:::   19:36 - ผลฟุตบอลชายโอลิมปิก2020 : กลุ่มเอ ฝรั่งเศส ชนะ แอฟริกาใต้ 4-3, กลุ่มบี นิวซีแลนด์ แพ้ ฮอนดูรัส 2-3, กลุ่มซี อียิปต์ แพ้ อาร์เจนตินา 0-1, ออสเตรเลีย แพ้ สเปน 0-1, กลุ่มดี บราซิล เสมอ ไอวอรี่โคสต์ 0-0   :::

ความหวังเดียว

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศปีนี้ได้ 4 ทีมครบถ้วนประกอบด้วย สเปอร์ส, แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี และ เซาธ์แฮมป์ตัน

เชลซี เป็นทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบแบบต้องออกแรงเพิ่มเล็กน้อยก่อนเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ในช่วงต่อเวลา แต่กระนั้นก็ยังดีกว่าต้องไปรีเพลย์เต็มแมตช์เหมือนที่ผ่านมา ปีนี้กฎกติกาเปลี่ยนไปในปีนี้เพื่อลดโปรแกรมให้น้อยลง ลุยกันนัดเดียวให้รู้เรื่องไปเลย หาก 120 นาทียังไม่ได้ข้อสรุปก็ว่ากันที่ดวลจุดโทษ

หลังจบเกมที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม พิธีจับสลากรอบตัดเชือกเริ่มขึ้นทันทีก่อนได้ผลประกบคู่อย่างที่หลายคนทราบกันไปแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเปิดศึกกับ สเปอร์ส ขณะที่ เชลซี วัด เซาธ์แฮมป์ตัน 

ทั้งสองคู่หวดกันที่บ้านของสเปอร์ส เอ้ย! สนามกลางเวมบลีย์ ในสุดสัปดาห์ที่ 21 และ 22 เมษายน หรืออีกราวหนึ่งเดือนต่อจากนี้

รอบรองฯ ปีนี้ไม่มีทีมจากลีกรองหลุดเข้ามา ม้ามืดอย่าง วีแกน หนึ่งเดียวจากลีก วัน ที่เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยการพลิกโค่น แมนฯ ซิตี้ ในรอบก่อนหน้านี้ มีอันต้องจอดป้ายหลังพ่ายคาบ้านต่อ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-2 

4 ทีมปีนี้เป็น 3 ทีมในกลุ่มลุ้นท็อปโฟร์ และอีกหนึ่งทีมหนีตายที่หวังไขว่คว้าความสำเร็จในฤดูกาลอันยากลำบากนี้เช่นกัน

แมนฯ ยูไนเต็ด ดีกรีแชมป์ 12 สมัย เป็นรองเพียงอาร์เซน่อล (13 สมัย) ถูกจับสลากให้เป็น "เจ้าบ้าน" ขณะที่ สเปอร์ส ต้องใช้ห้องแต่งตัวทีมเยือนกับการเล่นเวมบลีย์ที่พวกเขาเหมือนเป็นเจ้าบ้านเสียเองมากกว่าเพราะใช้งานมาตลอดในช่วงที่สนามใหม่กำลังก่อร่างสร้างตัว


เนมานย่า มาติช นำผีแดงเข้ารอบตัดเชือก เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ

ไก่เดือยทอง คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาแล้ว 8 ครั้ง ทว่าครั้งล่าสุดต้องย้อนไปในปี 1991 หรือ 27 ปีมาแล้ว ส่วนหนล่าสุดที่ผีแดงได้ฉลองถ้วยอันเปี่ยมมนต์ขลังคือ 2 ปีก่อนในยุค หลุยส์ ฟาน กัล

เชลซี เป็นแชมป์ 7 สมัย และเพิ่งเข้าชิงเมื่อปีที่แล้วก่อนพ่ายอาร์เซน่อลหวุดหวิด ส่วน เซาธ์แฮมป์ตัน มีเกียรติประวัติความสำเร็จในถ้วยนี้น้อยสุดเพียงครั้งเดียวในปี 1976 และเข้าถึงรอบตัดเชือกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003

ในมุมมองร้านพูลถูกกฎหมาย เชลซี กลายเป็นเต็งหนึ่งด้วยความที่ไม่ต้องเจอทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ สเปอร์ส ในรอบตัดเชือก ลูกทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ ข่มเซาธ์แฮมป์ตันอยู่พอสมควร ต่างจากคู่ "ผี-ไก่" ที่เดาได้ยากเหลือเกินว่าใครจะเป็นผู้ชนะ

เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศปีนี้นอกจากเป็นเรื่องของทีมพรีเมียร์ลีกล้วนๆ แล้ว ทั้ง 4 ทีมยังอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกันอย่างมากโดยเฉพาะ 3 ทีมใหญ่ แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี และ สเปอร์ส

ผีแดง, สิงห์บลูส์ และ ไก่เดือยทอง เพิ่งตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปี้ยส์ ลีก ขณะที่ในลีกก็คงยอมรับสภาพยกแชมป์ให้แมนฯ ซิตี้ กันไปแล้ว ลุ้นจริงจังเพียงแค่ติดท็อปโฟร์เพื่อไปลุยถ้วยยุโรปใบโตให้ได้ในฤดูกาลหน้า


เชลซี เหนื่อยถึงต่อเวลาแต่ก็ผ่านเลสเตอร์มาได้

นั่นทำให้ เอฟเอ คัพ กลายเป็นความหวังเดียวในการลุ้นความสำเร็จแบบจับต้องได้ฤดูกาลนี้ 

ก่อนเริ่มฤดูกาล ใครจะคิดล่ะว่า 3 ทีมของ 3 กุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่, อันโตนิโอ คอนเต้ และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ และทำได้เพียงลุ้นสุดตัวกับการมีเพียงแชมป์เอฟเอ คัพ ติดมือ ไม่ใช่พรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ต้องมี 2 คนที่อกหัก หรืออาจชอกช้ำทั้ง 3 หาก เซาธ์แฮมป์ตันของ มาร์ค ฮิวจ์ส ผีเข้าคว้าแชมป์ได้ 

ไม่ว่าหวยจะออกที่ใครก็นับว่า "ล้มเหลว" เมื่อดูจากความคาดหวังของแฟนบอลในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล

แมนฯ ยูไนเต็ด ของ มูรินโญ่ ใช้เงินไม่น้อยกว่า 150 ล้านปอนด์ แต่ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับการเป็นแชมป์เพราะแมนฯ ซิตี้ แสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมกับตำแหน่งแชมเปี้ยนมากกว่า

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังมาเสียท่า เซบีย่า คาบ้านด้วยรูปแบบที่แฟนบอลสุดผิดหวัง ตกรอบแบบน่าอับอาย และไม่มีความประทับใจใดๆ ให้นึกถึง

ส่วนเชลซี ของ คอนเต้ ที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลก่อน ก็ล้มเหลวไม่ต่างกัน ผลงานฤดูกาลนี้ดร็อปลงไปอย่างมาก


สเปอร์ส หวังความได้เปรียบในการเล่นที่เวมบลีย์เป็นตัวแปรล่าแชมป์เอฟเอ คัพ

ทางเดียวที่จะทำให้ฤดูกาลนี้ออกมาดีสุดเท่าที่ทำได้ในช่วงที่เหลือคือ คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ให้ได้ พร้อมกับติดพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก 

เชลซี สุ่มเสี่ยงมากกว่าเพราะรั้งอันดับ 5 ในลีกตอนนี้ และหากยังพลาดท่าในเอฟเอ คัพ อีก ก็คงถึงเวลาที่ อันโตนิโอ คอนเต้ ต้องแยกย้าย

ยี่ห้อ "เสี่ยหมี" โรมัน อบราโมวิช คิดเร็วทำเร็วอยู่แล้ว ขอเพียงเสี้ยวความรู้สึกที่เขาไม่มั่นใจว่ากุนซือคนนี้จะไปต่อไป ก็พร้อมตัดสินใจเชือดทิ้งทันที 

ส่วน มูรินโญ่ มีโอกาสเกาะท็อปโฟร์มากกว่า และหากทำได้ดีหน่อยก็มีแชมป์เอฟเอ คัพ ติดมือ ซึ่งเป็นแชมป์รายการสำคัญใบที่ 3 จากจาก ลีก คัพ และ ยูโรปา ลีก เมื่อฤดูกาลก่อน

แต่ทีมที่ลงทุนมหาศาลขนาดนี้ และเป็นฤดูกาลที่ 2 ที่ควรต้องมีผลงานดีขึ้นกว่าเดิม แชมป์เอฟเอ กับ ตั๋วชปล. คงไม่เพียงพอในความรู้สึกของแฟนผี ไหนจะสไตล์การทำทีมที่ไม่สามารถนำไปอวดอ้างและภาคภูมิใจได้เลย

สเปอร์ส ดูจะมีความกดดันน้อยกว่าเพราะทิศทางของทีมโดยรวมในยุค โปเช็ตติโน่ ถือว่าทำได้ดี เป็นทีมพลังหนุ่มที่มีอนาคต แต่พวกเขาก็ห่างกับการเป็นแชมป์มานานมาก ความสำเร็จล่าสุดคือ ลีก คัพ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 


เซาธ์แฮมป์ตันมีภารกิจสำคัญทั้งในลีกและเอฟเอ คัพ

หลายฤดูกาลที่ผ่านมาได้แค่เฉียด ถึงเวลาบีบหัวใจก็มีอันหลุดโค้งก่อนตลอด ทีมแบบนี้ต้องมีความสำเร็จเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนียวนักเตะตัวหลักเอาไว้ หากยังมือเปล่าทุกฤดูกาลก็คงยากที่จะรั้งนักเตะเอาไว้ได้ต่อให้หลายคนมี "ใจ" อยู่กับทีมก็ตาม

อีกทีมที่เหมือนไม่เข้าพวกอย่าง เซาธ์แฮมป์ตัน ก็ยังมีภารกิจสำคัญในลีกคือ ลุ้นหนีตกชั้นให้ได้ นี่คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุด ทว่าการมาถึงรอบตัดเชือกเอฟเอ คัพ แบบนี้ก็เย้ายวนให้ต้องลุยเต็มร้อย 

นักบุญของ มาร์ค ฮิวจ์ส จึงเหมือนห่วงหน้าพะวงหลัง หากบริหารจัดการไม่ดีก็มีโอกาสสูงที่จะ "พลาด" ทั้งสองอย่าง

หรือถ้าต้องเลือกระหว่าง รอดตกชั้น กับ ได้แชมป์เอฟเอ คัพ อยากรู้ใจแฟนนักบุญจริงๆ ว่าจะเลือกอย่างใด



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด