุ่ม ใส่ยับจับไม่อั้น (ดีล 35 ล้านบาท ของ ฐิติพันธ์ น่าจะช่วยให้แฟนบอลเลิกด่าสโมสรว่า ขี้เหนียว ไปได้บ้าง ฮา)
จากสโมสรที่เน้นแข้งคนหนุ่ม ปัจจุบันขณะในทีมบีจี กลับพบนักเตะหลายคนผ่านช่วงวัยที่พีกสุดในชีวิตกว่าครึ่ง แต่นั่นอาจเป็นข้อดี ที่ผู้เล่นเหล่านี้ไม่ต้องมาสร้างเสริมประสบการณ์ฟุตบอลใหม่ และน่าจะทำให้ โจเซฟ เฟร์เรร์ หยิบจับใช้งานได้เหมือนต้มมาม่า (เปิดฝา ใส่น้ำร้อนแดก)
ชาตรี ฉิมทะเล (34 ปี)
พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ (33 ปี)
แมตธิว สมิธ (35 ปี)
นริศ ทวีกุล (34 ปี)
พิศาล ดอกไม้แก้ว (33 ปี)
สุรชาติ สารีพิมพ์ (31 ปี)
มงคล นามนวด (32 ปี)
วิทยา หมัดหลำ (32 ปี)
มาริโอ ยูรอฟสกี (32 ปี)
ดาเนียล โตติ (30 ปี)
พิชิต เกสโร (30 ปี)
ทั้งหมดทั้งมวลคือผู้เล่นที่คาดว่าจะเป็นกำลังหลักในซีซั่นนี้ และวงเล็บอายุแตะหลักสามขึ้นทุกคน อาจมีเพียงแข้งอย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ (24 ปี), ปิยะชนก ดาฤทธิ์ (25 ปี), เฉลิมศักดิ์ อักขี (23 ปี) และ ณัฐชัย ศรีสุวรรณ (22 ปี) ที่เป็นแข้งดาวรุ่งมีลุ้น 11 คนแรก ส่วนที่เหลือนั้นเป็นเพียง "อะไหล่" รอวันขึ้นมาทดแทนทั้งหมด
อายุเฉลี่ยในฤดูกาลนี้ของ บีจีเอฟซี อยู่ที่ 27.5 ปี
อีกหนึ่งจุดแข็งของพลพรรค "เดอะ แรบบิท" คือฟอร์มการเล่นในถิ่นตัวเอง ปีกลายที่ล่วงผ่าน พวกเขาพ่ายไปเพียง 3 นัดเท่านั้น จาก 17 เกม และสอยตาข่ายคู่แข่งไปถึง 42 ตุง มากกว่าที่ยิงนอกบ้านเท่าตัว ฉะนั้นผลงานใน ลีโอ สเตเดียม ทุกยุคสมัยของ บีจี ไม่น่าจะเป็นห่วง
แนวรุกที่มีปัญหาฤดูกาลที่ผ่านมา ถูกซ่อมแซมด้วยเม็ดเงินก้อนโต การได้ "นิว ฐิติพันธ์" และ มาริโอ ยูรอฟสกี เข้ามา เพิ่มมิติเกมรุกแดนกลาง อาจทำให้แบบแผนของบีจีมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม เมื่อรวมกับแข้งหน้าเก่าอย่าง ดาเนียล โตติ, พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ ที่เข้าใจระบบเป็นอย่างดีแล้ว พูดแบบภาษาชาวบ้านคือ "แทบไม่ขี้เหร่กว่าทีมไหน"
กองหน้านอกจากมี สุรชาติ และ ชาตรี สลับเป็นหอคอย การได้ผู้เล่นอย่าง เฟเดริค เมนดี เจ้าของส่วนสูง 190 ซม. มาช่วย ยิ่งทำให้ความหลากหลายในแดนหน้ามีมากกว่าเดิม 
ตำแหน่งผู้รักษาประตู แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทว่าการได้ นิพนธ์ มาลานนท์ เข้ามาดูแลโค้ชประตู น่าจะทำให้ทีมมียันต์ลูกหนัง "มหาอุด" มาเพิ่ม



ปัญหาของทีมที่เห็นได้ชัดที่ผ่านมาคือ การมีตัวเลือกในแนวรุกน้อย และเกมรับ "พลาดง่าย" จนไม่ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการในหลายๆเกม ส่งให้พวกเขาไม่เดินไปไปตามเป้าที่ตั้งไว้ได้
ทว่ามาซีซั่นนี้ หลายจุดที่เป็นปัญหาถูกกลบด้วยการมาของแข้งใหม่เกือบหมด แน่นอนว่าคงอยู่ที่กุนซืออย่าง เฟร์เรร์ แล้วว่าจะรังสรรค์ทีมอย่างไรให้ออกมากลมกล่อม 
มองดูเป้าหมายทีมที่ตั้งไว้แทบไม่ต่างจากปีก่อน แต่โอกาสที่สโมสรจะทำผลงานได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา มีสูงกว่าแน่ เมื่อเทียบเคียงจากขุมกำลัง และธนบัตรที่หว่านลงไป
ได้แต่หวังว่าปีนี้จะไม่เห็น "ลูปเดิม" อย่าง เฟร์เรร์ > โค้ชง้วน > โค้ชใหม่ชาวต่างชาติ > โค้ชง้วน เหมือนที่ผ่านมาอีก 


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด