:::     :::

ปืนใหญ่สไตล์บราซิเลียน (ตอนจบ)

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
มาต่อในตอนจบสำหรับเรื่องราวของนักเตะบราซิเลียนที่เคยเล่นให้ อาร์เซน่อล ซึ่งตอนนี้จะเป็นอีก 5 คนสุดท้ายที่มี 2 คนในทีมปัจจุบันทั้ง ดาวิด ลุยซ์ และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ รวมด้วย

เดนิลสัน (2006-2013) 

ลงเล่นทั้งหมด : 153 นัด

ในช่วงที่ จิลแบร์โต้ ซิลวา กองกลางชุดแชมป์ไร้พ่ายของ อาร์เซน่อล เริ่มโรยรา มีอีกหนึ่งแข้งบราซิเลียนที่สโมสรดึงมาร่วมทีมหวังให้เป็นตัวตายตัวแทนคือ เดนิลสัน 

เดนิลสัน มีทักษะความสามารถในเชิงลูกหนังที่จะก้าวเดินตายรอยรุ่นพี่ได้ ทว่าการจะประสบความสำเร็จบนเส้นทางลูกหนังก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องของฝีเท้าอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความพร้อมด้านจิตใจ ความมุ่งมั่น และการปรับตัวนอกสนามโดยเฉพาะนักเตะอายุน้อยจากต่างบ้านต่างเมือง 

ในทันที่ย้ายมาจากบ้านเกิดบราซิลด้วยวัยเพียง 18 ปี เดนิลสัน ได้แสดงให้เห็นถึงการเล่นที่น่าจับตามองและจ่ายบอลฉลาด เขาน่าจะเป็นคู่หูในแดนกลางร่วมกับ เชส ฟาเบรกาส ได้หลายปี


เดนิลสัน (ขวา) และพี่ใหญ่ จิลแบร์โต้ ซิลวา

อย่างไรก็ตาม เดนิลสัน กลับไม่รู้สึกคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในอังกฤษ เขาคิดถึงบ้านอย่างมาก รู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยกจากเพื่อนร่วมทีมทั้งเรื่องของอายุและวัฒนธรรม และทำให้อาชีพค้าแข้งในสีเสื้อ "ปืนใหญ่" ไปได้ไม่สุด  

วันเวลาผ่านไป ความคิดถึงบ้านของ เดนิลสัน มีมากยิ่งขึ้นและก็เริ่มส่งผลต่อฟอร์มการเล่นในสนาม "หลังผ่านไป 2-3 ปี ผมก็พบว่ามันยากลำบากจริงๆ ยากมากๆ เลย ในท้ายที่สุด ผมก็บอก เวนเกอร์ ว่าต้องการกลับบราซิล"

เดนิลสัน ย้ายกลับไปร่วมทีม เซา เปาโล ด้วยสัญญายืมตัวหนึ่งฤดูกาลในช่วงซัมเมอร์ 2011 ก่อนขยายสัญญาอีกหนึ่งฤดูกาล ท้ายที่สุด เขายกเลิกสัญญากับ อาร์เซน่อล ในซัมเมอร์ 2013 

ปัจจุบัน เดนิลสัน อายุ 32 ปีแล้วและเพิ่งย้ายกลับมาเล่นในยุโรปอีกครั้งด้วยการเซ็นสัญญากับ สลีม่า วันเดอเรอร์ส ทีมในลีกมอลตา 

อันเดร ซานโตส (2011–2013)

ลงเล่นทั้งหมด : 33 นัด

หลังความปราชัยย่อยยับต่อ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-8 อาร์แซน เวนเกอร์ กระโดดลงตลาดนักเตะใน 2 วันสุดท้ายของซัมเมอร์ 2011 ก่อนกวาดแข้งใหม่เข้าทีม 6 รายประกอบด้วย มิเกล อาร์เตต้า, ยอสซี่เบนายูน, แพร์ แมร์เตซัคเกอร์, ปาร์ค ชู-ยอง, โจเอล แคมป์เบลล์ และ อันเดร ซานโตส

อันเดร ซานโตส มีดีกรีเป็นถึงแบ็กซ้ายทีมชาติบราซิลตัวเลือกรองจาก โรแบร์โต้ คาร์ลอส เขาย้ายมาจาก เฟเนร์บาห์เช่ ในตุรกีและสามารถยึดตำแหน่งแบ็กซ้ายของ อาร์เซน่อล ในทันทีแทนที่ กาแอล กลิชี่ ที่ย้ายไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้


อันเดร ซานโตส ล้มเหลวในสีเสื้อปืนใหญ่

ช่วงแรกของ ซานโตส ทำท่าว่าจะไปได้สวย เขายิงประตูได้ในเกมบุกชนะ เชลซี 5-3 แต่หลังจากนั้นก็เริ่มออกทะเล มัวแต่สนใจเกมรุกตามสไตล์แข้งแซมบ้าทว่าหละหลวมในเกมรับอันเป็นหน้าที่หลัก เขากลายเป็นบ่อน้ำมันของทีมชัดเจน

แต่จุดที่เลวร้ายสุดในสายตาของแฟนบอลปืนใหญ่คือในฤดูกาลที่ 2 ที่เข้าไปขอแลกเสื้อ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ อดีตหัวหอก อาร์เซน่อล ที่เพิ่งย้ายไปร่วมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ตั้งแต่ "ครึ่งแรก" ซึ่งวันนั้น ฟาน เพอร์ซี่ ยิงประตูได้ด้วยในการเผชิญหน้ากับทีมเก่า

วีรกรรมครั้งนั้นของ อันเดร ซานโตส ทำให้ชีวิตค้าแข้งกับ อาร์เซน่อล แทบจบสิ้นลง เขาได้โอกาสลงเล่นเกมลีกอีกเพียง 3 นัดก่อนถูกปล่อยให้ เกรมิโอ ยืมใช้งานและจากนั้นก็แทบไม่มีแฟนปืนใหญ่สนใจเขาอีกต่อไป 

 

กาเบรียล เปาลิสต้า (2015-2017) 

ลงเล่นทั้งหมด : 64 นัด

แฟนบอล อาร์เซน่อล ตั้งความหวังกับ กาเบรียล เปาลิสต้า เอาไว้พอสมควรตอนย้ายมาจาก บียาร์เรอัล เพราะตอนเล่นในสเปนถือว่าเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟที่เล่นได้ค่อนข้างดุดันและมีพาสชั่นสูง

กาเบรียล ทำได้น่าพอใจในช่วงแรกกับ อาร์เซน่อล โดยในนัดประเดิมตัวจริงเกมพรีเมียร์ลีกพบ เอฟเวอร์ตัน ปราการหลังบราซิเลียนได้รับคำชมทีเดียวในจังหวะพุ่งสกัดโอกาสทำประตูของ โรเมลู ลูกากู 


กาเบรียล เกือบจะดีแต่ไม่สุด

อย่างไรก็ตาม แข้งบราซิเลียนมาพลาดในเกมกับ เชลซี ที่เสียท่า ดีเอโก้ คอสต้า ทำให้หลุดเป็นสำรองพักใหญ่ ซึ่งอันที่จริงในช่วงนั้น แนวรับปืนใหญ่รับมือหัวหอกพันธุ์ดุไม่อยู่เลย 

แม้จะมีหลายนัดที่ทำได้ดี แต่จังหวะพลาดของ กาเบรียล เปาลิสต้า ก็ค่อนข้างเข้าตา เขาทำเสียจุดโทษในเกมนอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้แมตช์ ก่อนนั่งสำรองยาวจนกระทั่งย้ายออกไปร่วมทีม บาเลนเซีย ในปี 2017

กับการเล่นในแดนกระทิงดุ กาเบรียล มีความคงเส้นคงวามากกว่าและกลายเป็นตัวหลักของทัพค้างคาวตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา


กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (2019-ปัจจุบัน)

ลงเล่นทั้งหมด : 26 นัด

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ เป็นหนึ่งใน 6 ผู้เล่นใหม่ของ อาร์เซน่อล ประจำซัมเมอร์ที่แล้ว เขาคือคนที่ถูกคาดหวังน้อยที่สุดด้วยความที่เป็นดาวรุ่งอายุเพียง 18 ปี ทว่าสร้างผลงานจนกลายเป็นความหวังใหม่ของ อาร์เซน่อล 

มาร์ติเนลลี่ ย้ายมาจาก อิตัวโน่ ทีมระดับดิวิชั่น 4 ของบราซิล การข้ามฟากมายุโรปและเลือกลุยฟุตบอลอังกฤษที่ได้ชื่อว่าหินโหดอย่างมากเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง แต่เขาสอบผ่านได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก

หัวหอกแซมบ้า ยังไม่ได้โอกาสในเกมพรีเมียร์ลีกช่วงแรกด้วยการที่ทีมมีแนวรุกตัวหลักประจำอยู่แล้วทั้ง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และ อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์ โอกาสส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ฟุตบอลถ้วย 

ผลงานในบอลถ้วยของ มาร์ติเนลลี่ ทำได้ดีเกินคาด เขายิง 2 ประตูในนัดแรกที่เป็นตัวจริงศึกคาราบาว คัพ นัดชนะ ฟอเรสต์ 5-0 อีก 2 สัปดาห์ที่ลงตัวจริงนัดแรกในยูโรปา ลีก ก็หวดอีก 2 ประตูนัดชนะ สตองดาร์ ลีแอช 4-0 โดยระหว่างนั้นได้โอกาสประปรายในฐานะสำรองเกมพรีเมียร์ลีก


มาร์ติเนลลี่ แจ้งเกิดเต็มตัว

มาร์ติเนลลี่ ได้ออกสตาร์ตเกมพรีเมียร์ลีกครั้งแรกในยุค เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก ที่ขัดตาทัพหลัง อูไน เอเมรี่ ถูกปลดออกไป เขาได้เล่นร่วมกับ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และ นิโกล่าส์ เปเป้ ในเกมบุกเยือน เวสต์แฮม  

ดาวรุ่งจากบราซิลไม่ทำให้ ลุงเบิร์ก ผิดหวังเมื่อเล่นได้ดีอีกครั้งพร้อมทั้งยิง 1 ประตูสำคัญให้ทีมตีเสมอ 1-1 ก่อนแซงชนะไปสะใจ 3-1 เก็บชัยชนะให้ทีมเป็นนัดแรกในรอบ 10 นัดหลังสุด 

นั่นทำให้เขาทำสถิติยิงประตูในนัดแรกที่เป็นตัวจริงทั้ง 3 รายการไม่ว่าจะเป็น พรีเมียร์ลีก, คาราบาว คัพ และ ยูโรปา ลีก 

นอกจากการทำประตูที่ดีเกินคาดแล่้ว อีกสิ่งที่แฟนบอลปืนใหญ่ประทับใจในตัว มาร์ติเนลลี่ คือ "ทัศนคติ" เพราะเขาลงเล่นด้วยความมุ่งมั่นเกินร้อย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างมาก ไม่มีภาษากายที่ "เฉื่อยชา" ให้เห็นเลย 

ในทุกครั้งที่อยู่ในสนาม มาร์ติเนลลี่ มีความขยันเป็นเลิศ วิ่งช่วยทีมทั้งเกมรุกและรับ บางจังหวะวิ่งกวดตั้งแต่หน้าเขตโทษคู่แข่งจนถึงหน้าเขตโทษตัวเอง ขึ้น-ลงราวกับนักวิ่งปอดเหล็ก จังหวะสปรินต์รวดเร็ว ทำให้สามารถเบรกเกมของคู่แข่งได้หลายครั้ง

มาร์ติเนลลี่ มีทักษะความสามารถในแบบนักเตะบราซิล หรือ อเมริกาใต้ทั่วไป แต่ไม่ได้เล่นเน้นโชว์ลีลาออกมาพร่ำเพรื่อหรือจ้องสับขาแบบไร้ประโยชน์ เขาเล่นไปตามจังหวะที่ควรเล่น ทำให้การเล่นร่วมกับทีมไม่สะดุด 

หัวหอกอนาคตไกลทำประตูที่ 10 ของฤดูกาลในเกมเยือน เชลซี และเป็นประตูที่แฟนบอลปืนใหญ่ได้อ้าปากค้างหลังวิ่งควบพาบอลลุยตั้งแต่หน้าเขตโทษตัวเองผ่านกลางสนามก่อนหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงประตูอย่างสุดยอด ประตูนี้ได้รับการโหวตจากแฟนบอลให้เป็นประตูยอดเยี่ยมของสโมสรประจำฤดูกาลล่าสุดอย่างไร้ข้อโต้แย้ง 

น่าเสียดายที่ มาร์ติเนลลี่ ได้รับบาดเจ็บหัวเข่าอย่างหนักในช่วงเตรียมทีมก่อนแข่งหลังโควิด-19 ทำให้ต้องเข้ารับผ่าตัดและพักหลายเดือน  

หากเจ้าตัวไม่เจ็บเสียก่อน อาร์เซน่อล ในยุค มิเกล อาร์เตต้า น่าจะได้ลุ้นโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก สนุกแน่ในช่วงท้ายฤดูกาล 

ดาวิด ลุยซ์ (2019-ปัจจุบัน)

ลงเล่นทั้งหมด : 43 นัด

ดาวิด ลุยซ์ ย้ายฉุกละหุกมาร่วมทีม อาร์เซน่อล ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ ในวันสุดท้ายของตลาดซัมเมอร์ 2019 เพื่อเป็นตัวแทนของ โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ ที่ตัดสินใจแยกทางเพื่อกลับไปทิ้งทวนในลีก เอิง ร่วมทัพ บอร์กโดซ์

ลุยซ์ มีช่วงเวลาทั้งดีและแย่ในการเล่นให้ปืนใหญ่ตลอดฤดูกาลแรกที่ลงสนามมากถึง 43 นัดในทุกรายการ และปิดท้ายด้วยตำแหน่งแชมป์เอฟเอ คัพ 

แนวรับจอมเก๋าทำประตูแรกและเป็นประตูชัยให้ทีมชนะ บอร์นมัธ 1-0 และยิงได้อีกในเกมเสมอ คริสตัล พาเลซ 2-2 

ทว่าก็ทำเสียจุดโทษรวมกันมากถึง 5 ครั้ง มากกว่านักเตะทุกคนในหนึ่งฤดูกาล และเกิดขึ้นในเกมใหญ่ทั้งวันที่พบ ลิเวอร์พูล, กลับไปเยือนถิ่นเก่า เชลซี และเกมรีสตาร์ตพรีเมียร์ลีกที่พ่ายต่อ แมนฯ ซิตี้ ยับ 0-3


ลุยซ์ ผ่านฤดูกาลแรกทั้งดีและแย่

เกมที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม คืนวันย่ำแย่สุดของ ลุยซ์ ในการเล่นให้ อาร์เซน่อล เขาถูกส่งลงเป็นสำรองแทน ปาโบล มารี ที่เจ็บ วันนั้น ลุยซ์ หลุดฟอร์มไม่เหลือชิ้นดีทั้งสกัดพลาดนำไปสู่การเสียประตูแรก ต่อด้วยทำเสียจุดโทษ และปิดท้ายได้ใบแดง ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 25 นาที

ทว่าเมื่อ มิเกล อาร์เตต้า ปรับการเล่นเป็นปราการหลัง 3 คนในช่วงท้ายฤดูกาล ดาวิด ลุยซ์ เริ่มเรียกฟอร์มที่ดีกลับคืนมาได้ เขากลายเป็นหัวใจสำคัญในแผงหลังของทีมที่มีความลงตัวมากขึ้น ผิดพลาดน้อยลง และไม่เสียประตูเละเทะเหมือนช่วงก่อนหน้านี้

ความเก๋าและประสบการณ์ของแนวรับวัย 33 ปีช่วย อาร์เซน่อล ได้อย่างมากในเส้นทางสู่แชมป์เอฟเอ คัพ สมัย 14 เขาเล่นได้อย่างโดดเด่นทั้งรอบตัดเชือกที่ชนะ แมนฯ ซิตี้ 2-0 และรอบชิงชนะเลิศที่ชนะทีมเก่า เชลซี 2-1 

แม้ในภาพรวม การเล่นของ ดาวิด ลุยซ์ จะคาดหวังถึงฟอร์มการเล่นอันสม่ำเสมอในทุกนัดได้ยาก แต่ อาร์เตต้า มองว่าความเป็นผู้นำของเซนเตอร์หัวฟูยังเป็นประโยชน์สำหรับทีมและได้ต่อสัญญาออกไปอีก 1 ฤดูกาล เพื่อทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้ 2 น้องใหม่ทั้ง วิลเลี่ยม ซาลีบา และ กาเบรียล มากัลเญส ที่เพิ่งย้ายมาในฤดูกาลนี้ 

---------- 

นอกเหนือจาก 10 คนจากทั้ง 2 ตอนของเรื่องราวปืนใหญ่สไตล์บราซิเลียน ยังมีแข้งสายพันธุ์แซมบ้าที่เคยอยู่ในสังกัด อาร์เซน่อล อีก 2 รายคือ เปโดร โบเตลโญ่ กับ เวลลิงตัน ซิลวา ทว่าไม่เคยได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่

ขณะที่ เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา อีกหนึ่งแข้งที่เล่นให้ปืนใหญ่ระหว่างปี 2007 ถึง 2010 ก็เป็นนักเตะบราซิเลียนเช่นกันแต่เลือกเล่นให้ทีมชาติโครเอเชีย 

ต่อจากนี้ก็ต้องตามดูผลงานของ วิลเลี่ยน และ กาเบรียล มากัลเญส ว่าจะตามรอยก๊วนแซมบ้าคนอื่นไปในทิศทางใดระหว่าง

"สร้างชื่อ" หรือ "สร้างเรื่อง" 


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด