:::     :::

ปัจจัยสู่แชมป์ลา ลีกา ยุคโควิด-19

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ลา ลีกา ยุคโควิด-19 มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จำเป็นต้องเรียนรู้ ใครปรับตัวได้ดีกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ

       ปัจจัยสู่แชมป์ลา ลีกา ยุคโควิด-19 

เกมรีสตาร์ทนัดที่ 28 ผ่านไป ‘การลุ้นแชมป์’ ถือว่าชัดเจนแล้วนะครับ ช่วงที่เหลือเป็นการต่อสู้กันระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ เรอัล มาดริด เพียงเท่านั้น ไม่น่ามีมือที่สามแล้ว ถึงแม้อันดับ 3 อย่าง เซบีย่า ของ โลเปเตกี จะโชว์ฟอร์มได้ดี แต่การตามหลังถึง 11 แต้ม มันห่างเกินไป ยิ่งมองไปยังศักยภาพผู้เล่นและขุมกำลังแล้ว ยอดทีมแคว้นอันดาลูเซียถือว่ายังเป็นรอง 2 ยักษ์ใหญ่เยอะ คงเอื้อมไม่ถึงแชมป์ในปีนี้ 

บาร์ซ่า กับ เรอัล มาดริด ต่างฝ่ายต่างคว้าชัยชนะเหนือคู่แข่งทั้งคู่ โดยทีมของ เซเตียน ชนะ เรอัล มายอร์ก้า 4-0 ส่วน เรอัล มาริด ทุบ เออิบาร์ 3-1 กระนั้น เกมแรกที่ออกมาแม้จะเก็บ 3 แต้มเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันสมควร  

บาร์เซโลน่า รีสตาร์ทก่อนในคืนวันเสาร์ การออกไปเยือน เรอัล มายอร์ก้า ที่ ซอน โมอิกซ์ ในยุคโควิด-19 ที่ยังไม่อนุญาตให้แฟนๆเข้าสนาม ทำให้จ่าฝูงเล่นด้วยความกดดันที่น้อยกว่าเดิม  

เมื่อหนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของทีมเล็กเวลาเล่นในบ้านเจอกับทีมใหญ่มันหายไป เสียงเชียร์ เสียงปลุกเร้าไม่มี  ก็ต้องวัดกันที่สภาพความฟิต,แท็คติกและฝีเท้าล้วนๆ ซึ่งผลก็ออกมาอย่างที่เห็น มายอร์ก้า โดนยำขาดลอย 4-0 

นักเตะบาร์ซ่าเล่นได้เหนือกว่า tempo ดีกว่า แม้จะมีบางช่วงที่แข้ง ‘ชาวเกาะ’ ได้จังหวะขโยกอยู่บ้าง แต่การตั้งรับที่แข็งแกร่งของพวกเขาก็ทำให้การเดินเกมของเจ้าถิ่นไม่เป็นผลอะไรเท่าไหร่ 

นอกเหนือจากแท็คติกการเล่นและคลาสของนักเตะแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สกอร์ขาดลอยก็คือ ‘สภาพร่างกาย’ 

เด็กๆของ กีเก้ เซเตียน แสดงให้เห็นว่าพวกเขาฟิตกว่า ปราดเปรียวกว่า และความอึดมากกว่า สามารถบาลานซ์พละกำลังให้ยืนระยะตลอดเกมการแข่งขันได้

ตรงนี้แหละครับที่ผมมองว่าสำคัญมากๆ สำหรับ ลา ลีกา ในช่วง 2-3 เกมแรกของการรีสตาร์ท

  เพราะฟุตบอลที่หยุดไปนานร่วม 3 เดือน แล้วกลับมาเร่งซ้อมเพื่อให้ร่างกายฟิต ให้ความสัมพันธ์ภายในทีมลื่นไหลอีกครั้ง ให้นักเตะเล่นด้วยจังหวะการเล่นเดิม นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด โดยจุดนี้เริ่มต้นจากร่างกายก่อน ถ้าร่างกายดี ฟิตสมบูรณ์ จะทำอะไรก็ง่าย ซึ่งนี่คือข้อได้เปรียบของทีมใหญ่การฝึกซ้อมมีประสิทธิภาพกว่า มีวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทันสมัย ราคาแพง 

เป็นตัวช่วย ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับระดับฝีเท้าที่เหนือกว่าอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เกมที่เล่นเห็นความแตกต่างชัดเจน 

ตรงจุดนี้ต้องเครดิตกับทีมงานของ เซเตียน โดยเฉพาะ อันโตนิโอ โกเมซ โค้ชความฟิตของทีมที่ทำให้นักเตะฟิตปั๋งชนิดมองไม่ออกว่าหยุดไป 3 เดือน 

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์โควิด-19 ที่นักเตะส่วนใหญ่ต้องอยู่บ้าน ไม่มีทีมงานควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ทำได้เพียงแค่ส่งแบบฝึกซ้อมไปให้ในแต่ละวัน สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ‘วินัยในตัวเอง’ 


บาร์เซโลน่า มีเกมที่สมบูรณ์แบบที่ ซอน โมอิกซ์ ขณะที่ เรอัล มาดริด ต้องแบ่งออกเป็นครึ่งแรกกับครึ่งหลัง 

45 นาทีแรก ลูกทีมของ ซีเนดีน ซีดาน เล่นออกมาได้กร้าวแกร่ง ไหลลื่น และเฉียบคม ออกนำก่อนอย่างรวดเร็วจาก โทนี่ โครส ในนาทีที่ 4 จากนั้น เซร์คิโอ รามอส ควบ 30 หลาขึ้นมายิง 2-0 ก่อนที่ มาร์เซโล่ จะซัด 3-0 ในนาทีที่ 37 ให้ มาดริด จบครึ่งแรกอย่างสวยงาม

แต่ครึ่งหลัง เหมือนหนังคนละม้วน ขุนพล ‘โลส บลังโกส’ แผ่วลงไป ความเข้มข้น ดุดันลดน้อยลงอย่างชัดเจน 

เหตุผลที่ว่าเพราะนำห่าง 3-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก ทำให้ความมุ่งมั่นลดน้อยลงไป เล่นสบายเกินไป สมาธิไม่จดจ่อกับเกมเท่าที่ควรก็ถือเป็นส่วนนึง ทว่าอีกครึ่งนึงของสาเหตุที่มาก็คือสภาพความฟิตนั่นเอง 

เห็นได้ชัดว่านักเตะเรอัล มาดริด ออกอาการล้า สปีดช้ากว่าเดิม ทำให้ไม่อาจครอบครองเกมเอาไว้ได้เหมือนช่วง 45 นาทีแรก เล่นเอา ซีดาน หงุดหงิดลูกทีมตัวเองอย่างมาก 

โชคยังดีที่ เออิบาร์ เกมนี้มีการปรับเปลี่ยนทีมในตำแหน่งสำคัญค่อนข้างเยอะ นักเตะอย่าง ปาเป้ ดิย็อป (มิดฟิลด์ตัวกลาง),โฆเซ่ อังเคล ‘โกเต้’ (แบ็กซ้าย) ไม่ได้ลงสนาม 

ขณะที่ เซร์จี้ เอ็นริช (กองหน้า) กับ เปโดร บีกัส ไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ทำให้การเดินเกมในครึ่งแรกค่อนข้างติดขัด ไม่เช่นนั้น มาดริด อาจลำบากยิ่งกว่านี้ พราะช่วงครึ่งหลังทีมเยือนจากแคว้นบาสก์มีโอกาสพอสมควรที่จะเปลี่ยนสกอร์เป็น  3-2 หรือกระทั่ง 3-3 


ครับ จากนี้ไปการลุ้นแชมป์เรียกได้ว่าเข้าสู่ช่วง 100 เมตรสุดท้ายแล้ว เพราะเหลืออีก 10 เกมเท่านั้น  ซึ่งด้วยระยะห่างเพียง 2 แต้ม สถานการณ์สามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยสำคัญคงอยู่ที่ ความฟิต และสภาพร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 2-3 เกมแรกที่คู่ต่อสู้หลายๆทีมยังไม่เข้าที่ดีนัก ดังนั้นใครเตรียมตัวในช่วงพักโควิดได้ดีกว่า ต่อติดกันเร็วกว่าย่อมมีโอกาสซึ่งยกแรกที่ผ่านตาไป เห็นได้ว่า บาร์ซ่า ดูจะมีเปรียบเล็กๆ 

กระนั้น ด้วยโปรแกรมที่เตะกันถี่ยิบ สัปดาห์นึงหวดกันอย่างน้อย 2 เกม บางวีกเตะ 3 เกมในช่วงเวลา 11 วัน อีกสิ่งสำคัญที่สามารถชี้วัดชัยชนะได้ก็คือการบริหารการจัดการทรัพยากรนักเตะภายในทีม 

ว่าด้วยขุมกำลังของ บาร์ซ่า กับ มาดริด นั้น พูดได้ว่ามีขนาดใหญ่พอๆกัน ดังนั้นจุดแพ้-ชนะ จึงอยู่ที่ว่า เซเตียน หรือ ซีดาน ใครจะโรเตชั่น,เลือกใช้งานนักเตะได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่ากัน

โปรแกรมเตะที่ถี่ยิบเช่นนี้  จะทำอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ,ให้นักเตะในทีมยังสดใหม่ หรือช้ำน้อยที่สุด อีกทั้งยังได้ผลการแข่งขันที่ดีถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก 

ซึ่งมันคือการท้าทายผู้เล่นกุนซืออย่างยิ่ง กับการลุ้นแชมป์ปีนี้ที่อะไรๆก็ใหม่ไปเสียหมด ทั้งคู่ต่างต้องเจอกับสถานการณ์ที่แปลกแตกต่างไปจากเดิม...ซึ่งโดยส่วนตัวใครปรับตัวกับเรื่องที่ว่ามาได้ดีกว่า ทีมนั้นจะเป็นแชมป์ครับ 

เจมส์ ลา ลีกา 


 


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})