:::     :::

เส้นทางสู่ยอดดาวยิง "แฮร์รี่ เคน" (ตอนจบ)

วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
1,173
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
หลังจากติดตามภาคแรก ในเส้นทางสู่ยอดดาวยิงของ "แฮร์รี่ เคน" กันไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวการต่อสู่ในเส้นทางการค้าแข้ง ทั้งการถูกอาร์เซน่อล ตัดออกจากทีมเยาวชน รวมถึงการถูกสเปอร์ส ส่งไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ด้วยการให้ทีมในระดับล่างสลับกันยืมตัว

ช่วงนี้เดินทางมาถึงเรื่องราวตอนจบของเขาแล้ว ไปดูกันหน่อยว่า การสอดแทรกสู่ทีมชุดใหญ่ของ "ไก่เดือยทอง" เขาต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง รวมถึงการเปิดใจต่อบุคคลที่มีอิทธิพลสำคัญต่อเส้นทางการค้าแข้งของเขาด้วย 

"เรื่องราวของเบรดี้ เป็นแรงบันดาลใจให้ผมอย่างแท้จริง เบรดี้ เป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองมาก และเขายังคงทำงานหนักเสมอ เพื่อให้มันดีขึ้น มันคล้ายคลึงกับผมเหมือนกันนะ อาจฟังดูว่าเป็นเรื่องตลก ราวกับว่ามีอะไรเข้ามากระแทกหัวของผมอย่างจัง ตรงโซฟาที่ผมนั่งอยู่ในเมืองเลสเตอร์ ผมบอกกับตัวเองว่า -ข้าจะทำแบบเบรดี้ ข้าจะทำงานให้หนักที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เมื่อโอกาสมาถึง ข้าจะคว้ามันไว้- "

"ไม่กี่เกมต่อมา ผมมีโอกาสเจอกับทีมเก่าอย่างมิลล์วอลล์ พวกเขามีปราการหลังร่างยักษ์ ผมคาดเดาเอาว่า เขากำลังข่มขู่ผม เขาแทรกตัวอยู่ด้านหลังผม ในขณะที่กำลังรอเล่นลูกทุ่ม  ก่อนที่เขาจะบอกว่า -ว่าไง แฮร์รี่- ผมตอบกลับไปว่า -ว่าไงหรอ ?- ก่อนที่เขาจะบอกว่า -ข้ายังไม่ได้ใบเหลืองเลยว่ะ มันคงดีไม่น้อย หากข้าจะเสียใบเหลืองสักใบ เพื่อเล่นงานนาย !!!-"

"เขาพยายามกลั่นแกล้งผม ไม่มีเหตุผลอื่นเลย เมื่อลูกถูกทุ่มเข้ามา เราสองคนกระโดดขึ้นไปแย่งโหม่ง มีการเหวี่ยงศอกกันด้วย ผมดันไปซัดตรงชายโครงของเขาพอดีผมเดินข้ามเขาไป ในขณะที่เขากำลังนอนเจ็บอยู่ นั่นเป็นหนทางที่ผมจะพิสูจน์ให้เขา, ตัวผมเอง และทุกคนเห็นว่า ผมจะไม่ยอมถูกรังแกเด็ดขาด"

"ฤดูกาลต่อมา ผมกลับมาที่สเปอร์ส พร้อมกับพบหน้าผู้จัดการทีมอย่าง อังเดร วิลลาส โบอาส เขาต้องการปล่อยผมในรูปแบบยืมตัวอีกครั้ง โดยมีหลายทีมที่สนใจ ผมคิดว่าโอเคเหมือนกัน ถึงแม้มันไม่ใช่ความฝันของผม ซึ่งความฝันของผมคือการลงเล่นในศึกพรีเมียร์ลีก และต้องเล่นให้กับสเปอร์ส ผมบอกกับผู้จัดการทีมไปว่า -ผมไม่อยากย้ายไปเล่นที่อื่นแล้ว-  หลังจากพูดประโยคดังกล่าว ผมคิดว่า -บางทีผมไม่ควรพูดออกไปหรือเปล่า- เขามองหน้าผม และประหลาดใจเล็กน้อย"

"จากนั้น ผมพูดต่อว่า -ผมจะพิสูจน์ตัวเองให้คุณเห็นว่า ผมสมควรเป็นตัวจริงของสเปอร์ส คุณสามารถบอกกับผมล่วงหน้า ตลอดทุกวันศุกร์ก่อนเกมการแข่งขันว่า ผมสมควร หรือไม่สมควรได้ลงเล่น นี่คือสิ่งที่ผมสามารถยอมรับได้ แต่ผมไม่อยากไปที่อื่นอีกแล้ว"

"เหตุการณ์หลังจากนั้น เขาปล่อยให้ผมอยู่กับทีมต่อไป และเปิดโอกาสในการฝึกซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่ มันถือเป็นจุดเปลี่ยนของผม โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นใจ  ผมรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่มีความสามารถ แต่ก่อนหน้านี้ กลับไม่กล้าที่จะต่อสู้เพื่อตัวเอง ผมเริ่มเห็นความฝันวัยเด็กที่กำลังกลายเป็นความจริงอยู่เบื้องหน้า ผมต้องไขว่คว้ามันมาครองให้ได้ ช่วงที่ผ่านมา ผมเหมือนคนที่รอคอยคนอื่นที่จะหยิบยื่นโอกาสมาให้ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ยาก คุณต้องไขว่คว้าด้วยตัวเอง"

"ระหว่างฝึกซ้อม ผมเต็มไปด้วยไฟอันร้อนแรง อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่โอกาสได้ลงแข่งจริง จากนั้น ผู้จัดการทีมก็ถูกไล่ออกในช่วงฤดูหนาว และทิม เชอร์วู้ด ที่เข้ามารับหน้าที่แทน เขาเป็นคนที่ให้โอกาสผม ส่วนที่เหลือ เหมือนกับที่ผู้คนชอบพูดกันเลยว่า มันคือประวัติศาสตร์ เนื่องจากผมสามารถยิง 3 ประตู จากการลงตัวจริง 3 เกมแรก มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะการซัดประตูแรกที่สนามไวท์ ฮาร์ท เลน ผมต้องผ่านอะไรมามากมาย ก่อนที่จะทำประตูแรกได้สำเร็จ มันช่วยทำให้กลายเป็นผมในทุกวันนี้"

"คุณสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เข้ามารับงานกุนซือในฤดูกาลต่อมา ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ผมเพียงคนเดียว แต่ยังรวมถึงสโมสรด้วย ไม่มีใครที่สร้างผลกระทบต่อเส้นทางลูกหนังของผม มากไปกว่าเมาริซิโอ อีกแล้ว เขาไม่เพียงแค่นำปรัชญาการบริหารที่ยอดเยี่ยมมาสู่สโมสรเท่านั้น ทว่าเขายังสร้างความสัมพันธ์ให้กับทุกคนภายในทีมให้มีความสนิทสนมกันมากขึ้น"

"เขามีประวัติการเป็นผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยม แต่เขาไม่ค่อยพูดถึงมากนักหรอก เพราะว่าในฐานะผู้จัดการทีม เขาไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง เขาเป็นคนที่คอยช่วยเหลือลูกทีม ไม่ว่ากับนักเตะที่เก่งสุดในทีม รวมถึงนักเตะที่มีปัญหาฟอร์มการเล่น แน่นอนว่า หากคุณไม่ทำงานหนัก และทำตัวขี้เกียจ คุณก็ไม่สมควรได้ลงเล่น และจะมีกำแพงระหว่างคุณกับเขาที่สร้างขึ้นมา แต่ถ้าคุณให้ความเคารพเขา ด้วยการทำงานหนัก เขาก็จะตอบแทนด้วยการให้เวลาทั้งหมดเช่นกัน"

"หนึ่งในความทรงจำที่ยอดเยี่ยมที่สุดของผมในการเล่นฟุตบอลคือ ตอนที่กระหน่ำแฮตทริก เมื่อ 2-3 ฤดูกาลที่แล้ว หลังจบเกม เมาริซิโอ ทำการเรียกผมไปที่ออฟฟิศของเขา โดยตอนนั้น เราเริ่มมีความสนิทสนมกันบ้างแล้ว แต่ยังไม่สนิทกันมากเท่าไหร่ พอผมเปิดประตู เขานั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงาน พร้อมกับแก้วไวน์แดง บางทีมันอาจเป็นมัลเบ็ค หรืออะไรบางอย่าง รอยยิ้มอยู่บนใบหน้าของเขา เขาโบกมือเรียกผมเข้าไป ก่อนจะบอกว่า -มานี่ซิ เรามาถ่ายรูปกันหน่อย-"

"เขาโอบกอดผม โดยที่อีกมือถือแก้วไวน์เอาไว้ด้วย เราถ่ายรูปกัน มันสุดยอดมาก นี่เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่า -ว้าว นี่คือคนพิเศษ- เขาเป็นผู้ชายที่มหัศจรรย์ ผมให้ความเคารพเขา ทั้งในฐานะของผู้จัดการทีม, หัวหน้า แน่นอนว่า เขาคือเพื่อนของผมนอกสนามฟุตบอลด้วย เขาคือเหตุผลว่า ทำไมนักเตะของทีมเราจึงสนิทสนมกันมาก ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากในฟุตบอลยุคนี้"

"สำหรับผม, การถูกปฏิเสธอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเอง ตอนที่ผมกำลังผูกเชือกรองเท้า ก่อนเกมนอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ ครั้งแรกของตัวเองในช่วงปี 2015 ภาพเก่าตอนที่ผมอายุแค่ 11 ขวบ ที่เคยเจอกับทีมเยาวชนอาร์เซน่อล ก็แล่นเข้ามาในหัวอีกครั้ง มันเหมือนเดจาวู เลยล่ะ ก่อนลงสนามทุกเกม ผมจะพยายามนึกภาพวิธีที่จะทำประตู ทั้งการยิงด้วยเท้าซ้าย ส่งลูกเข้าเสียบมุมล่าง หรือการวอลเลย์ด้วยเท้าขวา ส่งลูกเข้าเสียบมุมขวาบน ผมมักทำสิ่งเหล่านี้เป็นประจำเลยล่ะ ผมคิดถึงรายละเอียดต่างๆ ทั้งภาพของคู่แข่ง, ผืนหญ้าในสนาม และทุกอย่าง"

"ครั้งนั้น ผมนึกภาพกองหลังคู่แข่งที่สวมเสื้อสีแดงของอาร์เซนอล ผมถึงกับขนลุก เรากำลังอยู่ในอุโมงค์ ผมนึกในใจว่า -โอเค ข้าต้องใช้เวลา 12 ปีกว่ามาถึงจุดนี้ เอาล่ะ เรามาดูกันว่าใครคิดถูก หรือใครคิดผิด- ผมยิง 2 ประตูในเกมนั้น และประตูชัยในนาทีที่ 86 อีกด้วย มันเป็นบางอย่างที่ผมไม่เคยคาดฝันมาก่อนเลย มันเป็นลูกโหม่งที่ดีสุดลูกหนึ่งในชีวิตผม ความรู้สึกตอนที่ลูกไปกระทบตาข่าย ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนในชีวิตการค้าแข้ง ผมจำได้ว่า ตัวเองเดินไปรอบสนาม หลังเสียงนกหวีดจบเกม พร้อมกับปรบมือให้แฟนบอล และมีความรู้สึกเหมือนว่า -นี่ไง ผมเคยบอกคุณแล้ว-"

"มันไม่ใชเรื่องของอาร์เซน่อล เท่านั้น เพราะในใจลึกๆ ผมคิดว่ามันเป็นการพิสูจน์ตัวเอง และต่อครอบครัวที่เชื่อมั่นในตัวผมมาตลอด แม้แต่ตอนที่เล่นกับมิลล์วอลล์, นอริช และเลสเตอร์ ซิตี้ หรือแม้แต่ตอนที่ผมยังสงสัยตัวเองว่า จะทำมันสำเร็จหรือเปล่า"

"จนถึงวันนี้ หลังจากยิงในศึกพรีเมียร์ลีก 100 ลูก มันเป็นช่วงเวลาที่ผมควรขอบคุณบางคน เริ่มจากขอบคุณเคท เธอเป็นคู่หมั้นของผม สำหรับทุกกำลังใจ เวลาที่ผลการแข่งขันไม่เป็นตามใจหวัง ขอบคุณพ่อ ที่เคยโอบไหล่ผมในสวน หลังจากอาร์เซนjอล ปล่อยตัวผมออกจากทีม และขอบคุณคนในครอบครัว ที่เรียกสติผมกลับ8noมา ในวันที่ผมตกต่ำmujสุดในชีวิตที่แฟลตในเมืองเลสเตอร์"

"ขอบคุณแม่ สำหรับเวลาอันแสนยาวนาน ที่คอยขับรถไปรับไปส่งผมตามที่ต่างๆ ขอบคุณพี่ชายอย่างชาร์ลี ที่คอยเล่นสู้กันแบบตัวต่อตัวมาเป็นพันชั่วโมง และเคยยอมให้ผมเป็น เท็ดดี้ เชอริงแฮม ในบางครั้ง ขอบคุณ ทอม เบรดี้ ผู้ให้ความหวังกับทุกคน ที่ดูเหมือนไม่เคยเข้ายิมออกกำลังกายมาก่อนในชีวิต ขอบคุณเพื่อนร่วมทีมทุกคน โดยเฉพาะคนที่เคยมาหาผมระหว่างฝึกซ้อม ตอนที่ผมยังไม่ได้ลงเล่น และบอกว่า -นายสมควรได้ลงเล่นนะเพื่อน- มันมีความหมายกับผมเป็นอย่างมาก ขอบคุณ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่ช่วยให้ผมกลายเป็นดาวยิงอย่างทุกวันนี้"

"แน่นอนว่าขอบคุณแฟนสเปอร์ส ผมฝันที่จะเล่นให้สโมสรแห่งนี้ มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ความมุ่งมั่นของผมที่มีมานาน นั่นคือการหลับตา และนึกภาพตัวเองยิงประตูใส่อาร์เซนอล ในศึกพรีเมียร์ลีก จนสามารถทำมาหลายครั้งในตอนนี้ และผมไม่มีวันเบื่อด้วย แต่ตอนนี้ ความมุ่งมั่นผมเริ่มเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตอนนี้ผมหลับตาลง และนึกภาพตัวเองชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก ในสนามเหย้าใหม่ของพวกเรา ผมยอมสละจำนวน 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก ไปแลกกับความรู้สึกนี้อย่างแน่นอน"

"เราเกือบทำสำเร็จแล้วใน 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ทว่าทางเดียวที่เราจะลดระยะห่างลง ผมเกรงว่ามันจะเป็นคำตอบที่น่าเบื่อหน่าย แต่เหมือนกับที่พ่อผมมักพูดเสมอคือ เราต้องฝึกซ้อม และสู้กันต่อไป"


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด