:::     :::

จับเข่าคุย "จานลุยจิ บุฟฟ่อน" ในวันอำลายูเวนตุส (ตอนที่ 1)

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
3,707
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ปิดฉากเส้นทางลูกหนัง 17 ปีกับยูเวนตุส เป็นที่เรียบร้อย

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา "จานลุยจิ บุฟฟ่อน" ลงเล่นให้กับยูเวนตุส เป็นเกมสุดท้ายไปแล้ว นับว่าเป็นการยุติเส้นทางกับพลพรรค "เบียงโคเนรี่" ลงอย่างยิ่งใหญ่ นับตั้งแต่ย้ายทีมมาในช่วงปี 2001 พร้อมกับพาทีมกวาดแชมป์แตะหลัก 20 โทรฟี่

แม้ว่าสโมสรต่อไปของบุฟฟ่อน ยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่สำหรับแฟนบอล "ม้าลาย" นี่คือนักเตะระดับตำนานของสโมสรที่พวกเขาจะรักไปตลอด ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ยูนิฟอร์มใดก็ตาม

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลาบุฟฟ่อน เพิ่งให้สัมภาษณ์ในหลายๆเรื่อง เกี่ยวกับชีวิตการเป็นผู้รักษาประตูของเขา ทั้งกับสโมสรแรกที่ผูกพันอย่างปาร์ม่า, สโมสรที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้อย่างยูเวนตุส และเกียรติประวัติสูงสุดอย่างการรับใช้ทีมชาติอิตาลี

ทั้งหมดผ่านการสัมภาษณ์จาก "เคราร์ด ปิเก้" กองหลังบาร์เซโลน่า และถูกพิมพ์ลงในเว็บไซต์อย่าง  "The players tribune" เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เราไปติดตามกันเลย 

ปิเก้

"จีจี้, ผมต้องขอขอบคุณมากที่คุณให้เกียรติมาเจอผมที่สนามซ้อมในเมืองตูริน แห่งนี้ ผู้อ่านเรื่องราวของคุณมาพอสมควรเลย ผมทราบมาว่า ครอบครัว และพี่สาวของคุณเป็นนักกีฬาเหมือนกัน"


บุฟฟ่อน

"ใช่แล้ว, ผมมาจากครอบครัวนักกีฬา ผมรู้มาเสมอว่า กีฬาคืออนาคตของผม มันเป็นความคิดที่มาตั้งแต่ที่ผมยังเป็นเด็กแล้ว คุณพ่อ และคุณแม่ของผมเป็นนักกีฬาระดับทีมชาติ"

"พี่สาวของผม 2 คนก็เป็นนักวอลเลย์บอลอาชีพที่ลงแข่งขันในระดับดิวิชั่น 1 ซึ่งพี่สาวคนหนึ่งเคยคว้าแชมป์วอลเลย์บอลระดับทวีปยุโรปด้วย ไม่เหมือนกับผมเลย ผมยังไม่เป็นแบบนั้น"

"ฐานะที่ผมเป็นคนที่อายุน้อยสุดในครอบครัวนักกีฬา ผมต้องการพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง และทำให้ครอบครัวเห็นว่า ผมก็สามารถทำได้เหมือนกัน ผมโชคดีที่ได้เข้าสู่วงการฟุตบอล และได้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู"


ปิเก้

"ช่วยเล่าความทรงจำแรกของคุณที่มีต่อฟุตบอลหน่อย"


บุฟฟ่อน

"ความทรงจำแรกหรอ ? มันเกิดขึ้นตอนผมอายุ 4 ขวบ ในศึกฟุตบอลโลก 1982 โดยตอนนั้นทีมชาติอิตาลี สามารถก้าวไปคว้าตำแหน่งแชมป์โลกมาครองได้เป็นผลสำเร็จ"


ปิเก้ 

"ตอนนั้นผมยังไม่เกิดเลยนะ !! (ปิเก้ เกิดปี 1987)" 


บุฟฟ่อน

"ตอนนั้นผมก็ยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจความหมายของฟุตบอลโลก อย่างไรก็ตาม ผมจำได้เสมอว่า เห็นบรรดาผู้ใหญ่มารวมตัวกันแถวหน้าจอโทรทัศน์ พร้อมกับเชียร์ทีมชาติอิตาลี ด้วยความตื่นเต้น"

"ตอนนั้นผมเล่นฟุตบอลอยู่ด้านนอก และตระหนักแล้วว่า ผมสนุกกับกีฬาประเภทนี้ ผมใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายไปกับการเล่นฟุตบอล พร้อมกับฟังเสียงพวกผู้ใหญ่ตะโกนเชียร์ทีมชาติอิตาลี ด้วยความสนุกสนาน"

ปิเก้

"คุณเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับสโมสรปาร์ม่า พร้อมกับลงเล่นทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกตอนอายุ 17 ปี แถมยังเป็นการเจอทีมยักษ์ใหญ่อย่างเอซี มิลาน พร้อมกันนี้ คุณยังไม่เสียประตูด้วย !!"


บุฟฟ่อน

"ใช่แล้ว, ในช่วงกลางยุค 90 กินเวลารวมราว 10 ปี ปาร์ม่า ถือเป็นหนึ่งในสโมสรที่ยอดเยี่ยมสุดในยุโรป ในรอบ 10 ปีที่ผมกำลังพูดถึง เราคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ 2 ครั้ง รวมถึงโคปป้า อิตาเลีย และยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ"

"แน่นอนว่า เราเป็นทีมในระดับสูง ตอนนั้นเราต่างขับเคี่ยวกับเอซี มิลาน ที่มีกลุ่มนักเตะระดับแชมเปี้ยนส์ อย่างบาจโจ้, เวอาห์, ซาวิเซวิช และมัลดินี่"

"ตอนที่ผมลงเล่นให้กับทีมปาร์ม่า ชุดใหญ่เป็นครั้งแรก (ในช่วงปี 1995, เสมอเอซี มิลาน 0-0) ผมอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น !!!  ผมเพิ่งได้ทราบข่าวว่าตัวเองจะได้ลงในช่วงเช้าวันนั้น ผมภาคภูมิใจ ปราศจากความกลัว"

"ผมแสนมีความสุขกับช่วงเวลาดังกล่าว เพราะมันเป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นว่า บุฟฟ่อน คือใคร ? และบุฟฟ่อน เป็นนายทวารที่เก่งกาจขนาดไหน ซึ่งความสนุกของผม สามารถเอาชนะความกลัวก่อนลงสนามไปได้"


ปิเก้

"จากนั้น ตอนที่คุณอายุ 19 คุณก็ได้ติดทีมชาติอิตาลี ชุดใหญ่ พร้อมกับออกเดินทางไปยังประเทศรัสเซีย (ทำศึกฟุตบอลโลก 1998 รอบคัดเลือก)"


บุฟฟ่อน

"มันเป็นครั้งที่ 5 หรือ 6 ที่ผู้จัดการทีมอย่างเซซาเร่ มัลดินี่ เรียกผมมาติดทีม แต่ผมยังไม่มีโอกาสลงเล่นทีมชุดใหญ่เลย เนื่องจากผู้รักษาประตูอย่างเปรุซซี่ และปายูก้า เหมาะสมกับการทำหน้าที่มากกว่า"

"ย้อนกลับไปตอนนั้น มันเป็นการคัดเลือก เพื่อที่จะไปเวิลด์ คัพ ที่ประเทศฝรั่งเศส เราต้องไปแข่งขันที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย"

" ช่วง 25 นาทีแรก ปายูก้า ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่า และต้องเปลี่ยนตัวออก ผมถูกเปลี่ยนลงไปเล่นแทน ผมเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น และไม่ตื่นการลงสนาม"

"แต่ทุกอย่างดำเนินไปไม่ค่อยดีนัก สภาพสนามถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ แถมมันยังเป็นเกมสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้ารอบสุดท้ายของทีมชาติอิตาลี อีกต่างหาก"

"ผมอบอุ่นร่างกายอยู่ราว 2 นาที จากนั้นก็ลงไปเล่น อย่างที่บอกไป สภาพสนามทำให้ผมรักษาสมาธิได้ยาก ความกลัวเริ่มเข้ามาในจิตใจ ซึ่งผ่านไป 5 นาทีหลังจากที่ผมลงสนามไป รัสเซีย มีโอกาสยิงประตู ทว่าผมเซฟเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด"

ปิเก้

"คุณผ่านฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมา 5 ครั้ง แน่นอนว่า มีผู้เล่นเพียง 3 คนที่สามารถทำแบบนั้นได้ (ส่วนอีก 2 คนคืออันโตนิโอ คาร์บาฮาล อดีตนายทวารทีมชาติเม็กซิโก และโลธาร์ มัทเธอุส อดีตดาวเตะทีมชาติเยอรมัน)"


บุฟฟ่อน

"ผมอยากบอกว่า นอกจากคุณมีความสามารถแล้ว คุณจำเป็นต้องมีความพยายามด้วย เพื่อทดสอบความเจ็บปวดที่เล่นงาน มันเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะมีผู้เล่นเพียงไม่กี่คนที่สามารถเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 5 ครั้ง"

"สำหรับผม มันยอดเยี่ยมมากที่ได้ลงเล่นในเวิลด์ คัพ ที่ทวีปยุโรป 2 หน, เอเชีย 1 หน, แอฟริกา 1 หน และอเมริกาใต้ 1 หน ผมเล่นฟุตบอลโลกในทุกทวีป มันคงเป็นเรื่องพิเศษกว่านี้ หากผมได้ไปเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 6"


ปิเก้

"ช่วงเวลาที่คุณเล่นให้กับทีมชาติอิตาลี คุณสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้ในปี 2006 ช่วยเล่าความทรงจำให้ฟังหน่อยซิ"


บุฟฟ่อน

"นอกเหนือจากชัยชนะ เรามีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศเยอรมัน ชาวอิตาเลี่ยน เดินทางไปที่นั่นเป็นจำนวนมาก และนั่นทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเล่นในบ้านตัวเอง"

"ผมจำได้ถึงความสุขที่มากมายมหาศาล รวมถึงงานปาร์ตี้ และอารมณ์ของการเฉลิมฉลอง ผมไม่เคยรู้สึกว่าโดดเดี่ยวเลย ผมมีความทรงจำที่ยอดเยี่ยม 2 อย่าง"

"นั่นรวมถึงรอบรองชนะเลิศกับเยอรมัน ที่สนามของดอร์ทมุนด์ เราสามารถเอาชนะไป 2-0 มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญมากสุดครั้งหนึ่งในชีวิตผมเลย เมื่อผมย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้ ผมสงสัยว่าตัวเองอดทนต่ออารมณ์ และความตึงเครียดได้อย่างไร"

"ในเกมกับเยอรมัน อารมณ์มันสุดๆไปเลย เราชนะ 2-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เรากลับถึงโรงแรมตอนตี 5 และมีแฟนบอลกว่า 10,000 คนมารอต้อนรับเรา"


ปิเก้ 

"ฟังดูแล้วมันเหลือเชื่อมาก !!!"

บุฟฟ่อน

"หลังจากเราเอาชนะเยอรมัน ในรอบรองชนะเลิศ เราก็ทะลุไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก มันบ้ามากๆ ตอนนี้มันผ่านมา 12 ปีแล้ว ผมมองย้อนกลับไปถึงทีมชาติฝรั่งเศส ชุดนั้น พวกเขาเป็นทีมที่แข็งแกร่งจริงๆ"

"อย่างไรก็ตาม เราคิดว่าเราจำเป็นต้องคว้าแชมป์มาครองให้ได้ แม้ว่าต้องเจอกับยอดทีมก็ตาม เราไม่เกรงกลัว ก่อนเริ่มเกมนัดชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส ผมมีความวิตกกังวลเล็กน้อย"

"ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ผมนอนหลับเพียง 6-7 ชั่วโมง ก่อนเกมกับเยอรมัน ส่วนเกมกับทีมชาติฝรั่งเศส ผมนอนเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ผมรู้สึก

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด