:::     :::

อีกก้าวเดียว (เท่านั้น)

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2561 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
3,753
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เกมชี้ชะตาฤดูกาลนี้ของ เชลซี ว่าจะมีโทรฟี่หรือจบด้วยมือเปล่ามี เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นคำตอบรออยู่ที่สนามเวมบลีย์
ด้วยความฮึกเหิมที่เพิ่งจะพลิกสถานการณ์จากตามหลังสองลูกกลับมาคว้าชัยได้ 3-2 ในเกมลีกที่เจอกันมาหมาดๆคงช่วยให้พลพรรคสิงห์บลูส์มีความมั่นใจในการลงสนามเจอกันในเกมนี้
ยิ่งเมื่อดูสถิติในรอบรองชนะเลิศศึกเอฟเอ คัพของทีมที่กำชัยมา 11 จาก 14 ครั้ง แฟนบอลคงคาดหวังให้ตัวเลขขยับเป็น 12 มากกว่าที่จะให้มันหยุดอยู่นิ่งอย่างเดิม
เชื่อได้เลยว่าร้ายทั้งร้อย แฟนๆสีน้ำเงินต่างมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าทีมจะสามารถทะลุเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
ธงของทั้งสองทีมถูดแฟนบอลโบกสะบัดอย่างสวยงาม โดยเฉพาะทางฝั่ง เซาธ์แฮมป์ตัน ที่ดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษ
อันโตนิโอ คอนเต้ ยังใจแข็งใช้ วิลลี่ กาบาเยโร่ เฝ้าเสาอย่างที่ผ่านมาแล้วให้ ติโบต์ กูร์กตัวส์ เป็นสำรอง ส่วนบรรดาแข้งหลักที่ได้พักมาจากเกมล่าสุดอย่าง เชส ฟาเบรกาส, เอแด็น อาซาร์ และ วิลเลี่ยน กลับมาประจำการณ์ตามปกติเหมือนเดิม
               
ที่น่าสนใจคือ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ที่ฤดูกาลนี้เป็นตัวหลักมาตลอดเป็นแค่ตัวสำรอง โดยกัปตันทีมตัวจริงอย่าง แกรี่ เคฮิลล์ ที่ได้ลงเล่นมาอย่างต่อเนื่องและบัญชาเกมอย่างแข็งขันยังคงยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งเซนเตอร์
ถ้าไม่นับตำแหน่งด่านสุดท้ายกับ มาร์กอส อลอนโซ่ ที่ติดโทษแบนแล้วให้ เอเมอร์สัน พัลมิเอรี่ ลงเล่นแทนที่เหลือก็คือตัวหลักของทีม
ออกสตาร์ทเกมในแนวรุกอาจจะปรับการยืนตำแหน่งกันตั้งแต่เริ่ม เอแด็น อาซาร์ ที่ปกติจะอยู่ฝั่งซ้ายแล้ว วิลเลี่ยน อยู่ฝั่งขวา แต่เกมนี้น่าจะมีใบสั่งให้สลับฝั่งกันเล่นเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดของตัวรุกชาวบราซิลมากกว่า ก่อนที่จะคอยสลับฝั่งกันป่วนแนวรับคู่แข่งตลอด
ไม่ว่า เชลซี เก่งกว่า หรือ เซาธ์แฮมป์ตัน อ่อนกว่าและนยังหลอนกับภาพที่เซนต์ แมร์รี่ รูปเกมเป็นทีมสิงโตแห่งลอนดอนที่แทบจะครองเกมไว้ได้ทั้งหมด
               
การประสานงานในแนวรุกดูไหลลื่นขึ้นเมื่อตัวหลักพร้อมหน้าพร้อมตา โดยเฉพาะเรื่องของ "เซนต์" บอลของ เอแด็น อาซาร์ และ เชส ฟาเบรกาส ที่เกือบนำมาซึ่งประตูของทีมจังหวะที่สตาร์เบลเยี่ยมมาพาบอลแหวกผู้เล่นนักบุญก่อนไหลให้ เชส ในเขตโทษด้านขวาตวัดกลับมาให้สับไกเน้นๆแต่ต้องชม มายะ โยชิดะ ที่มาบล็อคไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
โอกาสได้ประตูอีกครั้งจังหวะสวนกลับ เอแด็น อาซาร์ กระชากบอลมาถึงหน้าเขตโทษก่อนไหลมาทางขวาให้ วิลเลี่ยน แต่งเข้าซ้ายก่อนสับไกบอลพุ่งชนคานออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย
สิ่งเดียวที่ดูน่าหงุดหงิดใจไปหน่อยเมื่อสไตล์การบุกเป็นการเล่นตามช่อง และทั้ง วิลเลี่ยน และ เอแด็น อาซาร์ มักจะใช้การเล่นจังหวะเดียวหรือไม่ก็เลี้ยงตะลุยกันเอง ประโยชน์ของ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ เลยดูว่ายังไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่
หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศสมีจุดแข็งอยู่ที่ลูกกลางอากาศแต่เบื่อแบ็คทั้งสองข้างไม่ได้เปิดบอลทุกอย่างก็จบ
               
สิ่งที่น่าแปลกอย่างไม่น่าเชื่อคือเกือบทั้งครึ่งแรก เชลซี เปิดเกมบุกทางกราบซ้าย แต่ เอเมอร์สัน กลับแทบไม่ได้บอลเลย ทั้ง วิลเลี่ยน และ เอแด็น อาซาร์ ยามได้บอลบุกกลับเลือกที่จะตะลุยเลี้ยงไป เลี้ยงตัดเข้ากลาง หรือจ่ายเข้ากลางมากกว่าที่จะไหลมาที่แบ็คบราซิลเลี่ยนผู้นี้
ถ้าไม่เชื่อลองหาเกมย้อนหลังมาดู ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แตกต่างจากเกมที่แล้วอย่างสิ้นเชิงที่ได้บอบบ่อยและได้เปิดก็บ่อยด้วย
ช่วงแรกคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องจังหวะของเกม ตั้งใจหลอกแนวรับคู่แข่ง แต่ว่าดูไปดูมาชักไม่ใช่ เหมือนสองตัวรุกไม่มั่นใจอะไรรึเปล่า แตกต่างกับตอนที่ มาร์กอส อลอนโซ่ ลงสนามแทบจะได้บอลทุกครั้งที่เติมเกมรุก
               
จบครึ่งแรก เชลซี ลุยหนักแต่สถิติยิงเข้ากรอบยังเป็นศูนย์ แต่แนวโน้มและทิศทางของเกมยังถือว่าดีอยู่
และเมื่อเปิดครึ่งหลังมาไม่ทันครบนาทีดี เกมรับที่ทำได้ดีมาตลอดครึ่งแรกของทีมนักบุญก็มาโดนเจาะจนได้จากการโดนยิงเข้ากรอบครั้งแรกจังหวะบอลยาวจากแดนหลัง เอแด็น อาซาร์ เกี่ยวบอลลงแม้หลักไม่ดีแต่ยังไหลมาให้ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ล็อคหลอกแนวรับนักบุญสองจังหวะก่อนจิ้มด้วยขวาเข้าไป ปลดปล่อยทีมขึ้นนำจนได้
ไม่อยากจะบอกว่าสไตล์การพังตาข่ายไม่หนีจาก ลิโอเนล เมสซี่ เท่าไรนะเนี่ย
               
เชลซี ได้ประตูที่ต้องการและต้องชื่นชมหัวหอกชาวฝรั่งเศสที่เล่นจังหวะนี้ได้เนียนเหลือเกิน และมันมาในช่วงเวลาที่ดีจริงๆ
เลยหนึ่งชั่วโมงของเกมมานิดๆ มาร์ค ฮิวจ์ส เริ่มขยับปรับเกมรุกส่ง นาธาน เร้ดมอนด์ และ ดูซาน ทาดิช ลงมาเล่นแทน ปิแอร์ ฮอยเบิร์ก และ เชน ลอง ที่ดูฝืดๆ
ขณะที่ อันโตนิโอ คอนเต้ ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยการถอดตัวรุกอย่าง วิลเลี่ยน ออกแล้วเอา ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ ลงมาเพื่อให้แดนกลางแน่นขึ้น อาจจะไม่บอกว่ามาเน้นรับแต่ในมุมมองของแฟนบอลก็คงคิดแบบนั้นแหละ 
เซาธ์แฮมป์ตัน ที่พยายามบุกเกือบตีเสมอได้ในจังหวะสับไกของ นาธาน เร้ดมอนด์ บอลแฉลบยังดีไม่ห่างตัว วิลลี่ กาบาเยโร่ ล้มตัวปัดได้หวุดหวิด
               
อันโตนิโอ คอนเต้ ขยับเปลี่ยนตัวคนที่สองเอา โปโดร โรดริเกซ ลงมาแทน เชส ฟาเบรกาส เพราะยังไงตรงกลางมี บากาโยโก้ ลงมาแล้ว เลยส่งตัวรุกชาวสเปนที่มีความเร็วมาเล่นเกมรุกฝั่งขวา ซึ่งมันรวมถึงการลงมาช่วยเกมรับทีมในการประกบ ไรอัน เบอร์ทรานด์ ที่มีความเร็วไปในตัว ก่อนที่คล้อยหลังไม่กี่อึดใจจะเอา อัลบาโร่ โมราต้า ลงมาแทน โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ในช่วงสิบนาทีสุดท้าย
และแค่สัมผัสแรกกองหน้าชาวสเปนก็ส่งบอลสู่ก้นตาข่ายได้และเป็นการประสานงานที่เราไม่ได้เห็นมานานในรูปแบบ "สเปน คอนเนคชั่น" เมื่อ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เปิดบอลจากกราบขวาลึกไปเสาสอง อัลบาโร่ โมราต้า เทคตัวคนเดียวโหม่งบอลเสียบเสาเข้าไป สกอร์บอร์ดขยับ 2-0
               
ประตูนี้ทำให้เกมเปิดขึ้นมาทันที ทีมนักบุญเกือบตีไข่แตกแต่จังหวะชาร์จของ ชาร์ลี ออสติน บอลไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย ขณะที่จังหวะตอบโต้ของสิงห์บลูส์ก็เกือบได้ เอแด็น อาซาร์ หลุดเดี่ยวไปสุดเส้นในเขตโทษด้านซ้ายก่อนหักกลับมา อัลบาโร่ โมราต้า แปด้วยซ้ายเน้นๆบอลผ่าน อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ย์ ไปแล้วแต่ เวสลี่ย์ ฮูดท์ สกัดจากระตูหวุดหวิดไม่ทำให้ทีมตามหลังไปมากกว่านี้
สุดท้ายไม่มีอะไรพลิก เชลซี เก็บชัยชนะไปตามความคาดหมาย ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างที่ตั้งใจไว้ในวันที่ 19 พฤษภาคม ที่เวมบลีย์
               
เป้าหมายตำแหน่งแชมป์ไม่ได้ถือว่าไกลเกินไป และมันเป็นเป้าหมายใหญ่ที่ อันโตนิโอ คอนเต้ มุ่งมั่นจะคว้ามาเชยชมให้ได้หลังจากที่ฤดูกาลที่เข้าชิงแต่พ่ายให้กับ อาร์เซน่อล 1-2 อย่างน่าเจ็บใจ
มาปีนี้คงไม่มีอะไรสวยงามไปกว่าการจบซีซั่นด้วยโทรฟี่เอฟเอ คัพเพื่อปลอบใจทั้งตัวเองและแฟนบอลจากความย่ำแย่ทั้งในลีกและบอลยุโรป
แม้ว่าสุดท้ายมันจะไม่เพียงพอแก่การต่ออายุในตำแหน่วงเก้าอี้กุนซือก็ตาม


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด