:::     :::

"โครเอเชีย" ผู้แพ้โลก "ไม่ลืม"

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม 2561 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
2,236
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
แม้ว่าเส้นทางลูกหนังของทัพโครเอเชียจะไม่หวือหวาเฉกเช่นทีมระดับหัวกะทิของโลก แต่ด้วยสปิริตและหัวจิตหัวใจของนักสู้นั่นต่างหากที่ทุกคนต้องซูฮก

ทันทีที่สิ้นเสียงนกหวีดยาวเหล่าขุนพลตราไก่ฝรั่งเศสทั้งตัวจริงตัวสำรองบรรดาสต๊าฟรวมถึง ‘ดิดิเย่ร์ เดสช็อง’ ต่างกระโดดลิงโลดกอดกันกลมด้วยความดีใจแบบสุดๆ หลังสามารถคว้าแชมป์โลก 2018 ได้สำเร็จ พร้อมกับปลดแอกความล้มเหลวของทีมนับตั้งแต่ปี 1998 ได้สำเร็จ

ภาพเก่าถูกนำมาฉายซ้ำ เหมือนในวันที่ฝรั่งเศสขึ้นโพเดี่ยมชูถ้วยเวิลด์คัพที่ฟร็องค์ 98 เป็นครั้งแรก

แน่นอนว่าการชิงชัยหาแชมป์ในรายการเมเจอร์ใหญ่ๆระดับนี้ ผู้ชนะย่อมปลดปล่อยอาการสะใจอย่างสุดเหวี่ยงอยู่แล้ว เพราะมันเป็นความสำเร็จที่มาจากความพยายามความทุ่มเท จนกลายเป็นบันทึกหน้าใหม่ของทีมที่โลกต้องจารึกไว้ว่านี่คือ“แชมป์ฟุตบอลโลก”

กลับกันสำหรับผู้แพ้ก็ต้องนั่งคอตกทำได้แต่เพียงจำนนต่อความพ่ายแพ้ที่มาพร้อมกับคำว่า “โลกไม่จำ”

แต่สำหรับ ‘โครเอเชีย’ ทีมนี้มันไม่ใช่....

แม้จะเป็นเพียงรองแชมป์โลก ทำได้แค่รับบทเป็น‘พระรอง’แต่ทีมตราหมากรุกกลับมีเรื่องราวให้พูดถึงมากมายในฐานะทีมฟุตบอลที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าคือหนึ่งในทีมที่มีสปิริตยอดเยี่ยม

หากเรามองย้อนไปปี 1998 โครเอเชียทำได้ดีที่สุดคือการคว้าอันดับ3 มาครอง ทั้งที่ก่อนการแข่งขันพวกเขาถูกมองว่าเป็นแค่ "ไม้ประดับ" ของทัวร์นาเม้นต์

ใครเลยจะรู้ว่าพวกเขาผ่านเข้าถึงรอบตัดเชือกก่อนที่จะถูกคู่ปรับเก่าอย่างฝรั่งเศสนี่แหละเอาชนะไปได้ อย่างไรก็ตามโครเอเชียก็สามารถคว้าชัยเหนือ‘เนเธอร์แลนด์’กระทั่งสร้างชื่อบนเวทีระดับโลกได้สำเร็จ

โดยนับตั้งแต่ปี 1990 หลังจากโครเอเชียได้รับอิสรภาพ ไม่ต้องผูกขาดกับยูโกสลาเวีย พวกเขาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกฟีฟ่าในปี 1992 ทางสหพันธ์ฟุตบอลโครเอเชียได้พยายามเฟ้นหานักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้มาฟอร์มทีมขึ้นใหม่ เพื่อส่งรายชื่อเข้าแข่งขันในรายการฟุตบอลยูโรปี1996

ซึ่งถือว่าเป็นก้าวแรกอย่างเป็นทางการในนามทีมชาติโครเอเชียที่ลงแข่งขัน แม้จะไปไกลที่สุดเพียงรอบก่อนรองชนะเลิศแต่มันก็เป็นบันไดขั้นแรกที่ทำให้ทัพตราหมากรุกก้าวเดินต่อไปในเส้นทางลูกหนังโลก

อย่างที่ได้เกริ่นในช่วงต้นแล้วว่าโครเอเชียเป็นทีมนอกสายตาที่คว้าอันดับ3ในฟุตบอลโลกปี1998 ความสำเร็จครั้งนั้นทำให้ทั่วทั้งโลกรู้จัก‘ดาวอร์ ซูเคอร์’ผู้เล่นของทีมที่สามารถคว้ารางวัลโกลเด้นบูธมาครองด้วยการถล่มประตูคู่แข่งไปถึง 6 เม็ด
ในเวลานั้นเขาคนนี้คือผู้จุดติดความหวังให้กับโครเอเชียเพราะนับตั้งแต่ ซโวมิเบียร์ โบบัน,นิโค-โรเบิร์ตโควัคก็เห็นจะมีซูเคอร์อีกคนนี่แหละที่ทำให้โลกรู้จักนักเตะโครเอเชีย

จากความสำเร็จในปี 98 ที่โครเอเชียทำอันดับฟีฟ่าพุ่งทะยานไปเป็นทีมที่ดีที่สุดอันดับ3ของโลก แต่ดูเหมือนว่าโครเอเชียจะหลุดฟอร์มกลายเป็นเพียงทีมรองบ่อนอีกครั้ง เพราะถัดมาในปี2002-2006โครเอเชียทำได้แค่เข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่มและตกรอบแรกไปตามคาด อีกครั้งในปี 2010 ทัพตราหมากรุกไม่แม้กระทั่งผ่านรอบคัดเลือกโซนยุโรป และในปี 2014 โครเอเชียก็ยังตกรอบแรกไปอีกครั้ง

พูดง่ายๆว่าตลอดระยะหลังนับตั้งแต่ปี 2002-2014 แสงสว่างไม่เคยส่องถึงวงการฟุตบอลของโครเอเชียเลยสักครั้ง!

จากความล้มเหลวในฐานะทีมเกรดล่างโครเอเชียเริ่มวางรากฐานขึ้นมาใหม่ รื้อระบบการเล่น ปรับเปลี่ยนแท็กติก กระทั่งฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดที่รัสเซียพวกเขาได้ผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายอีกครั้งและทำผลงานได้ดีเยี่ยมตลอดทัวร์นาเม้นต์นี้


การกลับมาครั้งนี้โครเอเชียนำทัพโดย‘ลูก้า โมดริช’ , ‘อีวาน ราคิติช’สองเพลย์เมกเกอร์ระดับโลกที่สร้างผลงานได้ระบือโลก หนึ่งคนเป็นจอมทัพของ "รีลมาดริด" และอีกหนึ่งเป็น "ห้องเครื่อง" จากบาร์เซโลน่า สอดผสานกับแนวรุกตัวเก๋าอย่าง‘มาริโอ้ มานด์ซูคิช’กองหน้าจอมถล่มประตูจากยูเวนตูส พร้อมแนวรับย่าง‘เดยัน ลอฟเรน’กองหลังค่ายหงส์แดงลิเวอร์พูล

โดยสิ่งที่แตกต่างไปจากอดีต คือ รูปแบบการเล่นที่‘ซลัตโก้ ดาลิตช์’พยายามทำให้นักเตะเน้นทีมเวิร์คมากกว่าความสามารถเฉพาะตัว สไตล์การเล่นที่มักจะโยนบอลโด่งบอมบ์เข้าใส่คู่ต่อสู้ ปรับเปลี่ยนเป็นการทำชิ่งและเล่นบอลในภาคพื้นดินมากขึ้นทำให้ผลงานที่ออกมาในฟุตบอลโลกครั้งนี้ของโครเอเชียสามารถทะยานไปถึงรอบชิงชนะเลิศ

“ผมขอแสดงความยินดีกับฝรั่งเศสด้วยที่คว้าแชมป์ไปครอง เราเล่นได้ดีในช่วง 20 นาทีแรก เราคอนโทรลเกม จากนั้นก็ทำเข้าประตูตัวเองจากลูกตั้งเตะ หลังจากนั้นทีมเราทำผลงานได้ดีขึ้นแต่ก็มาพลาดเสียจุดโทษสำหรับลูกทีมผมของยกย่องว่าพวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเราครองเกมได้แต่กลับต้องเป็นฝ่ายแพ้การได้เจอกับทีมใหญ่อย่างฝรั่งเศสต้องไม่ควรทำพลาด”


ดาลิตช์ออกมาพูดถึงนักเตะของเขาพร้อมกับชี้จุดผิดพลาดในทีมแน่นอนว่าการเจอกับฝรั่งเศสเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะแต่พวกเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสู้กับตราไก่ได้สนุกและสมศักดิ์ศรีแม้จะต้องกลายเป็นผู้แพ้ก็ตาม

แม้ว่าเส้นทางลูกหนังของทัพโครเอเชียจะไม่หวือหวาเฉกเช่นทีมระดับหัวกะทิของโลก แต่ด้วยสปิริตและหัวจิตหัวใจของนักสู้นั่นต่างหากที่ทุกคนต้องซูฮก

จากคราบน้ำตาเพราะความพ่ายแพ้ที่รัสเซียแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกู่ร้องสรรเสริญทันทีที่พวกเขาบินกลับถึงแผ่นดินเกิด คนในชาติยิ่งย่องให้เป็นฮีโร่ยกให้เป็นผู้ชนะที่ไร้ข้อครหาบนความพ่ายแพ้ ทั้ง โมดริช ราคิติช และนักเตะทุกคน รวมถึงเหล่าสต๊าฟที่กรำงานหนักได้รับสิ่งตอบแทนเป็นคำขอบคุณ

รวมไปถึงรอยยิ้มที่ฉาบไล้ไปด้วยความสุขจากบรรดาแฟนบอลในชาติที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้เกิดขึ้น

แม้จะเป็นผู้แพ้แต่เป็นความพ่ายแพ้ที่คุ้มค่าแก่การจดจำ

และจะถูกจารึกไว้บนหน้าบันทึกของวงการฟุตบอลตลอดกาล..


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด