:::   20:33 - มิลานยันซลาตันตรวจโควิด-19เป็นบวก   :::   16:14 - สิงห์ทางการเซ็นเมนดี้โกลใหม่5ปีพร้อมแข่งสิ้นวีก   :::

ความหวังยังมีอยู่

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2561 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
2,637
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เมื่อเกมที่ดิ อเมริกัน เอ็กซ์เพรสส์ คอมมูนิตี้ สเตเดี้ยม จบลงด้วยผลเสมอ นั่นหมายความว่าโอกาสในการก้าวไปติดท๊อปโฟร์ของ เชลซี ขยับเข้าใกล้ขึ้นมาอีกนิดนึง
เพราะนั่นหมายความว่า สเปอร์ส เก็บแต้มเข้ากระเป๋าได้เพียงแค่คะแนนเดียวจากสองเกมหลังสุด ช่องว่างก่อนหน้าที่ทัพสิงห์จะบุกไปเยือนเทิร์ฟ มัวร์ในคืนวันพฤหัสบดีถูกขยายออกไปเพียง 8 คะแนนเท่านั้น
ซึ่งหากเกมเกมชัยชนะตกเป็นของ เชลซี เท่ากับจะบีบช่องว่างเหลือเพียง 5 คะแนนกับ 4 เกมที่เหลือ ถือว่าได้เสียวเหมือนกัน
แต่เกมนี้มีการปรับทีมอยู่พอสมควรเมื่อมีเกมเอฟเอ คัพรอบตัดเชือกรออยู่ทำให้ อันโตนิโอ คอนเต้ ใช้นักเตะแบบ "ผสม" เมื่อความสดของนักเตะในทีม
               
ไล่ตั้งแต่แนวรับ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ได้กลับมาเล่นเป็นตัวจริงอีกครั้งหลังจากที่โดนดร็อปจากเกมล่าสุดหลังวิจารณ์การทำงานของกุนซือชาวอิตาเลี่ยน ไม่รู้ว่าได้เล่นเพราะดีกันแล้วหรือเพราะไม่มีตัวเลือกนัก โดยคนที่หายไปคือ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ที่ได้พัก ส่วน แกรี่ เคฮิลล์ สวมปลอกแขนกัปตันลงบัญชาเกมรับอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกคนเป็น เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า
วิงแบ็คซ้ายเป็นโอกาสของ เอเมอร์สัน พัลมิเอรี่ ได้ลงทำหน้าที่แทน มาร์กอส อลอนโซ่ ที่ติดโทษแบน ทางขวา วิคเตอร์ โมเสส กลับมาลงสนามอีกครั้งหลังได้พักในเกมที่แล้ว ตรงกลางมีการเปลี่ยนแปลง ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ กลับมาประจำการอีกครั้งหลังหายหน้าไปนาน โดยจับคู่กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ให้ เชส ฟาเบรกาส ที่ลงมาต่อเนื่องได้พักบ้าง
เกมรุกไม่มีชื่อของ วิลเลี่ยน ทั้งในตำแหน่งตัวจริงและตัวสำรอง ส่วน เอแด็น อาซาร์ สแตนบายด์ข้างสนาม โดยส่ง เปโดร โรดริเกซ กับ อัลบาโร่ โมราต้า ทำเกม หน้าเป้าเป็น โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่เพิ่งเป็นฮีโร่กดสองเม็ดให้ทีมพลิกเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-2 
               
เกมรุกของทีมดูเหมือนว่าจะลดประสิทธิภาพลงไปพอสมควรซึ่งมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย 
ข้อดีแน่นอนก็เมื่อขาดสองตัวอันตราย ความระมัดระวังในแนวรับของ เบิร์นลี่ย์ ย่อมผ่อนคลายลง แม้ทั้ง โมราต้า และ เปโดร ไม่อาจประมาทได้ แต่ข้อเสียคือแต่เทียบกันแล้วยังต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพยังเป็นรองการจับคู่ของ อาซาร์ และ วิลเลี่ยน
บากาโยโก้ อาจจะไม่ได้โดดเด่นในเรื่องของการทำเกมรุกอะไรมากนัก แต่สิ่งที่มีคือระเบียบวินัย แม้บ่อยครั้งแฟนสิงห์จะร้องยี้เมื่อเห็นดาวเตะชาวฝรั่งเศสผู้นี้ลงสนาม  
สิ่งที่ไดกลับมาก็คือเกมรุกของทีมดูวูบวาบและรวดเร็วขึ้นกว่าตอนที่ เชส ฟาเบรกาส ลงเล่นพอสมควร เพราะสตาร์ชาวสเปนที่เป็นตัวขับเคลื่อนและกำหนดจังหวะของเกมจะเสียเวลามองเพื่อนอยู่เสมอ และบ่อยครั้งเล่นยากเกินไปจนทีมเสียบอลไปง่ายๆ 
เกมนี้ เชลซี เล่นแบบไม่ต้องคิดมาก เอาบอลไปข้างหน้าให้เร็ว น่าเสียดายที่มันมีแต่ความวูบวาบแต่ประสิทธิภาพน้อยไปหน่อย 
               
แต่ทีมก็มาได้ประตูขึ้นนำแบบมีโชคจังหวะที่ แกรี่ เคฮิลล์ วางบอลยาวจากกลางสนามให้ วิคเตอร์ โมเสส กระชากบอลเข้าเขตโทษด้านขวาก่อนพยายามเปิดมาหน้าประตู นิค โพ๊พ พยายามปัดแต่บอลไปโดน เควิน ลอง ที่พยายามลงมาช่วยเหมือนกันเข้าประตูไปอย่างโชคร้าย 
แน่นอนว่าทุกอย่างเข้าทางผู้มาเยือนทันที แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่แฟนสิงห์อยากเห็นแน่ เพราะเหมือนกับทีมจะกลับสู่วังวนเดิมคือ เล่นช้าลง จ่ายบอลไปมามากขึ้น ไม่เหมือนกับช่วงแรกที่พยายามเอาบอลไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด
สกอร์ขึ้นนำ 1-0 กับฟอร์มที่ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก แต่ต้องยอมรับโอกาสเข้าทำของทีมมีไม่มากนัก เห็นๆก็แค่จังหวะ อัลบาโร่ โมราต้า หลุดไปยิงติด นิค โพ๊พ
แต่เกมรับตัดขาดการเข้าทำของ เบิร์นลี่ย์ ได้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะบอลจังหวะสองที่ต้องยอมรับว่าวันนี้ "สิงห์บลูส์" ทำได้อย่างยอดเยี่ยมแทบจะเก็บได้ตลอดเลย
               
        สกอร์น่าจะขยับเป็น 2-0 อย่างที่สุดจังหวะสวนที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ตัดบอลได้ก่อนจ่ายทะลุช่องทีเดียวให้ อัลบาโร่ โมราต้า สปีดหลุดเดี่ยวเกือบครึ่งสนามไปด้วยกับมือกาวเจ้าถิ่น แต่เหลือเชื่อที่หัวหอกชาวสเปนกลับทำหมูหกยิงหลุดกรอบชนิดที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ผิดหวังสุดๆ
และมันก็เหมือนกับฝันร้ายในทันที เมื่อมีโชคจากการได้ประตู แน่นอนก็ต้องระลึกเอาไว้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับทีมตัวเองเช่นกัน โยฮันน์ เบิร์ก กุดมุนด์สสันได้ตั้งป้อมสับไกหน้าเขตโทษ ติโบต์ กูร์กตัวส์ เตรียมพุ่งอย่างสวยแต่ทว่าบอลดันไปแฉลบ แอชลีย์ บาร์นส์ เปลี่ยนทิศไปทางตรงข้ามกับนายบทวารชาวเบลเยี่ยมสู่ก้นตาข่าย
               
ชั่วโมงนั้นเชื่อได้เลยว่าแฟนๆฝั่งสีน้ำเงินคงส่ายหัวพร้อมกับคิดในใจว่า "อีกแล้วหรอวะ" ที่เกมครึ่งแรกทำได้ดีและมาเละในครึ่งหลัง
โดยเฉพาะ อัลบาโร่ โมราต้า ที่แทบจะกลายเป็นผู้ร้ายในทันทีหลังพลาดโอกาสยิงประตูทิ้งห่างให้กับทีม
แต่ฟ้ายังไม่ใจร้ายจนเกินไปหลังจากนั้น 5 นาทีทีมมาขึ้นนำอีกครั้ง เอเมอร์สัน เปิดบอลจากกราบซ้าย เป้าหมายอยู่ที่ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ แต่บอลเลยไป ยังดีที่มี วิคเตอร์ โมเสส เติมมาในเขตโทษด้านขวาก่อนกดเรียดยัดเสาแรกตุงตาข่ายให้ทีมขึ้นนำอีกหน
หลังได้ประตู อันโตนิโอ คอนเต้ ขยับเปลี่ยนตัวทันทีส่ง เอแด็น อาซาร์ ลงมาแทน อัลบาโร่ โมราต้า ในแนวรุก
จังหวะนี้เองเราได้เห็นกองหน้าชาวสเปนเดินหงุดหงิดสุดๆออกจากสนาม โดนเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนั่งลงที่ซุ้มม้านั่งสำรองถึงขนาดถอดรองเท้าสตั๊ดปาลงพื้นเลยทีเดียว เล่นเอา เชส ฟาเบรกาส เพื่อนร่วมชาติที่นั่งอยู่ข้างต้องเอามือมาแตะที่ไหล่เพื่อเป็นการปลอบใจ
               
สุดท้ายไม่มีดราม่าเพิ่ม เชลซี เก็บสามแต้มสำคัญบีบช่องว่างกับ สเปอร์ส เหลือเพียง 5 คะแนน เพิ่มโอกาสในการุล้นติดท๊อปโฟร์ขึ้นมาหลังจากที่ดูจะมืดมนไปแล้ว
กรณีของ อัลบาโร่ โมราต้า ก็ได้รับความกระจ่างจากทั้งผู้เป็นกุนซือและเจ้าตัวเองว่าไม่ได้หงุดหงิดที่โดนเปลี่ยนตัวออก แต่เป็นเพราะผิดหวังฟอร์มการเล่นของตัวเองมากกว่า
แต่อย่างน้อยเกมนี้ โมราต้า ก็หาช่องเข้าทำและหาจังหวะจบสกอร์ได้ แม้มันจะไม่เป็นประตูก็ตาม นักเตะในทีมถือว่าทำผลงานเฉลี่ยได้ดีกันทั้งทีม แม้ว่า ติโบต์ กูร์กตัวส์ จะไม่ค่อยมีงานทำเท่าไรนัก
               
ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในฤดูกาลนี้ของ เชลซี เลยก็ว่าได้ ทีมชนะสองนัดติด สวนทางกับคู่แข่งที่พลาดคว้าชัยไม่ได้ นักเตะกำลังเล่นด้วยความมั่นใจแม้จะโรเตชั่นแต่ก็เก็บชัยชนะได้
สภาพทีมอยู่ในช่วงที่กำลังเข้าฝักในสองเกมข้างหน้าจะไม่มี มาร์กอส อลอนโซ่ ที่ติดโทษแบนแต่ เอเมอร์สัน ที่ทำหน้าที่แทนถือว่าดีไม่แพ้กันเลย
แน่นอนว่าเกมในวันอาทิตย์แฟนๆคาดหวังให้ทีมคว้าชัยเพื่อทะลุเข้าไปถึงชนะเลยในเอฟเอ คัพ
ไหนๆจะดีแล้วก็ให้มันสุดหน่อยเหอะน่า


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})