:::     :::

ซ้อมใหญ่

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน 2561 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
1,476
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
ศึกพรีเมียร์ลีกที่เซนต์ แมร์รี่ ไม่ใช่แค่เกมลีกธรรมดาเกมหนึ่ง แต่มันมีเดิมพันอีกหลายอย่าง
เซาธ์แฮมป์ตัน ต้องการคะแนนอย่างยิ่งเพื่อหนีตกชั้น ขณะที่ เชลซี แม้โอกาสในการเบียดลุ้นแย่งโค้วต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจะเลือนลางแต่ยังไงก็ต้องพยายามไว้ก่อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ลิเวอร์พูล หนึ่งในคู่แข่งที่ทะลุเข้ารอบตัดเชือกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อาจจะมีพะวงในเกมยุโรป อาจจะมีสะดุดบ้าง ดังนั้นใช่ว่าทัพสิงห์บลูส์จะไม่มีโอกาสซะเมื่อไร
หากไม่คิดอะไรมากนี่แหละคือสิ่งที่แฟนๆสีน้ำเงินต้องการคือให้ "หงส์แดง" เข้ารอบบอลยุโรปไปซะเพื่อหวังลึกๆว่าจะมาพลาดในลีกเอา
            
อันโตนิโอ คอนเต้ ปรับทัพจากเกมล่าสุดที่ทำได้แค่เสมอกับ เวสต์แฮม สองตำแหน่ง จุดแรกคือกองหลังที่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น กลับมาลงเล่นอีกครั้ง ส่วนคนที่หายไปคือ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ที่มีข่าวว่าโดนลงดาบฐานโจมตีแผนการทำทีมส่วนอีกตำแหน่งทางขวาใช้ ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า ได้ลงสนามแทน วิคเตอร์ โมเสส
ตำแหน่งอื่นยังเหมือนเดิม ติโบต์ กูร์กตัวส์ เฝ้าเสา กองหลัง แกรี่ เคฮิลล์ สวมปลอกแขนลงสนามต่อเนื่อง แดนกลาง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ จับคู่ เชส ฟาสเบรกาส ส่วนเกมรุก เอแด็น อาซาร์ ประสานงานกับ วิลเลี่ยน กองหน้าใช้ อัลบาโร่ โมราต้า ลงสนามต่อเนื่อง
            
ถือเป็นการได้เจอกันก่อนที่จะฟาดแข้งกันในรอบตัดเชือกฟุตบอลเอฟเอ คัพในวันที่ 22 เมษายนที่เวมบลีย์
แน่นอนเทียบศักยภาพทีมกันแล้ว เชลซี เหนือกว่าชัดเจน แต่ก็อย่างที่รู้ว่าช่วงนี้ทัพสิงห์มีความแน่นอนซะที่ไหน
เกมถือว่าเล่นกันสนุกทีเดียวเพราะทั้งสองทีมต่างต้องการคะแนนด้วยกันทั้งคู่ เชลซี อาจจะบอกมากกว่าแต่จังหวะจบแบบจะแจ้งไม่มีเท่าไร และยิ่งต้องเล่นเกมรุกทำให้บ่อยครั้งเปิดพื้นที่ให้ทีมนักบุญได้ตอบโต้
เซาธ์แฮมป์ตัน อาศัยเกมบุกทางฝั่งซ้ายเป็นหลักจากใช้ความเร็วของ ไรอัน เบอร์ทรานด์ และ ดูซาน ทาดิช ทำให้ทั้ง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า ต้องทำงานหนักมาเป็นพิเศษ
            
และมันก็นำมาซึ่งประตูขึ้นนำของ เซาธ์แฮมปตัน นาทีที่ 21 ปิแอร์ ฮอยแบร์ก จ่ายบอลจากแดนตัวเองทะลุมาทางซ้าย ไรอัน เบอร์ทรานด์ ใช้ความเร็วบวกความแข็งแกร่งกระชากบอลเข้าเขตโทษด้านซ้าย เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า สปีดมาช่วยเต็มที่พยายามจะเบียดแต่เอาไม่ลง สุดท้ายโดนเปิดเข้ากลาง ดูซาน ทาดิช แปด้วยซ้ายเข้าไป
ทั้ง อันเดรียส คริสเตนเซ่น และ แกรี่ เคฮิลล์ ถลำลงไปในขณะที่กองกลางทั้ง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ เชส ฟาเบรกาส ลงมาช่วยไม่ทัน สุดท้ายโดนเจาะตาข่ายไป ขณะที่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ช่วยอะไรไม่ได้เพราะมาปิดที่เสาแรกแล้ว จังหวะโดนยิงก็พยายามพุ่งมาช่วยแล้วแต่ก็ไม่ทัน
            
อันเดรียส คริสเตนเซ่น และ แกรี่ เคฮิลล์ ไม่ใช่นักเตะที่มีความเร็วอยู่แล้ว และบ่อยครั้ง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ต้องดันเกมสูงขึ้นไปช่วยเกมรุก พอโดนตัดบอลก็วิ่งกันหน้าตั้งไปลุ้นกันว่าจะเสียประตูรึเปล่าเท่านั้น
เสียงเชียร์ของแฟน "สิงห์บลสู์" จากที่ส่งเสียง "เชลซี เชลซี เชลซี" ตั้งแต่เริ่มเกมกลับกลายเป็นเสียงเชียร์ของฝั่งเจ้าถิ่นพร้อมความฮึกเหิมที่เทไปอยู่ฝั่งเจ้าบ้านแทบทั้งหมด
เกมรุกที่ใช้ความหวือหวาและต่อบอลจังหวะเดียวของฝั่งสีน้ำเงินบ่อยครั้งกลายเป็นไม่รู้กัน เอแด็น อาซาร์ เล่นยากเกินไปทั้งจังหวะจะไขว้หรือปล่อยหลอก
            
ผ่านครึ่งชั่วโมงของเกม เชลซี ขยับตำแหน่งในแนวรุกสลับ วิลเลี่ยนไปยืนทางฝั่่งซ้ายแล้วให้ เอแด็น อาซาร์ มาเล่นทางขวาบ้าง
บ่อยครั้งผู้มาเยือนคิดอะไรไม่ออกอาศัยลูกวางยาวเข้าเขตโทษแทบไม่ได้ระคายเคืองแนวรับ เซาธ์แฮมป์ตัน ที่รูปร่างสูงใหญ่อยู่แล้วไม่มีปัญหาในการโหม่งสกัด 
สกอร์ 1-0 ของเจ้าบ้านในรูปเกมที่ไม่ได้เป็นรองเลย เป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมของ มาร์ค ฮิวจ์ส ในครึ่งแรก แถม เชลซี ยังไม่ได่ยิงเข้ากรอบเลยแม้แต่หนเดียวจากโอกาสทั้ง 7 ครั้ง
ที่ผ่านมาทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ มักทำได้ดีในครึ่งแรกและไปแย่ในครึ่งหลัง เกมนี้แฟนบอลคงอยากเห็นทีมที่ทำอะไรไม่ได้ในครึ่งแรกกลับมาทำได้ดีในครึ่งหลังกันบ้าง
            
เข้าครึ่งหลัง เชลซี เดินหน้าบุกเหมือนกับในครึ่งแรกแต่เกือบเสียประตูอีกครั้งจังหวะบุกแล้วโดนสวน  วางบอลยาวให้ เชน ลอง ตามไปเก็บบอลก่อนหาช่องยิงด้วยซ้ายบอลมาโดนขาขวาตัวเองแต่ลอยเกือบจะเสียบใต้คานแต่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ บินปัดออกหลังได้หวุดหวิด
กระทั่งหนึ่งชั่วโมงของเกม ผู้มาเยือนก็ต้องสังเวียประตูที่สองจากฟรีคิกทางขวา เจมส์ วาร์ด-เพร้าส์ เปิดบอลลึกมาเสาสอง ยาน เบดราเร็ค สอดมาคนเดียวแปด้วยซ้ายตุงตาข่าย ถือเป็นการประเดิมเกมแรกในพรีเมียร์ลีกด้วยประตู แถมเกมนี้ยังเป็นวันเกิดของเขาอีกด้วย ถือว่าได้รางวัลสองเด้งเลย
            
อันโตนิโอ คอนเต้ ขยับเปลี่ยนตัวทันทีด้วยการส่ง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ กับ เปโดร โรดริเกซ ลงมาแทน อัลบาโร่ โมราต้า และ ดาวิดเด้ ซัปปาคอสต้า และปรับมาเล่นกองหลัง 4 คน
ถามว่ามีอะไรเซอร์ไพรส์มั้ย? ก็ต้องบอกว่าไม่เลย มันเป็นอะไรเห็นมาตลอดช่วงหลังกับการแก้เกมของกุนซือชาวอิตาเลี่ยน เห็นแทบทุกเกม ย้ำว่าทุกเกม!
แต่เกมนี้มันได้ผลเมื่อทีมเล่นลูกเปิดจากด้านข่างบ่อยครั้งก็ต้องส่งกองหน้าตัวใหญ่ลงมา เชส ฟาเบรกาส เล่นฟรีคิกเร็วกลางสนามมาทางซ้าย มาร์กอส อลอนโซ่ ตั้งป้อมวางเข้าเขตโทษบอลมาเข้าหัว โอลิวิเยร์ ชิรูด์ โหม่งบอลเสียบเสาเข้าไปให้ทีมไล่มาเป็น 1-2 มีความหวังในการเก็บแต้มมากขึ้น
เกมของ เซาธ์แฮมป์ตัน ดูเหมือนจะรวนไปเลย และทีมเยือนได้ใจโหมบุกต่อจนมาตีเสมอได้ มาร์กอส อลอนโซ่ ไหลบอลออกทางซ้าย วิลเลี่ยน กระชากไปสุดเส้นหลังก่อนเปิดมาตรงจุดโทษ เอแด็น อาซาร์ มีเวลาเหลือเฟือเพราะยืนอยู่คนเดียวจับบอลก่อนยิงเน้นๆตุงตาข่ายเป็น 2-2
            
สองประตูในเวลา 5 นาทีเกมเทกลับมาอยู่ทางฝั่งของสีน้ำเงินแล้ว
และก็เป็นไปตามคาด เชลซี มาพังประตูแซง วิลเลี่ยน เล่นฟรีคิกมาที่ เอแด็น อาซาร์ ในเขตโทษด้านซ้ายเปิดลึกไปเสาสอง อันเดรียส คริสเตนเซ่น โหม่งเข้ากลางแนวรับเจ้าถิ่นพยายามโหม่งสกัดบอลมาเข้าเท้า โอลิวิเยร์ ชิรูด์ แปแถวจุดโทษบอลเสียบเสาให้ทีมพลิกนำ 3-2
สามประตูในช่วงเวลา 9 นาที คงไม่มีใครคาดคิดว่า เชลซี จะกลับมาได้ขนาดนี้ แม้แต่แฟนบอลสิงห์บลูส์เองก็คงไม่เชื่อ
5 นาทีสุดท้ายของเกม อันโตนิโอ คอนเต้ ปรับทัพมาเล่นในระแบบเดิมอีกครั้งเมื่อถอด เอแด็น อาซาร์ ออกแล้วส่ง วิคเตอร์ โมเสส ลงมาแทน
เซาธ์แฮมป์ตัน โหมบุกหนักจริงแต่ เชลซี ก็ช่วยกันตั้งรับเอาไว้ได้
ถือเป็นชัยชนะอันสวยงามพร้อมความมั่นใจเต็มเปี่ยมแม้ว่าแฟนบอลจะอยากให้นัดนี้เป็นเกมเอฟเอ คัพก็ตาม ก็คงต้องยกเครดิตให้ อันโตนิโอ คอนเต้ หลังจากที่ช่วงหลังแบกรับความกดดันสุดๆ
            
7 คะแนนที่ตามหลังทีมอันดับ 4 แม้จะแข่งมากกว่าหนึ่งเกมแต่อย่างน้อยก็พอให้แต่ละเกมที่เหลือของ เชลซี มีความหมายอยู่บ้าง 
น่าเสียดายที่สัปดาห์ก่อนไปพ่ายให้กับ สเปอร์ส คารัง เมื่อดูจากผลวีคนี้ที่ทัพไก่โดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกทุบคารัง หากเกมนั้นเก็บชัยชนะได้คะแนนไปกลับ 6 แต้ม จะตามหลังคู่รับร่วมเมืองแค่แต้มเดียวเท่านั้น แต่มันผ่านไปแล้วก็ทำอะไรไม่ได้
เกมลีกที่เหลือในฤดูกาลนี้อีก 5 เกมมี เบิร์นลี่ย์ (เยือน), สวอนซี (เยือน), ลิเวอร์พูล (เหย้า), ฮัดเดอร์สฟิลด์ (เหย้า) และ นิวคาสเซิ่ล เยือน เกมสำคัญคงอยู่ที่การเปิดบ้านพบ "หงส์แดง" ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรง
หากช่องว่างของคะแนนบีบเข้าใกล้กว่านี้คงได้มันส์กันแน่นอน เพราะ ลิเวอร์พูล เองมีห่วงในเกมยุโรปอยู่
ช่วงเวลาเร้าใจของฤดูกาลเปิดฉากอีกครั้ง แม้จะไม่ได้ถึงขนาดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ก็ช่วยให้หัวใจกระชุ่มกระชวยกันบ้าง



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด