:::     :::

อ่อนแอก็แพ้ไป

วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 คอลัมน์ โรงเตี๊ยมลูกหนัง โดย ทอมมี่ ท่ามะกา
1,437
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
แมนฯ ซิตี้ ไม่จำเป็นต้องโชว์ความแข็งแกร่งเต็มสปีด แต่ความอ่อนแอของอาร์เซน่อลต่างหากที่ทำให้ตำแหน่งแชมป์ "คาราบาว คัพ" ปีนี้ตกเป็นของเรือใบสีฟ้า

ลูกน้องของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ได้เล่นท็อปฟอร์มที่สุด มีหลายต่อหลายนัดในฤดูกาลที่พวกเขาไล่ขย่มคู่แข่งจนไม่ต้องลืมหูลืมตา 

ทว่าการเล่นเพียง 80-90 เปอร์เซ็นต์ของศักยภาพที่มีก็ "มาก" พอแล้วในการเป็นแชมป์ลีก คัพ สมัย 5 และเป็นแชมป์แรกของ เป๊ป ในการทำงานที่อังกฤษ

แมนฯ ซิตี้ สมควรได้รับการชูมือ นอกเหนือจากสกอร์ 3-0 อันเป็นชัยชนะขาดลอยที่สุดของสโมสรในนัดชิงดำบอลถ้วยแล้ว สิ่งอื่นที่แสดงออกมายังกดให้อาร์เซน่อลลงต่ำยิ่งกว่าเดิม 

เรือใบสีฟ้าที่ได้รับการยกย่องว่ามีผลงานดีที่สุดในฤดูกาลนี้ เพิ่งอกพลาดโอกาสสร้างประวัติศาสตร์กวาด 4 แชมป์หลังพลิกตกรอบเอฟเอ คัพ เมื่อ 6 วันก่อน แต่พวกเขาแก้ตัวได้ทันควันด้วยการคว้าแชมป์แรก และอยู่บนเส้นทางนับแชมป์รายการที่ 2 และ 3 อย่างพรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 

ความเป็นไปได้ก่อนลงสนามคือ แมนฯ ซิตี้ อาจพุ่งชนความผิดหวัง 2 ถ้วยติดในรอบไม่ถึงสัปดาห์ซึ่งคงส่งผลต่อช่วงที่เหลือของฤดูกาลไม่มากก็น้อย แต่ เป๊ป กับ ลูกทีมก็ไม่ปล่อยให้ความหวาดหวั่นนี้เกิดขึ้นจริง

ในครึ่งแรกที่ยังไม่ติดเครื่องมากนัก แมนฯ ซิตี้ ยังสามารถฉกฉวยความผิดพลาดของอาร์เซน่อลด้วยประตูนำจาก เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่ใช้ความเก๋าตอกหน้าความอ่อนหัดของอาร์เซน่อล


เซร์คิโอ อเกวโร่ (ที่ 2 จากซ้าย) หลุดไปงัดบอลตุงตาข่ายง่ายๆ

ตลอดหลายปีหลังที่ผ่านมา แนวรับอาร์เซน่อลก่อความผิดพลาดมากมายเกินกว่าจะไล่เรียงได้หมด ชโคดราน มุสตาฟี่ คือตัวอย่างล่าสุดที่ไม่น่าเซอร์ไพรส์แต่อย่างใด

จังหวะเปิดยาวของ เคลาดิโอ บราโว่ ที่กลายเป็นแอสซิสต์สำเร็จ แนวรับดีกรีทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์โลก (ลง 2 นัด) ประมาทที่ไม่ระวังตัวว่ามี "กุน" อยู่ข้างหลังจนถูกหัวหอกเรือใบกระแทกจนเสียจังหวะ

แต่จุดที่ต้องตำหนิยิ่งกว่าคือ แทนที่จะเล่นต่อวิ่งตามไปบล็อกโอกาสทำประตูของ อเกวโร่ กลับมัวเสียเวลายกไม้ยกมือเรียกร้องฟาวล์จากผู้ตัดสิน

ลูกแบบนี้ต้องไล่บี้ตามเคลียร์บอลให้พ้นอันตรายให้ได้ก่อน ทันไม่ทันอีกเรื่อง จากนั้นค่อยมาโวยย้อนหลังก็ได้ว่าควรได้ฟาวล์ตั้งแต่แรก ไม่ใช่หยุดเล่นทั้งที่ผู้ตัดสินไม่ได้เป่าแต่อย่างใด

นี่คือความอ่อนด้อยของอาร์เซน่อลซึ่งเกิดขึ้นตลอดทั้งเกมและไม่มีทางรอดได้เลยในการเจอกับทีมที่เกมรุกทรงอานุภาพที่สุดในลีกด้วยผลงาน 111 ประตูจากทุกรายการ 

ช่างบังเอิญที่ 3 ผู้ทำประตูในเกมนี้คือ 3 ผู้เล่นในสนามที่อยู่กับทีมมานานที่สุดทั้ง เซร์คิโอ อเกวโร่, แว็งซ็องต์ ก็องปานี และ ดาบิด ซิลบา ซึ่งสอดคล้องเป็นอย่างดีกับแท็กติกที่ เป๊ป เลือกใช้โดยเฉพาะในรายของ ก็องปานี


ความเก๋าของ ก็องปานี เป็นประโยชน์อย่างมากในเกมนี้

กัปตันทีมวัย 31 ปี มีปัญหาบาดเจ็บรบกวนตลอด 3 ปีหลังที่ลงสนามเพียง 50 นัดจากทั้งหมด 158 นัดของทีม ไม่ถึง 1 ใน 3 ด้วยซ้ำ แต่ เป๊ป ก็เชื่อมั่นในประสบการณ์ที่น่าจะมีประโยชน์ในนัดสำคัญแบบนี้ เขาได้โอกาสลงตัวจริงแทนที่จะเป็น จอห์น สโตนส์ กองหลังรุ่นน้องที่เล่นมาตลอด

ก็องปานี ไม่ทำให้กุนซือชาวสเปนต้องผิดหวังด้วยการทำผลงานยอดเยี่ยมอีกนัด ทั้งบัญชาการเกมรับ สกัดจังหวะรุกของอาร์เซน่อลได้หมด และมีหนึ่งประตูที่ทำให้ปืนใหญ่แทบจะโยนผ้าขาวขอยอมแพ้ในทันที

นี่คือความเก๋าที่เป็นประโยชน์ในเกมสำคัญ ขณะที่อาร์เซน่อลก็ต้องชดใช้ความอ่อนหัดของตัวเอง ประตูปิดท้าย 3-0 ก็เป็นในลักษณะนี้ ดาบิด ซิลบา พลิกหนี คาลั่ม แชมเบอร์ส ง่ายดายราวกับไม่มีตัวตน

เวนเกอร์ ปรับหมากกลับมาเล่น 3 เซนเตอร์แบ็กหวังรับมือเกมรุกแมนฯ ซิตี้ ให้ได้ แต่จำนวนที่มากขึ้นของผู้เล่นในเกมรับไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเล่นได้มีคุณภาพตามไปด้วย 

โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ ในฐานะกัปตันทีมผ่านช่วงที่ดีที่สุดไปแล้ว ชโคดราน มุสตาฟี่ ก็โฉ่งฉ่างเหมือนเดิม ส่วน แชมเบอร์ส ยิ่งเลวร้ายที่สุด 

กองหลังสายพันธุ์ผู้ดีแต่ไม่เคยเล่นได้ดีในฤดูกาลนี้เลย เอาแค่นัดล่าสุดในยูโรปา ลีก กับ ออสเตอร์ซุนด์ส ก็ถูกคู่แข่งพลิกหนีเข้าไปยิงในแบบเดียวกับ ซิลบา ทว่ากลับถูกเลือกส่งลงสนาม

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดต่างๆ นานาในเกมรับยังไม่น่าละอายเท่ากับ ความมุ่งมั่นที่อยากจะเป็นผู้ชนะ 

1-0 ก็แล้ว 2-0 ก็แล้ว จนกระทั่ง 3-0 ผู้เล่นอาร์เซน่อลยังไม่แสดงอาการกระตือรือร้นใดๆ ออกมา เล่นเหมือนไร้แรงจูงใจทั้งที่ถ้วยนี้อาจเป็นความสำเร็จเดียวที่พอจะไขว่คว้าได้ในฤดูกาลอันแสนเศร้า

ในครึ่งหลังที่ควรต้องบุกมากขึ้น ผู้เล่นปืนโตยังคงเอาแต่ยืนตั้งรับในแดนตัวเอง ไม่มีวิ่งเพรสวิ่งคอยไล่กดดันผู้เล่นแมนฯ ซิตี้ ทำได้ดีสุดเพียงสาดบอลยาวให้ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ซึ่งไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันใด 


ความอ่อนหัดในเกมรับของอาร์เซน่อลทำให้แมนฯ ซิตี้เก็บชัยง่ายดาย

แกรี่ เนวิลล์ อดีตกองหลังแมนฯ ยูไนเต็ด ตราหน้าจนสะเทือนถึงลำไส้ว่า น่าอับอายสิ้นดี รูปเกมเป็นรอง สกอร์ตามหลังยังมัวแต่เดิน แทนที่จะวิ่งสู้ฟัดเอาหัวใจนักสู้เข้าแลก

ผู้เล่นเก่า ผู้เล่นใหม่ เด็กปั้นสโมสร หรือสตาร์ต่างชาติค่าตัวแพงเป็นเหมือนกันหมด ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้นำทีมที่พร้อมสู้ยิบตา ไม่ใช่ถอดใจง่ายๆ 

เหลือบมองที่นั่งสำรองก็ได้แต่ถอดหายใจเพราะไม่มีตัวเลือกใดที่พอจะลงพลิกเกมได้เลย 

หากในวินาทีที่ แดนนี่ เวลเบ็ค กับ อเล็กซ์ อีโวบี้ ลงสนามแล้วยังคงมีคนคิดว่าทั้งคู่จะเป็นซูเปอร์ซับให้ทีมได้ก็คงต้องขอกระตุกเตือนแรงๆ อีกครั้งว่า "มองโลกสวยเกินไปแล้ว" 

อาร์เซน่อล แพ้ในรอบชิงฯ ลีก คัพ เป็นครั้งที่ 6 มากกว่าทุกทีม และไม่มี "Third time lucky" สำหรับ เวนเกอร์ ที่เคยพาทีมแพ้มาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ในปี 2007 และ 2011

และแน่นอนว่านี่คือรอบชิงชนะเลิศที่น่าผิดหวังที่สุดเหมือนเป็นการสรุปรวมฤดูกาลอันห่วยแตก

ในลีกตามหลังแมนฯ ซิตี้ 27 คะแนน (ทั้งที่ยังไม่พ้นเดือนกุมภาพันธ์) 

อยู่ห่างพื้นที่ท็อปโฟร์ 10 คะแนน โอกาสพลาดโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นไปได้สูงถึงสูงมาก

ในรายการที่เคยได้ดีที่สุดอย่าง เอฟเอ คัพ ก็ตกรอบตั้งแต่นัดแรกด้วยน้ำมือทีมจากแชมเปี้ยนชิพ 

เพิ่งแพ้คาบ้านในถ้วยยุโรปให้กับทีมที่เพิ่งก่อตั้งสโมสรหลัง เวนเกอร์ เข้ามาทำงานในอังกฤษ 

สถิติดีเยี่ยมเคยชนะบอลถ้วยที่เวมบลีย์ 9 นัดติด (2014-1017) เหมือนเป็นเรื่องอดีตไกลโพ้นหากเทียบกับความอเนจอนาถล่าสุด

ฤดูกาลก่อนที่ว่าแย่สุดๆ ทั้งพลาดตั๋วชปล. และอันดับต่ำกว่าสเปอร์สเป็นครั้งแรกในรอบไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี ยังมีเรื่องงามไส้อื่นๆ ให้แฟนบอลต้องปวดใจอีกในฤดูกาลนี้ 


ฤดูกาลอันน่าผิดหวังของ เวนเกอร์ และอาร์เซน่อล จะจบลงอย่างสมบูรณ์หากตกรอบยูโรปา ลีก

ณ สถานการณ์ตอนนี้ คงไม่มีใครอยากไปฝากความหวังกับการคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก เพื่อกลับไปเล่นในถ้วยยุโรปใบโตอีกครั้ง แค่การจับสลากรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ออกมาล่าสุดก็พอจะบ่งบอกแล้วว่าฤดูกาลของอาร์เซน่อลจะจบลงอย่างไร 

ในรูปเกมอันน่าผิดหวัง และสกอร์ขาดลอยที่สุดในรอบชิงบอลถ้วยของทีม เวนเกอร์ ยังหาช่องตำหนิผู้ตัดสินว่าทดเจ็บน้อยเกินไป และประตูที่ 2 ของก็องปานีก็ควรล้ำหน้า (จังหวะที่ ลีรอย ซาเน่ ยืนในตำแหน่งก้ำกึ่งว่ารบกวนการป้องกันประตูของ ดาวิด ออสปิน่า)

ขนาดเห็นกับตาในสิ่งเดียวกับแฟนบอลทั่วโลก กุนซือชาวฝรั่งเศสยังเลือกที่จะไม่มองถึงจุดอ่อนของลูกทีมตัวเอง

นั่นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมทีมของเขาถึงล้มเหลวซ้ำซาก เหมือนพายเรือที่มีแต่รูรั่ววนอยู่ในอ่าง รอวันจมสู่ก้นล่าง



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด