:::     :::

"Potentialมา ม้าแข่งปรากฏ" และชัยชนะที่ต้องชิงจาก[เกลเซอร์]

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2565 คอลัมน์ #BELIEVE โดย ศาลาผี
1,808
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
บทความฉบับเต็มที่เทเลกราฟวิเคราะห์เรื่องของ "เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์" ที่ James Ducker [tier 1] และ Tom Morgan เขียนเอาไว้ล่าสุด นี่คือรายละเอียดฉบับเต็มแบบไม่ตัดทอนจาก "มุมมอง" ของนักข่าวสายนี้ และข่าวดีที่แฟนคงอยากจะให้เกิดขึ้น แต่ยังต้องลุ้นอยู่ กับชื่อชายที่เราอยากให้ปรากฏมากที่สุดอีกคนหนึ่ง "DB7" เดวิด เบ็คแฮม!!!

-จากนี้คือบทความฉบับเต็มจาก James Ducker และ Tom Morgan ที่ลงไว้ใน The Telegraph-

... .. ..

มีข่าวว่าเซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ จะยื่นซื้อแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยว่ากันว่ามหาเศรษฐีชาวอังกฤษนั้นสนใจจะลงทุนซื้อยูไนเต็ดอย่างจริงจัง โดยตระกูลเกลเซอร์นั้นสนใจทั้งการ Reinvestment (การนำผลตอบแทนกลับไปลงทุนเพิ่ม) หรือไม่ก็เป็นการขาย ซึ่งอาจจะขายเต็ม หรือขายบางส่วน (full or partial sale)

หลังจากที่ตระกูลเกลเซอร์เปิดกว้างเรื่องทางเลือกต่างๆสู่ที่นำแมนยูไนเต็ดลงตลาดนั้น ทาง Telegraph Sport เปิดเผยได้ว่า แรทคลิฟฟ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐีที่รวยที่สุดในอังกฤษ และเป็นแฟนแมนยูไนเต็ด คือมหาเศรษฐีคนแรกที่แสดงตัวว่าสนใจซื้อทีมจริงๆ หลังจากมีข่าวลือในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา


ถึงแม้ เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทปิโตรเคมิคอลรายใหญ่ยักษ์อย่าง Ineos นั้นจะไม่ยอมซื้อแบบโดนโก่งราคามากเกินเหตุ ถึงจะอยากได้ก็ตาม หลังมีวงในได้ให้คำปรึกษามาว่า ฝ่ายเกลเซอร์นั้นอยากที่จะขายในราคาที่มากกว่ามูลค่า "5พันล้านปอนด์"

แต่กระนั้นเขาก็ยังสนใจจะยื่นข้อเสนอดังกล่าว 

โดยช่วงก่อนหน้านี้แรทคลิฟฟ์ได้เคยติดต่อตระกูลเกลเซอร์ในช่วงเดือนสิงหาคม แต่ในตอนนั้นได้ข้อสรุปว่าดีลไม่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากติดต่อสอบถามฝั่งแมนยู เขาก็ยังเคยดีลกับโบรคเกอร์กลุ่ม Raine Group ที่เป็นกลุ่มซึ่งดูแลการขายเชลซีในช่วงที่ผ่านมาด้วย

(Raine Group ก็คือชื่อที่ตระกูลเกลเซอร์เปิดเผยมาใน Statement ของสโมสรเมื่อวานนั่นแหละครับว่า พวกเขาเข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทจำกัดมหาชน : PLC ของเกลเซอร์นั่นเอง)

ซึ่งทางเซอร์จิมฯเป็นกังวลว่า Raine จะโก่งราคาแมนยูไนเต็ดเกินกว่าที่มันควรจะเป็น และทางเทเลกราฟเข้าใจว่าที่แรทคลิฟฟ์พลาดในการซื้อเชลซีในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเพราะว่าช้าเกินไป เนื่องจากรอให้ราคามันร่วงแล้วมันก็สายไปแล้ว

อย่างไรก็ตามเขาก็แสดงความสนใจที่จะซื้อยูไนเต็ดซึ่งเป็นสโมสรที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็กอีกครั้ง ซึ่งแรทคลิฟฟ์เป็นหนึ่งในแฟนผีที่ได้เข้าไปดูรอบชิงแชมเปี้ยนส์ลีกปี 1999 ด้วย ข่าวว่ากันว่าเศรษฐีรายนี้จริงจังที่จะซื้อ และได้ตรวจสอบเรื่องสถานะของสโมสรแล้วเรียบร้อย

ค่ำคืนที่ "เหนือกว่าปาฏิหาริย์" ณ สนามคัมป์นู

โดยทาง Ineos มีกฎว่า เวลาจะทำการเทคโอเวอร์กิจการได้ที่พวกเขาต้องการลงทุน พวกเขาจะคาดหวังว่าจะได้รับกำไรตอบแทนหรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากสามปีแรก ซึ่งแหล่งข่าวใกล้ชิดตัวเขาได้บอกว่า เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์นั้นจะมองในเรื่องเชิง "ธุรกิจ" ก่อน "แพชชั่น" เสมอ

ยูไนเต็ดเป็นสโมสรเดียวที่เปลี่ยนใจของแรทคลิฟฟ์ได้ กับชายผู้ซึ่งเป็นเด็กจากถิ่น Oldham รายนี้ หลังจากที่บริษัทของเขาบอกกับ Telegraph Sport ช่วงต้นเดือนนี้เองว่าพวกเขาโฟกัสกับการลงทุนกับ OGC Nice อยู่

การเทคโอเวอร์ถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดอาจไม่จำเป็นว่าพวกเขา (Ineos) จะต้องขายสโมสรนีซทิ้งก่อนด้วย ซึ่งนีซก็มีเซ็นนักเตะอังกฤษเข้าไปหลายรายในช่วงเดือนก่อนๆที่ผ่านมา แต่ยังไงก็ตามพวกเขาอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงเล่นในการเจอกันเองภายใต้กฎของยุโรปที่ทางยูฟ่าตั้งไว้ หากมีการซื้อแมนยูไนเต็ดเกิดขึ้น

Ineous ยังลงทุนกับรถแข่ง F1 และกีฬาจักรยาน และยังมีทีมฟุตบอลในสวิสอย่าง FC Lausanne-Sport อีกทีม

ครั้งแรกที่ชื่อของเซอร์จิมเข้ามาเกี่ยวในเรื่องที่สนใจสโมสรแห่งนี้ก็คือช่วงเดือนสิงหาคมที่มีข่าวว่าอาจจะขายสโมสร และมีการพูดประเด็นนี้อีกครั้งที่ FT Conference ในช่วงเดือนตุลาคม โดยแรทคลิฟฟ์กล่าวว่า ฝั่งเจ้าของยูไนเต็ดบอกเขาว่า [ไม่ขาย]

"ผมได้เจอโจเอล กับ อัฟรามนะ พวกเขาน่ารักมาก และพวกเขาก็ไม่ต้องการขายสโมสร"

"ถ้ามีการขายในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แน่นอนว่าเราอาจจะเดินหน้าต่อหลังจากกรณีเชลซีเลย แต่เราคงนั่งรออย่างไม่มีจุดหมายไปเรื่อยๆไม่ได้ว่าวันไหนที่เขาจะขายแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดสักที"

แหล่งข่าวอื่นบอกกับทาง Telegraph Sportว่า อย่างไรก็ตาม เจ้าของทีมปีศาจแดงก็ได้เริ่มมีการมองโอกาสและความเป็นไปได้ในการขายแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์

หุ้นของยูไนเต็ดก็ขึ้นทันทีในวันรุ่งขึ้นเมื่อพุธที่ผ่านมา และ "คาดว่า" กลุ่มทุน Ineos ที่เคยยื่นbid ทีมChelsea มาแล้วนี้อาจจะก้าวเข้ามาร่วมหุ้นด้วยนั่นเอง

ทั้งหมดด้านบนนี้คือบทความฉบับเต็มจาก The Telegraph ไม่มีการเสริมเติมแต่งใดๆทั้งสิ้น เป็นรายงานจากนักข่าว Tier 1 อย่าง James Ducker ที่หลายๆคนรู้จักกันดี

ประเด็นแรกก่อนเลยก็คือ จากคำพูดของเซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ เรามองเห็นได้สองเรื่องคือ

-เซอร์จิมสนใจแมนยูไนเต็ดจริงๆ และก็เคยพลาดในรอบเชลซีเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา

-คุยกับเกลเซอร์ และทางนั้นบอกเพียงว่า Not for sale

เรื่องที่ว่ากันว่าเซอร์จิม จะจริงจังกับการเข้าซื้อแมนยูไนเต็ดนั้น คงไม่ต้องสงสัยอยู่แล้ว ทั้งในฐานะแฟนแมนยู และนักธุรกิจที่ลงทุนในหลายๆด้าน โดยเฉพาะฝั่งกีฬาที่มีสโมสรฟุตบอลหลายสโมสร ทั้งยังมีวงการนักปั่นและรถ F1 อีก ซึ่งเกี่ยวกับสโมสรฟุตบอลนั้น เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ และ Ineos เข้าเทคโอเวอร์นีซตั้งแต่ปี 2019 แล้วไม่ใช่ว่าเพิ่งเทคแต่อย่างใด

ตามข้อมูลคือ ไม่จำเป็นต้องขายทีมที่พวกเขาเป็นเจ้าของอยู่อย่างสโมสรนีซก็ได้ สามารถเข้าซื้อแมนยูไนเต็ดได้เลยในฐานะเจ้าของคนเดียวกัน แต่กฎของฟีฟ่าคือสองทีมนี้จะหมดสิทธิ์ลงเล่นเจอกันเอง เพื่อป้องกันการซูเอี๋ยกันของสโมสรแม่-ลูก

ประโยคสำคัญคือ เซอร์จิมบอกว่าเขาคงจะไม่รอไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมายให้เจ้าของประกาศขาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเทคโอเวอร์สโมสรนีซ และตลาดที่ผ่านมาก็มีการดึงนักเตะที่แฟนพรีเมียร์ลีกคุ้นเคยอย่างดีเข้าไปสู่สโมสร เช่นแคสเปอร์ ชไมเคิล / ยืมตัวนิโกลาส์ เปเป้ / เซ็นฟรีอารอน แรมซีย์ กับ รอส บาร์คลีย์ รวมถึงพวกตัวเล็กที่ไม่มีชื่อเสียงมากอย่าง โจ ไบรอัน และ แมดส์ เบค โซเรนเซ่น ไปจากฟูแล่มและเบรนท์ฟอร์ดตามลำดับ

แต่.. ที่เซอร์จิมเคยบอก ดูเหมือนว่าใกล้ความเป็นจริงเข้ามาอีกเล็กน้อย เนื่องจาก Club statement เมื่อวานบอกชัดเจน และเดอะเทเลกราฟ ก็เน้นย้ำว่าทิศทางตรงนี้ยึดจากแถลงสโมสรเช่นกันว่า สโมสรอาจจะมีการ "Reinvestment" ซึ่งเป็นการลงทุนต่อยอดเพิ่มกับสโมสร หรืออาจจะมีการขายก็ได้ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เปิดไว้

การขายที่ว่า แฟนผีคงจะฝันและอยากให้มันเป็นการขายหุ้น ขายสิทธิ์ใหญ่ไปเลยในแบบ Full sale แน่นอน คนเขียนก็หวัง และรอคอยมานานหลายปีแล้วมันก็ยังไม่มีท่าทีใกล้เคียงจะเกิดขึ้นสักที

ขณะที่ใน statement ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด บ่งบอกชัดว่า มันอาจจะเป็น Partly sale ก็ได้ ก็คือ "ขายแค่บางส่วน" ไปเท่านั้น รวมถึงการไปเป็นหุ้นส่วนกับ Third Parties ด้วย

สิ่งที่แฟนแมนยูต้องการคือ Full Sale เป็นเพียงแค่หนึ่งในตัวเลือกที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้

ทุกอย่างยังคงเป็นเพียงแค่ "การคาดการณ์ของสื่อ" เท่านั้น รวมถึงบทความนี้จากเดอะเทเลกราฟด้วยเช่นกันที่ก็ตั้งข้อสังเกตเองจากเรื่องนี้ เพราะเหตุผลในการอ้างอิงคำพูดจาก Sir Jim Ratcliffe ในประโยคที่เขาพูดว่า "If it had been for sale in the summer, yes, we would probably have had a go, following on from the Chelsea thing. But we can't sit around hoping one day Manchester United will become available."

ซึ่งก็อนุมานได้ว่าถ้าเกลเซอร์มีท่าทีพร้อมจะขาย เชื่อว่ากลุ่ม Ineos ของแรทคลิฟฟ์ก็จะลองมาซื้อเลย

อันนี้ถือว่าเมคเซนส์

ผู้เขียนเชื่อเหมือนกันว่า ถ้ามีการเปิดทางจากกลุ่มตระกูลเกลเซอร์ ฝั่งเซอร์จิมก็น่าจะสนใจเลยทันทีเหมือนกัน โดยเงื่อนไขที่ไม่เกี่ยวกับสโมสรนีซว่าจะต้องขายที่นั่นด้วยหรือเปล่า ไม่จำเป็น

แต่อยู่ที่ว่า "ราคา" จะอยู่ตรงไหน และเซอร์จิมต้องการเข้ามาเป็นเจ้าของเต็ม หรือเป็นแค่หุ้นส่วนของเกลเซอร์

มันไม่ใช่แค่ราว 5พันล้านปอนด์ตามข่าว เพราะค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ต้องเข้ามาลงทุนแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างสโมสร จะต้องมีอีกหลายพันล้าน และถ้าเงินต้นในการเทคพุ่งขึ้นไปถึง 8-9000bn งบประมาณทั้งหมดที่ต้องใช้สร้างและซ่อมแซม facilities ต่างๆของสโมสร ก็คงจะบานปลายขึ้นไปหลัก 10,000bn + แน่นอน

เรื่องนี้ไม่ง่าย เซอร์จิมเองก็ไม่อยากจะโดนโก่งแน่นอนเหมือนกัน ในฐานะนักธุรกิจที่มองมิติเชิงการเงินเป็นหลัก ดังนั้นในกรณีของ เซอร์ จิม แรทคลิฟฟ์ ก็จะจบตรงนี้ด้วยข้อสรุปที่ว่า เขาเป็นตัวเก็งที่สนใจการเข้ามาซื้อหุ้นแมนยูไนเต็ดจริงๆ โดยพิจารณาจากแบ็คกราวน์ต่างๆ ก็น่าจะเชื่อได้ว่า อย่างน้อยมีประสบการณ์ มีความเป็นเจ้าของกิจการชั้นนำในด้านกีฬาอยู่

ที่เหลือ อยู่ที่ความเป็นไปได้แล้วว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ไม่มีใครทราบ

แล้วตระกูลเกลเซอร์ อยากจะขายสโมสรนี้จริงๆหรือไม่ หรือแค่จะหาทางรอดและลดความตึงเครียดของสถานการณ์เฉยๆด้วยการที่ทยอยปรับโครงสร้างการถือหุ้นต่างๆของกลุ่มตนเองให้มันดูดี แต่สุดท้ายก็อาจจะกุมอำนาจใหญ่เหมือนเดิม

ให้เลือกว่าอยากจะให้เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ เข้ามาแล้วลองเสี่ยงกับเขาดูหน่อย หรือจะให้ตระกูลเกลเซอร์อยู่แบบนี้ต่อไป

ขอลองสิ่งใหม่มากกว่าที่จะยอมให้ปลิงดูดเลือดและเกาะไปเรื่อยๆไม่มีหยุดหย่อนเช่นนี้ ซึ่งน่ากลัวว่าจะเป็นแบบนั้นไปอีกนาน เพราะอย่างที่ทุกคนเห็นกันว่า ผลงานแมนยูตกมาจะทศวรรษแล้ว แต่มูลค่ากลับมีเสถียรภาพมากๆ

ความแข็งแกร่งของแบรนด์มีสูงขนาดนี้ ใครจะขายง่ายๆ

ถ้าเป็นเรา จะยอมขายสมบัติที่เก็บกินแบบนี้ไปได้อีกนานหรือ?

ยังไม่มีอะไรมายืนยันจากปากคำของฝั่งแมนยูไนเต็ดเลย เพราะมันไม่ใช่การประกาศการขายอย่าง "ตรงๆ" อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ

มันคือแถลงการณ์ที่มีนัยเรื่องการขายจริง แต่ก็ยังพูดถึงเรื่องการพัฒนาสโมสรในระยะ Long-term ซึ่งมีการพิจารณาทางเลือกกลยุทธ์การลงทุนหลายๆอย่าง ซึ่งกล่าวเอาไว้ถึงสามเรื่อง แต่สื่อตีออกมาแค่เรื่องเดียว ทั้งๆที่มันมีทั้ง

1. การลงทุนเพิ่มเติม : Investment

2. การขาย : Sale

3. อื่นๆ : Other transaction

มันค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งนี้คือ "Potentially Sale" ว่าอาจมีการขายเกิดขึ้น ใช้คำว่า "อาจ" เท่านั้น ยังฟันธง100%ไม่ได้ว่าถ้อยแถลงดังกล่าวของเกลเซอร์มันคือการประกาศขายแล้วแน่นอน แค่เปิดการรับพิจารณาเท่านั้น

พูดกันตรงๆคือหากมี bid ในราคาที่ดีเข้ามา เกลเซอร์ก็อาจจะสนใจก็ได้

มีประเด็นอื่นเล็กๆน้อยๆต่อกรณีของบุคคลที่จะเข้ามา bid ซื้อหุ้นสโมสรนั้น ทางกลุ่ม MUST ออกมาแถลงเช่นกันในเรื่องความเป็นไปได้ที่อาจจะมีคนเข้ามาซื้อ หรือเจ้าของใหม่มา MUST กล่าวว่า

"หากมีนักลงทุนหรือเจ้าของใหม่เข้ามานั้น พวกเขาจะต้องให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมสโมสร, จรรยาบรรณ และประเพณีของที่นี่อย่างดีที่สุด และจะต้องลงทุนเพื่อฟื้นฟูยูไนเต็ดให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และจะต้องมีทุนใหม่ๆที่เข้าจับจ่ายเพื่อพัฒนาทีมและสนาม"

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความผิดปกติของการเทรดหุ้นแมนยูไนเต็ดอีก หลังการเปิด statement เมื่อวันก่อน ราคาปิดดัชนีหุ้นสโมสรในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก(NYSE : $MANU) ขึ้นมา 14% สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ก่อนที่จะมีการประกาศข่าวออกมาอย่างเป็นทางการ มีใครบางคนเทรดออฟชั่นไปเป็น LOT 

(Lot Size แบบภาษาชาวบ้านคือ ปริมาณการลงทุนนั่นเอง ถ้าหุ้นขึ้น หน่วยที่เราถืออยู่เช่น 100หุ้น ก็จะเอาราคาไปคูณจำนวนหุ้นที่เราถืออยู่ กำไรก็จะออกมาเป็นส่วนต่างดังกล่าว ยิ่งมี Lot Size เยอะ > หุ้นเยอะ > กำไรก็จะเยอะ กล่าวคือมันเป็นหน่วยวัดของขนาดสัญญาสำหรับการเทรดบนตราสาร CFD ซึ่งสินทรัพย์ทางการเงินทั้ง Forex, Cryptocurrency หรือดัชนีหุ้นต่างประเทศ  โดย 1 Standard Lot = การเทรด 100,000 Units)

ผิดปกติโคตรๆที่มีการเทรดขนาดนี้ ลองดู Volume ของ Options ระหว่างวัน ของวันที่ 22 พฤศจิกายน (วันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นวันที่มีข่าวขึ้นบนหน้าสื่อนั่นเอง) ที่เป็นแบบ Real Time เลือกดูนาทีต่อนาที

เพราะฉะนั้นนี่หมายความว่ามีบางคนที่เกี่ยวพันกับเรื่องนี้ เหมือนอย่างที่ทางทวีตบอกว่า บางคนรู้ล่วงหน้าอยู่เสมอ และอาจมีการปั่นกันอย่างที่เข้าใจ

หลังการประกาศดังกล่าว ไม่มีทางเลือกการเทรด Option ให้กับ holders เลย อันนี้เป็นจุดที่น่าสนใจอย่างมากว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวมันมาก่อนข่าวจะเกิดขึ้น และเป็นเคสคล้ายกับตอนที่ อีลอน มัสก์ พูดว่าสนใจจะซื้อ แล้วหุ้นก็มีการขยับตัวเช่นกัน

สุดท้ายของบทความนี้ ล่าสุดเมื่อมีการประกาศกลยุทธ์ทางเลือกเพื่อขยายธุรกิจของเกลเซอร์ ซึ่งอาจมีการแบ่งขายหุ้นออกไปนั้น ก็ไม่ผิดอะไรจากที่คาดการณ์คือ "สื่อต่างๆเล่นข่าวกันเต็มที่" ว่าใครจะสนใจ หรือพร้อมโดดเข้ามาซื้อสโมสร

แน่นอน เรื่องของใครจะขึ้นมาในเวลานี้ก็ไม่แปลกแล้ว เป็นไปตามกระแสข่าว และก็มาตามนัดจริงๆ

David Beckham

ข่าวจาก Financial Times รายงานว่า เดวิด เบ็คแฮมนั้นเปิดกว้างที่จะพูดคุยกับเหล่าผู้ที่จะเข้ามาลงทุนกับแมนยูไนเต็ด โดยผู้ซื้อเหล่านั้นอาจจะช่วยเบ็คแฮม มาเป็นส่วนช่วยในการเพิ่มโอกาสเทคฯครอบครองสโมสรได้ ตามคำบอกเล่าของผู้สันทัดในเรื่องนี้

โดยความพยายามจากเหล่ากลุ่มทุนผู้เข้ามาซื้อต่างๆที่จะโน้มน้าวเบ็คแฮมให้ได้นั้น เกิดขึ้นหลังจากเจ้าของพิจารณาว่าอาจจะขายได้ ซึ่งมูลค่าน่าจะมากกว่า 7พันล้านปอนด์

Financial Times รายงานเองว่า The current owners said they would “consider all strategic alternatives” so an outright sale is not guaranteed. ซึ่งก็มองตรงกันกับผู้เขียนว่า ด้วยนัยของคำว่า Consider all strategic alternatives มันค่อนข้างชัดว่า นี่คือ "การขายที่ไม่ได้ขาย"

พูดง่ายๆให้คนอ่านเข้าใจว่า อาจมีการขายจริง พร้อมพิจารณาจริง

แต่ไม่ได้บอกว่า "ขายทันที" ซึ่งไม่การันตีใดๆทั้งสิ้น (outright sale is not guaranteed) ทาง FT ก็ยืนยันมาให้สังเกตแบบนี้เหมือนกัน

ผู้เขียนไม่ได้คิดไปเองคนเดียวแน่ๆล่ะงานนี้ว่า มันไม่ง่ายขนาดนั้น ก็อยากให้รู้ว่ามันไม่ง่าย

กลับมาที่เบ็คแฮมกันต่อ หากว่ามีการเคลื่อนไหวจริง พี่เบ็คเอาด้วยจริงๆ ด้วยปูมหลังและความสัมพันธ์โคตรดีกับแฟนบอล ทำให้การมีตำนานเบอร์7อย่าง เดวิด เบ็คแฮม มันจะทำให้ทุกอย่างมีโอกาสสูงขึ้นที่จะสำเร็จ และเขาสำคัญมากสำหรับการประมูล "ถ้ามีเรื่องนั้นเกิดขึ้น"

(ซึ่งต้องรอข่าวกันต่อไป เพราะยังไม่มีอะไรฟันธงเลยว่าเฮียจะเอาด้วยในเรื่องตรงนี้)

นายธนาคารที่รู้กระบวนทางการเงินเหล่านี้กล่าวว่า ยูไนเต็ดอาจจะขายในราคาที่ใกล้หลักเจ็ดพันล้าน และสงครามประมูลก็จะทำให้ราคาตรงนี้พุ่งสูงขึ้นไปอีก

แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเรื่องธุรกิจฟุตบอลกล่าวว่า ขนาด 4-5พันล้านปอนด์ก็ยังถือว่า "โคตรแพงเกินเหตุ" แล้วสำหรับสโมสรที่ไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ในปีที่แล้ว

ด้วยมูลค่าเหล่านี้ที่ว่าอาจจะเป็น 7++bn ทำให้นักลงทุนที่จะเข้ามาต้องระดับมหาเศรษฐีสายป่านยาวจริงๆ ซึ่งต้นทางใช้คำว่า deep pockets เพราะงั้นมันก็คงจะเป็นกลุ่มทุนสองก๊กใหญ่ๆแน่นอนที่จะเข้ามา ถ้าไม่ใช่ก๊กเศรษฐีมะกัน ก็คงจะเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันสายตะวันออกกลาง ที่มีความสนใจสโมสรฟุตบอลอยู่ นักวิเคราะห์ว่าไว้แบบนี้

ถามว่า เบ็คแฮมมีเงินเองคนเดียวมากพอที่จะซื้อเองเลยหรือไม่? คำตอบคือ ไม่

แต่การที่เขามีประวัติและตำนานระดับท็อปโคตรๆกับแมนยูไนเต็ด แค่นั้นก็บ่งชี้แล้วว่า การจะมีเดวิด เบ็คแฮม มาออกหน้าและมีส่วนร่วมนั้น เป็นส่วนสำคัญกับการลงทุนร่วมกันจริงๆ (investment consortium)

แปลไทยให้เป็นไทยง่ายๆคือ ใครที่อ่านพาดหัวและเข้าใจว่าเบ็คแฮมจะมาซื้อแมนยู คือการเข้ามาเป็นเจ้าของเอง ด้วยเงินตัวเอง อันนี้ผิดไปมากพอสมควร

แต่อาจมีความเป็นไปได้ที่เบ็คแฮมจะมาในฐานะเป็นตัวแทนกลุ่มที่มีคอนเน็คชั่นสายสัมพันธ์แนบแน่นกับสโมสรและแฟนบอล และมาในฐานะหน้าตาของกลุ่มการลงทุนร่วมที่ว่าจริงๆ ไม่ว่าจะในนามอะไร หรือกับใครก็ตาม

แค่ชื่อพี่เบ็คออกมา ข่าวก็กระหึ่มแล้วเห็นไหมล่ะ นี่ก็ผู้ทรงอิทธิพลบนโลกคนนึงเลย ไม่ใช่แค่เรื่องซื้อแมนยูไนเต็ดด้วย แต่เป็นทุกเรื่อง

Sir Jim Ratcliffe เศรษฐีคนดังกล่าวแสดงความสนใจยูไนเต็ดมาเมื่อปีก่อน ส่วนกลุ่มผู้ซื้ออื่นๆนอกเหนือจากนี้ที่มีศักยภาพ ก็อาจจะรวมถึงคู่ค่าหุ้นภายในส่วนตัว อย่าง Josh Harris กับ David Blitzer รวมถึง Stephen Pagliuca and Larry Tanenbaum เจ้าพ่อวงการบาสเก็ตบอลที่เป็น shortlist ซึ่งจะซื้อเชลซีเช่นกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

สุดท้ายแล้วสิงห์บลูก็ถูกซื้อโดยกลุ่มทุนมะกันที่นำโดยนักลงทุนสหรัฐอย่าง Todd Boehly ซึ่งลงทุนเป็นเงิน 2.5พันล้านปอนด์

มีนักลงทุนหลากหลายกลุ่มมากที่เคยติดต่อเบ็คแฮมเพื่อคุยความเป็นไปได้และความสนใจของเขาที่จะประมูลซื้อแมนยูไนเต็ด ตามคำยืนยันของแหล่งข่าวใกล้ชิดที่พูดเรื่องนี้ แต่การคุยที่ว่านั้นก็ยังไม่เคยสำเร็จหรือมีความคืบหน้าใดๆ

พูดง่ายๆว่าไม่เคยมีข่าวพี่เบ็คสนใจจะ "ร่วมทุนซื้อแมนยู" อย่างจริงๆจังๆเลย

จนกระทั่งรอบนี้

เกลเซอร์ก็เปิดเป็นนัยๆส่วนหนึ่ง ยังกั๊กๆไว้อีกมากว่า พวกเขาอาจจะพิจารณาขายได้ทันทีเหมือนกัน เป็นoptionที่จะรับพิจารณาในนั้น ดังนั้นเหล่าผู้ลงทุนอาจจะเล็งเห็นว่าจะให้เบ็คแฮมมาเป็นผู้ถือหุ้นร่วม และอาจใช้พี่เบ็คยืนเป็น "หัวหอก"ในตำแหน่งผู้มาประมูลนั่นเอง

ในการสัมภาษณ์กับ Sky Sports ที่รายการ Formula One Grand Prix ที่ไมอามี่เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เบ็คแฮมกล่าวไว้ว่า

"จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่สโมสรแห่งนี้ให้สำเร็จ" กับสโมสรที่ไม่ได้แชมป์ลีกเลยมาตั้งแต่ปี 2013

"มีไม่กี่ทีมที่เผชิญเรื่องราวเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมาได้ แต่คนดูก็ยังล้นสนามอยู่ เพราะงั้นมันจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขึ้น"

ถึงจะแขวนสตั๊ดไป 9 ปีแล้ว เบ็คแฮมยังคงเป็นบุคคลที่มีอิทธิและลงทุนในธุรกิจหลากหลายด้านมากๆ

เขาเป็นเจ้าของร่วมในสโมสร Inter Miami CF เพราะงั้นพี่เบ็คจึงมีประสบการณ์ในการรันสโมสรฟุตบอลมาแล้ว และยังเป็นแอมบาสเดอร์ของฟุตบอลโลกที่ QATAR อีกด้วย

เบ็คแฮมเล่นให้ยูไนเต็ดมาตั้งแต่สมัยเป็นดาวเตะอายุน้อย จนกระทั่งย้ายไป Real Madrid ในปี 2003 หลังแตกหักกับอดีตผู้จัดการทีมอย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างที่รู้กัน

หลัจากนั้นช่วงปลายอาชีพ เบ็คแฮมได้พเนจรไปอยู่กับ LA Glaxy ในสหรัฐ, AC Milan ในอิตาลี รวมถึง Paris Saint-Germain.

การมี "เบ็คแฮม" ไปเป็น "แบ็คอัพ" จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่มทุนต่างๆด้วย และการขาย Chelsea ได้เซ็ตระดับมูลค่าของทีมท็อปๆของพรีเมียร์ลีกเอาไว้ ดังนั้นตระกูลเกลเซอร์ที่ตัดสินใจพิจารณาทางเลือกการขายแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเอาไว้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์นั้น แปลว่าสถิติดังกล่าวของเชลซีอาจจะได้รับการเปรียบเทียบและถูกวางเป็นมูลค่าที่น่าจะแพงกว่าก็เป็นได้

แมนยูไนเต็ดคือหนึ่งใน "แบรนด์กีฬาที่ใหญ่ที่สุด" ขณะที่เหล่าคู่แข่งกันอย่าง Real Madrid กับ FC Barcelona ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากว่าพวกเขาตัดสินใจและควบคุมสโมสรผ่านการลงความเห็นจากภาคสมาชิกต่างๆในสภา และไม่ได้ถือครองโดยใครที่มีอำนาจควบคุมได้เลยเบ็ดเสร็จ

สรุปทั้งหมดจากสถานการณ์ตอนนี้ของPotentialการขาย และรายชื่อผู้สนใจที่กำลังจะมีผุดขึ้นมาต่อจากนี้อีกไปเรื่อยๆเหมือนสปอร์ดอกเห็ดที่กระจายจากข่าวซึ่งแถลงจากสโมสรเช่นนั้น

มันก็คงจะจริงที่เซอร์จิมในฐานะ CEO ของ Ineos อยากได้แมนยูไนเต็ดจริงๆ แต่เกลเซอร์จะยอมขายง่ายๆหรือเปล่า คำว่า not for sale ยังคงทำให้เรารู้สึกว่า มันคงไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้แน่

แต่ที่แน่ๆการเปิดทางเลือกดังกล่าว มันทำให้ "ม้าแข่ง" ปรากฏบนกระดานทันที

อาจเป็นไปได้ทั้งการแย่งกัน bid หรือมีความเป็นไปได้สูงที่ไม่ได้มาแข่งกันเอง อาจเป็นการตั้งตี้ล่าบอส ร่วมมือกันถล่มงานแข่งม้าที่มีคนจัดงานไม่ใส่ใจจะดูแลกิจการ เหมือนเวลามีออแกไนซ์ห่วยๆจัดงานวิ่งแบบไม่สนใจนักวิ่ง และดูแลไม่ดีนั่นแหละ คล้ายๆกัน นักวิ่งก็อาจจะถล่มเม้นเละเทะเหมือนกัน

ม้าแข่งทั้งสอง อาจจะร่วมมือกันก็ได้ นี่ก็ Potential ที่อาจเกิดขึ้นเหมือนกัน ทุกอย่างยังเป็นอนาคตที่อะไรก็เกิดขึ้นได้

ติดตามกันต่อไป เพราะมันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยังไม่ชัวร์สักอย่าง

แต่ถ้าม้าแข่งสองตัวนี้ร่วมมือกันจริงๆ โอกาสก็อาจจะยิ่งสูงขึ้นมามากๆ และช่วยกันภาวนาว่าให้มันเป็นแบบนั้น

ในกรณีที่ผู้จัดอย่างเกลเซอร์แฟมิลี่จะยอมมอบถ้วยรางวัลจริงๆน่ะนะ แต่ถ้าไม่ยอมมอบ ไม่ยอมขาย

เราอาจต้องใช้วิธีอื่นจัดการกับปลิงตระกูลนี้ที่เป็นศัตรูตัวจริง

-ศาลาผี-

References

https://www.telegraph.co.uk/football/2022/11/23/manchester-united-sale-sir-jim-ratcliffe-will-bid-glazers-put/

https://www.ft.com/content/f13c52f6-57c1-4bf8-9dd9-289beec901b1

https://www.football.london/chelsea-fc/news/jim-ratcliffe-man-utd-chelsea-23828058

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด