:::     :::

'มูอัมบ้า' กับฝันครั้งใหม่

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2561 คอลัมน์ ฟุตบอลข้างถนน โดย โกสุ่ย
710
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ฟาบริซ มูอัมบ้า ชื่อนี้คงคุ้นหูแฟนบอลเมื่อช่วงประมาณ 6 ปีที่แล้ว กับเหตุการณ์อันน่าตกตะลึงที่เกือบคร่าชีวิตกองกลางรายนี้ไปจากโลก

มันเกิดขึ้นในในวันที่ 17 มีนาคม 2012 หรือก่อนวันเกิดอายุครบ 24 ปี ไม่ถึง 1 เดือน ระหว่างเกม เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ ที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ลงสนามดวลกับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ของ มูอัมบ้า

เกมดำเนินไปตามปกติแต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในครึ่งเวลาแรกเมื่อ มิดฟิลด์รายนี้ล้มลงไปนอนกับพื้นสนาม ไวท์ ฮาร์ท เลน สร้างความตกใจให้กับแฟนบอล รวมไปถึงทีมแพทย์ที่ต้องรีบลงไปปฐมพยาบาลต่างรวดเร็ว

แน่นอน เขาถูกรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อยื้อชีวิต ข่าวออกมาในทางไม่ดี กระนั้นทีมแพทย์ก็ช่วยยื้อกันอย่างสุดความสามารถ

ตามรายงานเผยว่าหัวใจของ มูอัมบ้า หยุดเต้นไปนานกว่า 78 นาที และต้องอยู่บนเส้นระหว่างความเป็นความตายนานถึง 2 วันกว่าที่หัวใจของเขาจะกลับมาเต้นอีกครั้งได้ตามปกติโดยที่ไม่มีเครื่องช่วยกระตุ้น

16 เมษายน หรือหลังวันเกิดครบ 24 ปี ได้ 10 วัน อดีตกองกลางของอาร์เซน่อลออกจากโรงพยาบาล โดยช่วงเวลานับจากนั้นเขาได้ปรึกษากับทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญรวมไปถึงคนรอบข้างจนกระทั่งสรุปว่า 'ขอยุติ' เส้นทางอาชีพนักเตะไว้เพียงเท่านั้น

15 สิงหาคม 2012 ... 


หลังจากวันนั้นผ่านมา 6 ปีเศษ ชีวิตของ มูอัมบ้า ดำเนินต่อไปพร้อมกับต้องเข้ารับการตรวจจากทีมแพทย์อยู่เสมอเพื่อติดตามอาการของหัวใจและสุขภาพที่ยังต้องถูกดูแลเป็นพิเศษ

กระนั้น ... มันไม่อาจจะดึงรั้งให้เขาห่างไกลไปจาก 'โลกลูกหนัง' เพราะช่วงที่ไม่สามารถลงสนามได้ มูอัมบ้า ได้หันเหไปเอาดีทางการเรียนจนจบปริญญาสื่อสารมวลชน และหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ก็ยังผ่านหลักสูตรการจัดการธรุกิจ นอกจากนี้ยังรับบทบาททำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญให้กับสถานีวิทยุ บีบีซี เรดิโอ 5 ไลฟ์

ทุกวันนี้ มูอัมบ้า ได้รับหน้าที่เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้กับทาง สมาคมนักฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ และอีก 1 หัวโขนที่เขาสวม (และต้องการสานต่อในระยะยาว) คือการทำหน้าที่เป็นโค้ชฟุตบอล

ในวัย 30 ปี อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ได้ทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนที่สโมสรรอชเดล ... ที่นั่น เขามีโอกาสเรียนรู้งานและพัฒนาฝีมือด้านการเป็นโค้ชกับ เบร็ตต์ อิสซิตต์ ผู้จัดการทีมเยาวชน

แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องสุขภาพ แต่ด้วยความรักในเกมฟุตบอลและมุ่งหวังนำประสบการณ์ในเส้นทางอาชีพส่งต่อไปที่คนอื่นๆ มูอัมบ้า จึงตั้งใจฝึกฝนและสามารถสอบผ่านหลักสูตรการเป็นโค้ชของ ยูฟ่า ทั้งโปรแกรม บี และ เอ ได้อย่างรวดเร็ว



ความฝันต่อจากนี้


"ในฐานะอดีตผู้เล่น ผมรู้สึกว่าตนเองสามารถนำบางสิ่งมาสู่เกมได้"

"ผมรักการฝึกสอนอยู่เสมอ ... คิดว่าตนเองจะเข้าไปในนั้นได้หรือไม่? ทั้งได้และไม่ได้ แต่เมื่อคุณเริ่มมองไปที่ชีวิตของคุณและหลายสิ่งที่คุณต้องการเป็น เริ่มแรกเลยผมกลัวว่าตัวเองมีความรู้มากพอที่จะสั่งสอนเด็กๆหรือไม่ และผมกังวลกับตัวเองพอสมควร"

"แต่เมื่อเวลาผ่านไป ... ผมมีลูกชายและได้ชมการเล่นของเขา ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยเสมอไปกับบางสิ่งที่ผมได้ยินจากข้างสนาม"

"และ ในฐานะอดีตผู้เล่น คุณมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแบ่งปันความรู้ของคุณ"

"ผมยังหนุ่มและรู้สึกว่าตนเองยังคงมีบางสิ่งที่ต้องพิจารณา ผมต้องการกลับมาในวงการฟุตบอล  ทำในทิศทางที่ถูกต้องและทำให้มั่นใจตนเองเรียนรู้อย่างหนักและเห็นคุณค่าของมัน"

"ผมรักเกมฟุตบอล และคุณสามารถไปถามอดีตผู้เล่นคนไหนก็ได้ว่าสิ่งต่อไปที่ดีที่สุดหลังจากการเล่นคืออะไร และพวกเขาทุกคนจะพูดว่าการเป็นผู้ฝึกสอน"



จุดเริ่มต้นของความฝัน


ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้น และเส้นทางใหม่ของ มูอัมบ้า เริ่มในปี 2015 เมื่อ อเล็กซ์ อิงเกิ้ลธอร์ป ผู้อำนวยการทีมเยาวชนแนะนำให้เข้าไปที่สนามซ้อม เคิร์กบี้ ในเมือง ลิเวอร์พูล

"จากตรงนั้น ผมตระหนักได้ว่ามันคือสิ่งที่ผมสามารถทำได้ ผมเติ่มสนุกกับการเรียนรู้ และค่อยๆทำให้ผมชอบมันมากขึ้นไปเรื่อยๆ"

"ผมเคยทำหน้าที่ในทีมเยาวชน และคุณต้องการสถานที่ที่คุณสามารถฝึกสอนได้ทุกๆวัน แต่ละคนจะบอกกับคุณว่าคุณต้องการใช้เวลาให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้เพื่อเก็บเกี่ยวมันในสนาม"

"แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปอยู่ในสโมสรต่างๆ ผมได้คุยกับ สตีฟ โลมาส ที่มีความกรุณาติดต่อผมให้รู้จักกับ เบร็ตต์ ที่เป็นคนเปิดประตูและมอบโอกาสให้กับผม"

"ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม ผมเข้าไปที่นั่นสัปดาห์ละสองครั้ง และยังได้รับอิสระในการเข้าออกที่นั่น เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง และยังรวมไปถึงการเรียนรู้ถึงการวางแผนในแต่ละช่วง"

"และยังรวมไปถึงการที่ผมสามารถเรียนรู้งานจาก เบร็ตต์ ได้เช่นกัน เพราะเขามีประสบการณ์ในเกมมามากกว่า 20 ปี ชัดเจนว่าผมต้องการจบในจุดที่สูงสุด แต่คุณต้องปฏิบัติได้จริง"

"ทุกๆครั้งที่ผมส่งใบสมัครงานไปยังสโมสรชั้นนำ ผมมักได้รับการตอบกลับมาว่าผมยังมีประสบการณ์ไม่มากพอ"



มุมมองที่เปลี่ยนไป


"ผมคิดว่าในสังคมนี้ คุณต้องหมั่นพัฒนาและเรียนรู้ต่อไป มิฉะนั้นคุณจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง"

"มีหลายคนที่เล่นฟุตบอลซึ่งอาจจะไม่มีทักษะที่สามารถพัฒนาไปจนถึงระดับสูง แต่พวกเขาเล่นด้วยการใช้สมอง"

"ถ้าคุณมีสิ่งนั้น แน่นอนว่าคุณสามารถที่จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับตนเองและสโมสร"

"ผมไม่มีอะไรให้ต้องพิสูจน์ ผมมีชีวิตเพื่อความฝันของตัวเอง สำหรับผม มันเกี่ยวกับการที่ตนเองมีบางสิ่งที่สนุกให้ทำ ติ่นมาตอนเช้าเพื่อวางแผนการประชุม ทำมันเป็นประจำเพื่อพัฒนานักเตะ"



การสนับสนุนจากคู่ชีวิต


"เธอเคยพูดว่า 'เมื่อไหร่คุณจะกลับไปทำมันให้เป็นกิจวัตรเนี่ย?' " มูอัมบ้า ฉีกยิ้มเมื่อกล่าวถึง ชอน่า ภรรยาของตนเอง

"ผมเพียงต้องการทำในช่วงเวลาของผมและไม่ต้องการกำหนดระยะเวลา ถ้าหากว่าผมหรือร่างกายยังไม่รู้สึกว่าพร้อมที่จะทำ ผมก็จะยังไม่ทำแบบนั้น"

"ผมมองไม่เห็นถึงแรงกดดันในการทำเรื่องนั้น มันเกี่ยวกับการออกไป แบ่งปันประสบการณ์ของตนเองให้กับนักเตะดาวรุ่ง และการได้เห็นพวกเขาเติบโตเป็นนักเตะที่ดีขึ้นกว่าเดิม"



ขอเป็นตัวของตัวเอง


แม้ในเส้นทางอาชีพของ มูอัมบ้า จะเคยอยู่ในการดูแลของกุนซือมีชื่ออย่าง อาร์แซน เวนเกอร์, สตีฟ บรู๊ซ และ โอเว่น คอยล์ 

แต่อดีตมิดฟิลด์รายนี้ย้ำว่าตนจะขอเดินไปในทิศทางกุนซือที่ตนเองเป็นคนกำหนด

"ในท้ายที่สุดแล้ว ในฐานะโค้ช คุณต้องเป็นตัวของตัวเอง" มูอัมบ้า ย้ำชัดเจน

"แน่นอนว่าผมสนุกกับการเล่นภายใต้การทำงานของแต่ละคน แต่เมื่อคุณก้าวมาเป็นโค้ชแล้ว คุณต้องมีความคิดและมุมมองของตนเองที่จะส่องสะท้อนไปยังทีมงาน"

"ในส่วนปรัชญาของผมนนั้น ผมต้องกรให้ทีมมีความดุดันมั่นใจ พวกเขาควรที่จะเข้าไปแย่งบอลและดันไปข้างหน้า"

"แม้ในระยะยาว นั่นสามารถหมายถึงทิศทางที่แตกต่าง แต่ผมคิดว่าคุณต้องการพาบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และสร้างความยากลำบากให้คู่แข่ง"



ข้อจำกัดที่ขวางกั้น


แม้จะมีความมุ่งมั่นในการพัฒนางานด้านโค้ช แต่ มูอัมบ้า ยังคงตระหนักว่าตนเองไม่สามารถวิ่งหรือเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเพราะมันจะส่งผลต่อหัวใจของตนเอง

กระนั้นเขาก็พยายามทำสิ่งที่ตนเองจะสามารถทำได้เท่าที่ไม่ไปขัดคำสั่งของแพทย์

"ผมระวังอย่างมากถึงสิ่งที่ผมสามารถทำได้"

"ผมไม่ได้มีส่วนร่วมในการเล่นแบ่งข้างละ 5 คน แต่ผมมีส่วนอย่างมากในการซ้อมเรื่องส่งลูก แต่ผมรู้ตัวดีว่าถ้าสภาพร่างกายไม่พร้อมผมก็จะไม่ทำ"

"ผมกำลังยืนและดูดี ถูกมั้ย? ผมรู้สึกโอเค ผมทานอาหารเพื่อสุขภาพ ผมลงซ้อมกับเทรนเนอร์ประมาณ 2 หรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้กำลังมากมาย"

"เมื่อผมมาที่สนามซ้อม ผมไม่ได้ใช้พละกำลังร่างกายมากจนเกินไป แต่ผมพยายามที่จะมอบความเห็นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"

"ผมปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญของผมอยู่เสมอ คนที่ถามผมตลอดว่าผมกำลังทำอะไร ดังนั้นเราจึงสามารถคุยถึงเรื่องการเดินหน้าต่อไปได้"

"ผมรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่สามารถติ่นนอนและทำสิ่งสิ่งต่างๆในชีวิต นั่นคือพรที่ซ่อนอยู่"

"มีบางคนที่ประสบปัญหาเดียวกันแต่กลับเจอเรื่องที่แย่กว่าผม ผมรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดกับตนเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต แต่ผมรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่ตื่นนอนตอนเช้า ไปที่สนามซ้อมและสนุกกับการใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ"



สิ่งที่พยายามเปลี่ยนแปลง


ช่วงที่ผ่านมา วิฟ แอนเดอร์สัน อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษออกมาโจมตีสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ว่ากีดกันการทำหน้าที่โค้ชของคนผิวสี ซึ่งเป็นกระเด็นร้อนและถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

มูอัมบ้า เห็นด้วย แต่เขากลับมองถึงวิธีการพัฒนาและพร้อมที่จะเปลี่ยนมุมมองนั้น และพยายามลับคมฝีมือและพิสูจน์ออกมาเมื่อได้โอกาส

"ในขอบเขตเรื่องนี้ผมเห็นด้วย ใช่ มันเป็นแบบนั้น"

"มันคือ 1 ในปัญหาเหล่านั้น ผมคิดว่าเรากำลังต่อสู้อย่างจริงอยู่เสมอ แต่ผมไม่รู้ถึงวิธีการที่จะเปลี่ยนเรื่องนี้"

"แต่ในส่วนของผมเองนั้น ผมต้องการทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เตรียมให้ดี และเมื่อโอกาสมาถึงผมก็ต้องการคว้ามันเอาไว้"

"คุณต้องสร้างโอกาสเหล่านั้น ในการที่จะเป็นเช่นนั้นคุณก็ต้องมีความพร้อม"

"การมาที่ รอชเดล ช่วยให้ผมได้เตรียมตัว ดังนั้นเมื่อโอกาสมาถึง ผมจะสามารถให้ตนเองมีโอกาสที่ดีที่สุดได้"



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด