:::     :::

คุยกับ "โค้ชจุ่น" อนุรักษ์ ศรีเกิด: "เหตุผลที่ผมกลับมาบีจี"

วันอังคารที่ 01 พฤษภาคม 2561 คอลัมน์ ONE MAN SHOW โดย แมน โกสินทร์
14,286
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 2 ปีมาแล้ว หลังจากประกาศลาออกเพื่อรับผิดชอบผลงานในการคุมทีม "โค้ชจุ่น" อนุรักษ์ ศรีเกิด เคยยื่นคำขาดไว้ว่านั่นคือครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะรับงานคุมทีม บางกอกกล๊าส เอฟซี ด้วยหลายๆ เหตุผล แต่ล่าสุดทีม "กระต่ายแก้ว" ได้ประกาศแต่งตั้งเขาขึ้นมากุมบังเหียนอีกครั้งเพื่อหวังกอบกู้วิกฤตทีม อะไรคือสาเหตุที่โค้ชหนุ่มผู้นี้ยอมกลืนน้ำลายตัวเอง มาติดตามจากบทสัมภาษณ์นี้กัน

แมน : สวัสดีครับพี่จุ่น ผมจำได้พี่เคยบอกผมว่าจะไม่กลับมาคุมทีมบางกอกกล๊าสอีกแล้ว ถึงจะมีสัญญาเป็นพนักงานอยู่ก็ตาม อะไรที่ทำให้พี่กลับมารับงานตรงนี้ครับ

โค้ชจุ่น : คือพี่ก็ยอมรับว่าเป็นการกลืนน้ำลายตัวเองอย่างที่แมนบอกน่ะแหละ แต่ทีมบางกอกกล๊าสตอนนี้ กำลังมีปัญหาเรื่องผลงานของทีมและพยายามจะทาบทามโค้ชหลายคนทั้งไทยและต่างชาติ แต่เงื่อนไขต่างๆ มันก็ยังไม่ลงตัว ด้วยปัจจัยทั้งเรื่องขุมกำลังและเป้าหมายของทีมเองด้วย ผมเองในฐานะพนักงานของ บางกอกกล๊าส ก็ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารว่าให้เข้ามาช่วยทีมไปก่อน จนกว่าจะหาโค้ชชาวต่างชาติที่เหมาะสมได้

แมน : ในกลุ่มแฟนบอลเขามองว่ามันคือการวนลูปเดิมๆ เป็นวงจรชีวิตของบีจี คือจ้างโค้ชต่างชาติมา - ปลดออก - ตั้งพี่จุ่นขัดตาทัพ - แล้วก็ตั้งโค้ชต่างชาติคนใหม่ - ปลดออก - แล้วก็ให้พี่ง้วน (สุรชัย จตุรภัทรพงษ์) หรือโค้ชในสังกัดเข้ามาขัดตาทัพ - แล้วสักพักก็หาโค้ชต่างชาติเข้ามาอีก มันเป็นแบบนี้มาเป็น 10 ปีแล้วนะครับ 

วงจรชีวิตของทีมบางกอกกล๊าสที่ถูกวิจารณ์ว่าวนลูปโค้ช

โค้ชจุ่น : พี่เองก็หวังว่าจะสักวันมีโค้ชต่างชาติสักคนที่ลงตัวและยืนระยะพาทีมประสบความสำเร็จได้ เพราะทางสโมสรก็ลงทุนไปเยอะมากกับการคาดหวังให้ทีมประสบความสำเร็จ แต่ที่ผ่านมามันก็ยังไม่คลิกด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง 

แมน : โค้ชต่างชาติจริงๆ ผมว่าที่ผ่านมาหลายคนมีฝีมือเลยนะพี่ อย่าง ริคาร์โด้ โรดริเกวซ หรือ ออเรลิโอ วิดมาร์ บางคนบอกว่าโค้ชพวกนี้หัวแข็ง ไม่ยอมรับคำบัญชาจากผู้บริหาร และมีคลื่นใต้น้ำภายในทีมอย่างหนักก็เลยอยู่ไม่ได้ อันนี้จริงมั้ยครับ

โค้ชจุ่น : ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าสโมสรในบ้านเรา ผู้บริหารทีมก็เข้ามามีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นแทบทุกทีมอยู่แล้ว โค้ชต่างชาติเขายังไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมของเรา พี่ว่าบางครั้งก็ควรรับฟังไว้บ้าง ไม่จำเป็นต้องค้านไปเสียทุกอย่าง แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจก็ต้องอยู่ที่โค้ช อย่าง วิดมาร์ เองผมก็มองว่าเขามีแท็กติกหลายอย่างที่น่าสนใจ เป็นโค้ชที่เก่งมากคนหนึ่ง แต่อาจด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง เขาเป็นคนรั้น การทำงานร่วมกับสโมสรในไทยคงจะลำบากหน่อย

เขาว่าเรารั้นนะ! ออเรลิโอ วิดมาร์ อดีตกุนซือทีมชาติออสเตรเลียและบางกอกกล๊าส

แมน : เห็นแฟนบอลวิจารณ์กันว่า เปลี่ยนนักเตะก็แล้ว เปลี่ยนโค้ชก็แล้ว ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ลองเปลี่ยนผู้บริหารมั้ย แต่มันคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เลยคิดว่าควรจะเปลี่ยนวิธีคิดหรือเปล่า กับการบริหารงานสโมสรให้ไม่เป็นในรูปแบบบริษัทจนเกินไป เพราะที่ไหนก็ตามหากทำงานในรูปแบบบริษัทมันหนีไม่พ้นการเมืองภายในแน่ๆ เข้าใจว่าโค้ชบางทีก็อึดอัดเพราะหัวหน้าเยอะเหลือเกิน เหมือนอย่างถ้าเราเป็นพนักงานปฏิบัติการ แล้วมีหัวหน้าเต็มไปหมด คนนี้ก็หัวหน้า คนนั้นก็หัวหน้า ไม่รู้จะทำตามใครดี การทำงานก็ไม่ราบรื่นนะครับ 

โค้ชจุ่น : ก็จริงครับ แต่เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริง และต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกคน แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจต้องอยู่ที่โค้ช เพราะโค้ชคือคนที่ต้องรับผิดชอบต่อผลงานของทีม

แมน : ตรงนี้พี่จุ่นได้เคลียร์ก่อนรับงานเลยมั้ยครับ ว่าขอให้มีอิสระในการทำงานเต็มที่ จะได้ไม่วนลูปเดิมๆ อีก แล้วจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงสตาฟฟ์โค้ชด้วยมั้ย

โค้ชจุ่น : พี่ไม่เปลี่ยนใครเลย ใช้ทีมงานเดิมทั้งหมด พี่อยู่กับบางกอกกล๊าสมา 6 ปีแล้ว รู้จักนิสัยใจคอของทุกคนดีว่าใครเป็นยังไงบ้าง ใครเป็นคนขี้ฟ้องขี้นินทา พี่รู้หมดแหละ ปัญหาอย่างหนึ่งของเราคือทุกคนในสโมสรสามารถสายตรงถึงผู้บริหารทีมได้ ไม่ต้องนักเตะหรือโค้ชหรอก ใครก็คุยได้หมด บางทีข้อมูลมันก็ไปถึงแบบไม่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งพี่ว่าหลายๆ ทีมก็เป็นเหมือนกันนะ เมื่อวานนี้ (30 เม.ย.) พี่เข้ามาคุมซ้อมวันแรก พี่ก็เรียกสตาฟฟ์โค้ชทั้งหมดเข้ามาคุยกันตรงๆ พี่บอกว่าตอนนี้เรากำลังต้องการความสามัคคีนะ แฟนบอลตำหนิทีมมาก ตำหนิผู้บริหารด้วย ทีมเราไม่ควรมาอยู่ในจุดนี้ ถ้าเผื่อเราพลาดตกชั้น หรือถ้านายเกิดเบื่อกับปัญหาต่างๆ แล้วเลิกทำทีม คนที่เดือดร้อนคือพวกเราที่จะตกงานกันหมด ถ้าเราไม่อยากระหกระเหิน ต้องมาร่วมมือกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถ้ารอดก็รอดด้วยกัน ถ้าพลาดก็จะไม่ได้ทำงานรับเงินเดือนอยู่อย่างมั่นคงกันแบบนี้

แมน : คุยกันตรงๆ น่าจะเข้าใจกันมากขึ้นนะครับ แล้วนักเตะล่ะพี่ เห็นมีข่าวว่าเลกสองเตรียมจะดึง อาเรียล โรดริเกวซ กลับมา

โค้ชจุ่น : พี่อยากได้ทั้ง อาเรียล และ จาสมานี่ (คัมโปส) กลับมานะ เพราะเขาเป็นนักเตะที่สามารถเลี้ยงกินตัวได้ สไตล์การเล่นของพี่จะเน้นแดนกลาง พี่ชอบให้ผู้เล่นต่อบอลและเลี้ยงกินตัวได้ สามารถปิดสกอร์ได้ ไม่ใช้โอกาสเปลือง ซึ่งทั้งสองคนก็เป็นสไตล์ที่พี่ชอบมาก

"กลับมาได้รึเปล่า กลับมาหาชั้นที ได้ไหม คนดี"

แมน : พี่คิดว่าปัญหามันคืออะไรที่บางกอกกล๊าสตกมาอยู่ในโซนตกชั้นแบบนี้ แล้วต้องเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น หรือแท็กติกอะไรเยอะมั้ย

โค้ชจุ่น : ด้วยขุมกำลังนักเตะต่างชาติที่เรามีตอนนี้ เราอาจจะด้อยกว่าแทบทุกทีมในไทยลีกด้วยซ้ำ โอเค แม็ตต์ สมิธ อาจจะโรยราไปบ้าง, มาริโอ (ยูรอฟสกี้) ก็เป็นสไตล์ที่เล่นประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมน้อย เราได้นักเตะอย่าง ฐิติพันธ์ (พ่วงจันทร์) ซึ่งถือเป็นสุดยอดนักเตะคนหนึ่งเข้ามาก็ยังจูนกันกับตัวต่างชาติไม่ได้ ส่วน (เฟเดริก) เมนดี้ ก็ไม่สามารถตอบโจทย์เราในการทำประตู โตติ ที่กำลังเล่นดีมีความทุ่มเทก็มีอาการบาดเจ็บ กองหลังมาเลย์ (กิโก้ อินซ่า) มาได้แป๊บเดียวก็ยังไม่เวิร์ค พี่ว่าปัญหาของเรามันมีอยู่หลาย จุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข

กิโก้ อินซ่า กองหลังลูกครึ่งมาเลย์-สแปนิช ลาทีมไปเรียบร้อย

แมน : เห็นมีข่าวด้วยว่าทีมกำลังมองหานักเตะโควตาอาเซียนคนใหม่ในตำแหน่งกองหน้า อันนี้จริงมั้ยครับ

โค้ชจุ่น : ครับ ตอนนี้พี่ก็กำลังดูโปรไฟล์นักเตะพวกลูกครึ่งฟิลิปปินส์ กับ อินโดนีเซีย อยู่เหมือนกัน แต่ที่สำคัญคือนักเตะไทยต้องเป็นหัวใจหลักให้ทีมได้ คือเกมรุกของเราก็จบสกอร์ไม่ได้ เกมรับก็ยังมีปัญหาคู่เซนเตอร์ดูหลวมไปมั้ย แบ็กขวาก็ยังไม่ลงตัว แบ็กซ้ายพี่ยังมองว่า อภิสิทธิ์ โสรฎา น่าจะเล่นตรงนี้ได้ดี เดี๋ยววันนี้ (1 พ.ค.) เรามีเกมอุ่นเครื่องกับ นอร์ธกรุงเทพ พี่ก็จะทดลองแท็กติกและตัวผู้เล่นที่จะเอาไว้ใช้ไปเยือน เชียงราย ยูไนเต็ด ในเกมต่อไปด้วย

แมน : คุมเกมแรกก็หนักเลยนะครับ เชียงรายเองก็กำลังพยายามเร่งฟอร์มขึ้นมาซะด้วย

โค้ชจุ่น : ใช่ครับ แต่ถ้าเกิดเราเก็บแต้มได้ 1 หรือ 3 แต้มในเกมแบบนี้ก็อาจเป็นการเรียกความมั่นใจของทีมกลับมาได้เหมือนกันนะ  เพราะนัดต่อไป เราจะเล่นในบ้าน 2 เกมกับ แอร์ฟอร์ซ และ สุพรรณบุรี แล้วจากนั้นก็ไปเยือน อุบลฯ กับ บุรีรัมย์ 

แมน : เลกแรกเหลืออีก 4 เกม ส่วนตัวพี่หวังคุมยาวๆ ไปเลยมั้ย ไม่ต้องมาแบบขัดตาทัพ เพราะอย่างเจอ บุรีรัมย์ นี่ก็เลกสองแล้ว น่าจะมีการเสริมผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาได้อีก

โค้ชจุ่น : พี่ไม่แน่ใจเรื่องเลกหนึ่งเลกสองนะว่าเขานับยังไง ถามว่าอยากคุมยาวๆ มั้ยก็คงแล้วแต่ผู้บริหาร พี่ในฐานะพนักงานของสโมสรนี้ก็มีหน้าที่ทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ให้ดีที่สุดเท่านั้นครับ 

แมน : บ้านเราไม่ได้แบ่งเลกแรกกับเลกสองอย่างละ 17 นัดหรอพี่ ตอนนี้ก็เตะมา 13 นัดแล้วเหลืออีก 4 นัดก็ครบครึ่งซีซั่น ผมนึกว่าจะเหมือนกับลีกต่างประเทศที่แบ่งครึ่งฤดูกาลอย่างละครึ่งไปเลย

โค้ชจุ่น : อันนี้พี่ไม่มั่นใจจริงๆ แฮะว่าเขาแบ่งยังไง   

แมน : ผมตามกลุ่มแฟนคลับของ ขอนแก่น เอฟซี อยู่แฟนบอลค่อนข้างนอยด์นะ ที่พี่ถูกดึงกลับไปบีจี เพราะทีมกำลังมีลุ้นเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก บางคนถึงกับตัดพ้อเลยว่าจะเปลี่ยนไปเชียร์ขอนแก่น ยูไนเต็ด แทน

โค้ชจุ่น : มันเป็นสิ่งที่พี่เสียใจเหมือนกันที่ไม่ได้กล่าวอำลาใครที่ขอนแก่นเลย พี่เพิ่งรู้ตัวเมื่อสองวันก่อนนี้เอง แล้วก็ต้องตีตั๋วบินมาทันที รถพี่ยังอยู่ที่ขอนแก่นเลยเนี่ย ยังไม่ได้กลับไปเอาเลย โอเคคือการที่เราเข้ามาทำทีมขอนแก่น เป้าหมายคือเราต้องการพาทีมขึ้นสู่ไทยลีกไปด้วยกัน ทีมสปิริตของเราดีมาก ตอนนี้เราขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ถามว่าจะมีโอกาสเลื่อนชั้นมั้ยล่ะ นักเตะอย่าง ดาร์โก (ทาเชฟกี้) ก็ยังบ่นกับพี่ว่าเขาเลือกมาอยู่ขอนแก่นเพราะมีพี่เป็นโค้ช แต่พี่บอกเขาว่าปีหน้าคุณต้องขึ้นมาเป็นแอสซิสแตนท์ผมนะ อยากให้ปีนี้คุณช่วยเหลือทีมไปก่อน ทีมต้องการคุณนะ พี่มองว่าเขาเป็นนักเตะสไตล์มันสมองที่เก่งมากๆ เขาน่าจะเป็นโค้ชที่ดีอีกคนหนึ่งได้เลย  

ดาร์โก ทาเชฟสกี้ ว่าที่โค้ชคนต่อไปในสังกัดบีจี?

แมน : พี่อยากจะบอกอะไรกับแฟนๆ ขอนแก่น เอฟซี บ้าง

โค้ชจุ่น : ก็คงจะบอกว่า การที่ทีมของเราได้รับการสนับสนุนคอยดูแลจากบางกอกกล๊าส หลายๆ ปัจจัยที่ได้รับทำให้เรามาอยู่ตรงจุดนี้ได้ หากวันหนึ่งบางกอกกล๊าสมีปัญหาจนอยู่ไม่ไหว หรือถ้านายเกิดท้อใจเลิกทำทีมไป สโมสรพันธมิตรทั้งหมดรวมถึงพนักงานและนักเตะทุกคนจะอยู่ได้อย่างไร วันนี้บางกอกกล๊าสต้องการกอบกู้วิกฤต ในฐานะที่เป็นพนักงานคนหนึ่งเราก็ต้องช่วยกันทำให้สโมสรนี้กลับมายืนหยัดให้ได้ก่อนเป็นลำดับแรก

แมน : คิดจะดึงนักเตะจากขอนแก่นมาเล่นกับบีจีในเลกสองมั้ยครับ

โค้ชจุ่น : เอาจริงๆ นะนักเตะที่สามารถพลิกเกมได้ พี่มองว่าในขอนแก่นมีมากกว่าบีจีด้วยซ้ำไป แต่พี่คงไม่ไปดึงมาจากขอนแก่นหรอก น่าจะมองหาในไทยลีกด้วยกันมากกว่า

แมน : ตัวต่างชาติของบีจีตอนนี้โอเคอยู่มั้ย จะถูกโละในเลกสองมั้ยครับ

โค้ชจุ่น : พี่ก็คงต้องเข้ามาดูก่อนว่ารายละเอียดเป็นยังไง อย่าง แม็ตต์ สมิธ ก็คงเล่นปีนี้ปีสุดท้ายแล้ว ปีหน้าเขาคงจะถูกดันขึ้นมาเป็นทีมสตาฟฟ์ เพราะเขามีประสบการณ์มากมายที่จะช่วยเหลือทีมในด้านงานโค้ชให้เราได้ มาริโอ หลายคนบอกว่าเล่นไม่ทุ่มเทเพื่อทีม ก็ต้องมาดูกันว่ายังไง เมนดี้เองก็ยังตอบโจทย์ให้เราไม่ได้เท่าที่ควรในฐานะกองหน้าตัวเป้าน่ะนะ 

เมนดี้ โดนแฟนกระต่ายแก้ววิจารณ์หนักว่าคิดยังไงถึงไปเอามา

แมน : แล้วขอนแก่น จะตั้งใครขึ้นมาแทนพีุ่จุ่นล่ะ พี่ตั้ม (นิรุจน์ สุระเสียง) หรือ เจ (จักรกริช บุญคำ) ที่เป็นผู้ช่วยของพี่หรือเปล่าครับ

โค้ชจุ่น : พี่ยังไม่รู้เลย แต่พี่ก็บอกทั้งตั้มและเจล่ะว่าสักวันหนึ่งคุณต้องขึ้นมาเป็นโค้ชนะ พี่ก็พยายามให้เขาช่วยออกความเห็นเรื่องแท็กติกตลอดในหลายๆ เกม อยากให้เขาได้มีประสบการณ์ เพราะเขาต้องพร้อมที่จะขึ้นมาเป็นเฮดโค้ชเมื่อถึงเวลาแบบนี้

แมน : ยังไงผมตามเชียร์อยู่นะ คราวนี้ขอให้พี่ประสบความสำเร็จ จะคอยให้กำลังใจนะครับ ไว้โอกาสหน้าผมรบกวนใหม่นะพี่

โค้ชจุ่น : โอเคครับ ขอบคุณมากครับแมน


ถ้าชอบก็กดไลค์ ถ้าใช่ก็กดแชร์ นะครับ ("แมน" โกสินทร์ อัตตโนรักษ์)

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด