:::     :::

คุยกับ อนาวิน จูจีน : ตำนานไอดอลสตาร์ของแฟนบอลวัยรุ่น

วันอังคารที่ 01 กันยายน 2563 คอลัมน์ ONE MAN SHOW โดย แมน โกสินทร์
1,280
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว อยู่ในยุคสมัยที่รายการเรียลลิตี้โชว์ได้รับความนิยมสูงมาก ไม่เว้นแม้แต่วงการฟุตบอลก็เคยถูกหยิบจับมาผลิตเป็นรายการออกผ่านจอตู้ทางช่อง 3 ทั้ง The Winner และ Pepsi World Challenge โดยเฉพาะรายการหลังที่คัดเอา 2 นักเตะไทยอย่าง อนาวิน จูจีน และ วิสูตร บุญเป็ง ไปโชว์ทักษะความสามารถเฉพาะตัวกับตัวแทนจากทั่วโลก ได้พบเจอและทำภารกิจที่ดาวเตะระดับโลกอย่าง เดวิด เบ็คแฮม, โรแบร์โต้ คาร์ลอส, อเล็กซานโดร เนสต้า, โรนัลดินโญ่, เธียร์รี่ อองรี กำหนดให้ ใช้เวลาประมาณ 9 เดือนก่อนที่คู่ดูโอจากไทยแลนด์จะคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศมาครองได้ หลังเดินทางกลับมา "เอ็ม" อนาวิน กลายเป็นคนดังชนิดเขาเองก็ตั้งตัวแทบไม่ทัน และเจ้าตัวเคยเปรยกับผมไว้ในตอนนั้นว่ามีความฝันที่จะไปค้าแข้งต่างประเทศ ปัจจุบันเขาในวัย 33 ปี เพิ่งได้รับโอกาสออกไปผจญภัยต่างแดนกับ เปตาลิง จายา ซิตี้ สโมสรในศึกมาเลเซีย ซูเปอร์ลีก ในฤดูกาลนี้ และวันนี้ผมมีบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของ อนาวิน มาฝากให้ได้อ่านกัน

แมน : สวัสดีครับเอ็ม เราไม่ได้เจอกันตรงๆ แบบได้คุยได้เห็นหน้ากันมาประมาณ 15 ปีแล้วนะเนี่ย ตั้งแต่ตอนกลับมาจากเป๊ปซี่ เวิลด์ฯ ใหม่ๆ ตอนนั้นพี่ทำนสพ.ฮอตลีกวีคลี่ แล้วเคยนัดไปสัมภาษณ์เอ็มที่สนามซ้อมของเยาวชนทีมชาติ เอ็มคงจำไม่ได้แล้วมั้ง

อนาวิน : ที่พี่เกริ่นให้ผมฟังก่อนหน้านี้่ใช่มั้ยครับ จำไม่ได้เหมือนกันครับ เพราะมันนานมาก ตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 18 ปีเองครับพี่

แมน : ช่วงนั้นคิวเอ็มแน่นมาก เพราะมีหลายรายการทีวีที่จองคิวให้ไปสัมภาษณ์ และมีกิจกรรมอื่นๆ อีกเยอะเลย เอาอย่างนี้ อยากให้เอ็มเล่าให้ฟังก่อนครับว่าตอนนั้นไปแข่งรายการเป๊ปซี่ เวิลด์ ชาลเลนจ์ ได้ยังไง แล้วรู้จักกับ "ดา" วิสูตร บุญเป็ง มาก่อนมั้ย


อนาวิน : คืออย่างนี้ครับ จริงๆ ต้องไล่เรียงมาตั้งแต่รายการ เดอะ วินเนอร์ ก่อน ที่ทางบรอดแคสต์ฯ เขาผลิตออกที่ช่อง 3 เป็นรายการเรียลลิตี้โชว์ ที่่ถ่ายให้เห็นขั้นตอนการคัดตัวแทน 18 คนไปติดชุดนักเรียนไทย18ปี ซึ่งปีนั้นมีการถ่ายทำออกทางทีวีให้ทุกคนได้เห็นว่าการเก็บตัวเป็นยังไงบ้าง มีการโหวตเข้าโหวตออก เปิดคัดจากทุกๆ ภาคมาตั้งแต่จากรอบประเทศมาเหลือ 100 คน มาเหลือ 50 คน แล้วก็ตัดให้เหลือ 18 คน ชุดนั้นเราไปได้แชมป์นักเรียนที่อินโดนีเซีย โดยชนะ อิหร่าน ในรอบชิงครับ ทีนี้พอกลับมามีรายการ เป๊ปซี่ เข้ามา เป็นรายการของทางบรอดแคสต์ของช่อง 3 เหมือนกัน เขาก็เลยสานต่อจาก 18 คนจากรายการเดอะ วินเนอร์ มาคัดให้เหลือแค่ 2 คนเพื่อไปแข่ง แต่จริงๆ แล้วเขาคัดเอาไว้ 3 ครับ เผื่อในกรณีที่ผมหรือดาป่วยอะไรอย่างนี้ ก็จะมี บี้ ชัยณรงค์ ทาทอง กับ เอ็ม สุทธินันท์ พุกหอม ด้วยที่รอสแตนด์บายไว้ครับ


แมน : ตอนที่คัดมีโค้ชจากต่างชาติด้วยมั้ยครับ หรือโค้ชไทยอย่างเดียว

อนาวิน : มีโค้ชต่างชาติด้วยครับ โค้ชไทยก็จะมีพี่จเด็จ มีลาภ, อ.พยงค์ ขุนเณร, พี่เตี้ย สะสม พบประเสริฐ ที่คุมบอลรุ่นเด็กๆ ในช่วงนั้นอยู่ครับ

แมน : พี่เด็จเคยเล่าให้พี่ฟังว่าช่วงนั้นรายการที่คัดเด็กไปต่างประเทศนี่แกเป็นคนคัดหมดเลย ทั้ง เดอะ วินเนอร์, เป๊ปซี่ รวมถึงตอนช้างไทยไปเอฟเวอร์ตันด้วย และอื่นๆ อีก

อนาวิน : ใช่ครับเพราะช่วงนั้น พี่เด็จค่อนข้างที่จะมีชื่อเสียงในเรื่องการทำทีมบอลเด็กครับ ตั้งแต่ที่อัสสัมชัญ ศรีราชา แล้วก็มาชุดนักเรียนไทยด้วย 

แมน : ย้อนกลับไปก่อนที่จะมาแข่งเรียลลิตี้โชว์ ทราบมาว่าเอ็มเริ่มต้นมาจากรร.กีฬาจ.อ่างทอง ตอนนั้นเป็นสตาร์ของทีมเลยมั้ยครับ

อนาวิน : ไม่เลยครับ รุ่นผมจะอยู่รุ่นเดียวกับเย็น (มงคล ทศไกร) ผมกับเย็นจะอยู่ประมาณกลางๆ สตาร์ของทีมจะมีอย่าง กมล โพธิ์ทอง ที่เป็นกัปตันทีมของอ่างทองในตอนนี้ มีหลายๆ คนครับ แต่ผมกับเย็นจะมีข้อดีอย่างนึงคือเรื่องหัวใจที่เหมือนกันคือพื้นฐานครอบครัวของเราสองคนไม่ได้มีเพียบพร้อม เพราะฉะนั้นมันมีอย่างเดียวคือต้องสู้ ไม่ว่าจะเจอการซ้อมหนักหรืออะไร มันก็ต้องกัดฟันสู้ไปเท่านั้นครับ จริงๆ แล้วรุ่นของพวกผมคือรุ่นแรกของรร.เลยนะพี่ คือตอนผมเข้า ม.1 ก็คือรร.ก็มีแค่ม.1ไม่มีระดับสูงกว่านั้น จนจบ ม.6 พวกผมคือรุ่นพี่ของทุกรุ่น พวกผมไม่เคยมีรุ่นพี่ เพราะรร.เพิ่งเปิดตอนผมเข้าไปเนี่ยแหละ เริ่มตั้งแต่กินข้าวในเต๊นท์ยังไม่มีอาคารเลย สนามบอลเนี่ยทำกันเอง ไปเกลี่ยให้ดินมันเรียบ หาตัดหญ้ามาแปะๆ รดน้ำให้หญ้ามันลาม สนุกสนานกันมากครับ เอาฝักบัวมารดน้ำเพื่อให้หญ้าขึ้น แล้วพอดีว่าเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมาเพิ่งเป็นวันสถาปนา รร.กีฬาอ่างทอง ผมมาดูเวลา 21 ปีแล้วอะ กลับมาคิดดู ก็รู้สึกว่า โห! นานมาก มันเป็นมนต์ขลังไปแล้วอะ 


แมน : รุ่นนั้นที่แข่งเจอกัน พวกนครสวรรค์หรือสุพรรณบุรีนี่แข็งมากเลยนะ นครสวรรค์ช่วงนั้นก็มี ฉัตรชัย บุตรพรม เล่นอยู่ด้วย

อนาวิน : ใช่ครับ ตอนนั้นพวกผมเป็นรร.โนเนมเลย กีฬาอ่างทองไม่มีใครรู้จัก แต่ได้เข้าไปแข่งรอบชิงแชมป์ประเทศ ได้แชมป์ไพรม์มินิสเตอร์ ได้แชมป์เยาวชนแห่งชาติ ฯลฯ ชื่อชั้นทีมเราเป็นรองทีมอื่นทั้งนั้นเลย ช่วงนั้นก็จะมี นครสวรรค์ แล้วก็อย่าง สุพรรณบุรี ก็จะมีแฝด สุภเชษฐ์-สุภชัย ภูผา ผสมรุ่น 31 ที่มี อานิสงส์ เจริญธรรม, จักรพันธ์ แก้วพรม, เทวา พรหมา ส่วน ชลบุรี ก็มี เกรียงไกร พิมพ์รัตน์, ภานุวัฒน์ จินตะ ทักษะความสามารถเฉพาะตัวเราอาจจะสู้ไม่ได้ แต่เราแข็งมากในเรื่องความฟิตเรื่องกำลัง ไม่ต้องห่วงเลยพวกเราวิ่งสู้ฟัดมาก และต้องยอมรับว่าแท็กติกโค้ชเราดีคือ อ.เบ๊อะ อ.ประดิษฐ์ มีสันทัด ที่แกใช้กึ๋นในการทำทีม แกประเมินทีมตัวเองได้ว่าศักยภาพทีมมีแค่นี้แล้วต้องเล่นยังไงเพื่อจะชนะ และผลจากการซ้อมมันก็ไปเห็นผลในการแข่งขันจริงๆ 


แมน : กลับมาคุยเรื่องรายการ เป๊ปซี่ เวิลด์ หน่อยนะครับ เคยอ่านเจอคุ้นๆ ว่ามีวีรกรรมที่เอ็มเอาเสื้อลิเวอร์พูลไปให้ เบ็คแฮม เซ็นหรือเปล่าครับ

อนาวิน : อ๋อไม่ใช่ครับ เป็น เธียร์รี่ อองรี คือตอนนั้นเขามีแจกลายเซ็น ซึ่งทุกคนก็จะเอาเสื้ออาร์เซนอลไปให้เขาเซ็น แต่ผมไม่ ผมเอาเสื้อ ลิเวอร์พูล ไปให้เขาเซ็นครับ 555

แมน : แสบมาตั้งแต่นั้นแล้วเนาะ แสดงว่าเป็นเด็กหงส์สิครับเนี่ย

อนาวิน : ใช่ครับ เด็กหงส์ครับพี่

แมน : โอเคถือว่ามีรสนิยม 555

อนาวิน : อ๋อ โอเค งั้นถือว่าเรารู้กันครับพี่ 555

แมน : หลังจากกลับมาชื่อของ เอ็ม อนาวิน โด่งดังมากๆ อยากให้เอ็มเล่าหน่อยครับว่ารายการเป๊ปซี่เวิลด์ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแค่ไหน วางตัวยากขึ้นมั้ยพอรู้ว่าตัวเองมีชื่อเสียงแล้ว เห็นว่ามีรายการทีวีจองคิวเราไปสัมภาษณ์เยอะมาก


อนาวิน : ก็มีในระดับนึงครับ แต่ก็จะมีบางงานที่เป็นของทาง เป๊ปซี่ เขาให้ไปทำกิจกรรม ไปออกรายการสัมภาษณ์ก็มีบ้างทั้งแบบไปเป็นคู่กับดา หรือบางครั้งก็ไปเดี่ยวก็มีครับ แล้วก็มีโอกาสได้เล่น MV เพลง "ใจโซโซ" ของพี่ๆ วงไอน้ำ ตอนนั้นพี่ฟลุ๊ค (นักร้องนำวงไอน้ำ) ติดต่อมาเองเลย หลังจากนั้นก็มีเพลง "Now" ของ แดน-บีม แล้วก็สุดท้ายล่าสุดคือ เพลง "รักฉันเท่าที่เธอจะรักได้" ของพี่พลพล แล้วก็ได้ไปเล่นซีรี่ส์น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นซีรี่ส์ที่ทาง บรอดแคสต์ฯ เขาผลิตเหมือนกัน เป็นสมัยที่มีพี่จ๊ะจ๋า (พริมรตา เดชอุดม), มีหม่อมเอ็ม ลูกหม่อมเหยิน ที่เล่นอยู่ครับ แล้วที่ตลกมาเลยคือมีวันนึงผมขึ้นรถไฟฟ้าแล้วบังเอิญใส่แว่นดำกับหมวกแก๊ป ทีวีบนรถไฟฟ้าเขาเปิดทีเซอร์ของซีรี่ส์ เป็นตอนที่ผมเล่นขึ้นมาแบบวนไปเรื่อยๆ ก็มีเด็กๆวัยรุ่นไปยืนดู จับกลุ่มคุยกัน เขาไม่รู้ว่าผมอยู่ตรงนั้นด้วย ก็ตลกๆ ฮาๆ ดีครับ


แมน : แสดงว่าไปไหนมาไหนตอนนั้นต้องมีคนเข้ามาขอถ่ายรูปตลอดแน่นอนเลย

อนาวิน : คือถ้าไปไหนแล้วมีคนแรกมาเริ่มขอถ่ายรูป ก็จะมีคนอื่นๆ เข้ามาขอตามกันครับพี่ บางคนถ่ายเสร็จแล้วหันมาถามผมว่า พี่คือใครหรอ 555 คือประมาณว่าเขาเห็นคนขอถ่ายรูปผมก็เลยอยากถ่ายมั่งแต่ไม่รู้หรอกว่าผมเป็นใคร

แมน : ช่วงนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ชื่อเสียงของเอ็มพุ่งแรงที่สุดแล้วล่ะมั้ง พี่ยังจำได้ว่าสาวๆกรี๊ดเอ็มกันมาก สไตล์หนุ่มตี๋ ทะเล้น กวนๆ จะเป็นคาร์แร็คเตอร์ประมาณแบบนั้น

อนาวิน : ถ้าเรื่องคนรู้จักเยอะ ตอนอยู่บุรีรัมย์น่าจะมากกว่าอีกครับพี่ เพราะตอนหลังอาจจะเป็นช่วงที่มีโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเข้ามาแล้ว สมัยที่กลับจากเป๊ปซี่ ผมเคยติดเป็นหนึ่งใน 50 หนุ่มโสดของคลีโอ ด้วยนะครับ 555

แมน : แล้วพอไปออกงานบ่อยๆ ได้เล่น MV ได้เล่นซีรี่ส์ ออกทีวีรัวๆ มีใครติดต่อให้ไปเข้าวงการบันเทิงบ้างมั้ยครับ


อนาวิน : ช่วงนั้นผมเคยถูกคนตั้งกระทู้ถามนะพี่ ว่าไอ้นี่มันจะเอาดีทางฟุตบอลหรือบันเทิงกันแน่ แต่ผมคิดอย่างนี้ครับว่า ผมเกิดมาไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาด้วย ทางบ้านเราไม่ใช่คนมั่งมี เพราะฉะนั้นอะไรที่เรามีโอกาสทำได้ผมจะปฏิเสธทำไม ผมก็คว้าเอาไว้หมดแหละครับ แต่อย่างเวลาจะรับงานอะไรก็ตาม ผมต้องดูก่อนว่าวันนั้นมีซ้อมบอลมั้ย ถ้าตรงกับซ้อมบอลเราก็ไม่รับ หรือถ้าเป็นวันที่มีซ้อมบอล 4 โมงเย็น ผมก็ต้องขอรับงานที่เสร็จและเดินทางกลับไม่เกินบ่าย 2 เพราะเราชัดเจนอยู่แล้วว่าเป้าหมายเมนหลักของเราคือการเตะฟุตบอลครับ

แมน : พี่จำได้ว่าเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เอ็มเคยบอกพี่ว่ามีความฝันอยากไปค้าแข้งต่างประเทศ แต่ตอนนั้นหมายถึงในยุโรป มาถึงตอนนี้ เอ็ม ได้ไปต่างประเทศแล้ว แต่เป็นที่มาเลเซียแทน มาถึงตอนนี้คิดว่าตัดสินใจถูกมั้ยครับที่เลือกย้ายไปเล่นที่มาเลเซีย แต่อาจจะพูดยากเนอะเพราะเพิ่งผ่านพ้นช่วงโควิดมา ยังไม่ได้สัมผัสกับการแข่งขันมากเท่าไหร่

อนาวิน : เป็นความฝันของนักเตะแทบทุกคนแหละครับที่อยากจะไปค้าแข้งต่างประเทศ สำหรับผมเองด้วยอายุที่ตอนนี้ก็ 33 แล้ว จะไปยุโรปหรือญี่ปุ่น เขาก็คงไม่เอาเราแล้วด้วยสภาพสังขารของเรา การได้รับโอกาสจากมาเลเซีย ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีมากๆ ครับ ตอนแรกผมก็ลังเลใจเพราะมีทีมในไทยลีกติดต่ออยู่ จริงๆ เขาก็ลดเงินเดือนเราลงจากที่เคยได้ที่ พีทีที ระยอง ถึง 70% แต่พอช่วงใกล้ตลาดปิด ทางสโมสรที่นัดผมไปตรวจร่างกาย เขาเลื่อนเรา จนมีวันนึงเจ้าหน้าที่ทีมผู้หญิงเขาโทรมาบอกว่าต้องขอโทษด้วยนะคะ ทางสโมสรขอยกเลิกดีลนี้ไปก่อนค่ะ เราก็เคว้งเลย แล้วพอดีมีดีลจากมาเลเซีย ที่ติดต่อเอาไว้ ผมก็ปรึกษากับแฟนว่าคงต้องเอาแล้วล่ะ ก็ตัดสินใจมาเลย แล้วเรามาในฐานะโควตาอาเซียน เป็นตัวต่างชาติ ก็ถือว่าผลตอบแทนโอเคในระดับนึง ผมเองก็อยากเปิดโลกให้ตัวเองได้เจออะไรใหม่ๆ แล้วก็ถือว่าเป็นการมาเปิดตลาดด้วย คือตอนนี้นักเตะไทยเราอาจจะไม่มองลีกเหล่านี้ เพราะคิดว่าอยู่ไทยก็ได้ค่าตอบแทนที่แทบไม่ต่างกัน แต่ผมมองว่าถ้าถึงวันหนึ่งที่ไทยลีกไปอยู่ในจุดที่อาจจะดาวน์ลง คือตอนนี้หลายๆ ทีมก็พยายามรักษาสแตนดาร์ดค่าจ้างให้ต่ำลงมาแล้ว ก็อาจจะเหมือนสมัยก่อนที่นักเตะไทยจะมีความสนใจในลีกเพื่อนบ้านอย่างเช่นมาเลเซีย ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าก็เป็นได้ครับ ฟุตบอลลีกย่านนี้มันก็เปรียบเหมือนกราฟที่มีขึ้นมีลงครับ แต่ถ้าถามผมว่าคิดว่าตัดสินใจถูกมั้ยที่เลือกมาที่นี่ ตอนนี้ผมก็มองว่าก็คงไม่ผิดแหละครับ


แมน : เห็นช่วงที่ผ่านมาเอ็มไลฟ์สดบ่อยเลยนะครับ ทั้งแนะนำอาหาร, มีคลิปแกล้งเพื่อน 

อนาวิน : ครับ คือช่วงแรกตอนที่มีโควิดใหม่ๆ ทางสโมสรเขาอนุญาตให้กลับไทยได้ แล้วก็จองตั๋วให้ผมวันที่ 17 มี.ค. แต่ผมยังไม่ได้กลับ แล้วพอวันที่ 18 มี.ค. ทางรัฐบาลมาเลเซียประกาศล็อกดาวน์ ห้ามเดินทางเข้าออก โชคดีแค่ไหนแล้วครับที่ผมไม่กลับเมืองไทยตอนนั้น เพราะถ้ากลับก็อาจไม่ได้กลับมาเตะฟุตบอลที่นี่อีกเลยก็ได้ แล้วช่วงที่เขาล็อกดาวน์ผมออกไปไหนไม่ได้เลย ทำได้แค่ลงไปซื้อของกินของใช้ที่มินิมาร์ทข้างล่าง หรือวิ่งออกกำลังกายแถวที่พักเท่านั้น มันก็รู้สึกเหงา ผมก็เลยหาอะไรทำ ด้วยการชวนคนมาคุยมาไลฟ์กัน แล้วก็มีกลุ่มที่เขาติดตามมาคุยกับเราก็ช่วยได้เยอะครับ แล้วก็กลับมาทำรายการอนาวินทอล์ค ที่ผมเคยทำตั้งแต่สมัยอยู่บุรีรัมย์แล้วและมันมีฟีดแบ็คที่ดี เทปแรกผมเชิญ เช็ค (สุภโชค สารชาติ) ต่อมาก็มีมิ้ง (กรกช วิริยอุดมศิริ) แล้วก็คนอื่นๆ อีก แต่มีอยู่วันนึงผมไปวิ่งแล้วเอาโทรศัพท์เครื่องเก่าหนีบกับผ้าพันไว้ที่แขน ปรากฎว่าเหงื่อมันเข้าโทรศัพท์จนเสียไม่สามารถเชิญใครมาร่วมคุยด้วยได้อีกเลย ตอนนั้นผมมีโทรศัพท์เครื่องนั้นเครื่องเดียว ก็เลยหันมาไลฟ์แนะนำการทานอาหารแบบอินเดีย เป็นแป้ง ที่ต้องใช้มือหยิบทาน ให้เห็นถึงวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เรามาเจอ หรือบางครั้งก็อาจจะไลฟ์ตอนขับรถบ้างเล็กๆ น้อยๆ คือทีมผม PJ City เจ้าของทีมเป็นอินเดียนะครับ นักเตะส่วนใหญ่ก็จะเป็นมาเลเซียเชื้อสายอินเดียแทบทั้งนั้นเลย สปอนเซอร์คือ Q-Net ที่เป็นสปอนเซอร์ของทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วย เสื้อทีมเราก็เลยเหมือนกับ แมนฯซิตี้ 


แมน : เมื่อไหร่จะลงคลิปแกล้งเพื่อนร่วมทีมอีกครับ

อนาวิน : เนี่ยวันนี้ก็เพิ่งถ่ายไปครับ แกล้งเพื่อนคนเดิมที่เคยให้ตบน้ำลายน่ะแหละ คราวนี้คือมันนอนคว่ำนวดอยู่บนเตียง แล้วบนเตียงก็จะมีช่องตรงหน้าให้เอาหน้าคว่ำลงไป ผมก็ย่องๆ แล้วไปตดใส่หน้าให้มันดมเลยครับ 555

แมน : โห จิตใจคุณทำด้วยอะไรครับ ตดอัดหน้า นี่ตอนนี้เขายังนับถือเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่มั้ย 555 

อนาวิน : ยังเป็นเพื่อนกันครับพี่ จริงๆ แล้วเรื่องนอกสนามที่นี่กับเพื่อนร่วมทีมสำหรับผมถือว่าโอเคมากเลยนะ เขามองว่าผมน่ารักนะ แต่ตอนนี้เวลาจะชวนใครมาเล่นเกมอะไรกัน เขาจะไม่ยอมเล่นด้วยแล้ว เพราะเขารู้แล้วว่าอนาวินอันตราย! แต่ว่าเวลาจะแกล้งอะไรใครผมจะถาม ซาฟี ซาลี่ (อดีตกองหน้าทีมชาติมาเลเซีย) ซึ่งเป็นซีเนียร์ของทีมก่อนนะ ว่าวัฒนธรรมที่นี่เขาถือมั้ย อย่างการถ่มน้ำลายให้เขาตบเนี่ย ผมถามก่อนเลยว่าได้หรือเปล่า คือที่ไทยเล่นแกล้งกันประมาณนี้ ซาฟี เขาบอกว่าได้เลย ผมถึงได้เอามาเล่นกับเพื่อนๆ ครับ


แมน : สำคัญนะ ต้องศึกษาวัฒนธรรมที่แตกต่างให้ดีก่อน เพราะอาจจะเหมือนอย่างคนไทยไม่ชอบให้ใครเล่นหัว คนต่างชาติบางคนไม่รู้มาตบหัวกลายเป็นโกรธกันก็มี เอ้อแล้วมีคนเขาถามมาว่าถ้าเลิกเล่นฟุตบอลจะไปเป็นพิธีกรรึเปล่า เพราะเอ็มพูดเก่งมากๆ

อนาวิน : เคยนะพี่บางทีผมไปออกรายการแล้วไปกับเพื่อนที่สนิทกัน รายการเขาเอาไมค์ให้ผมสองคน ปรากฎว่าพิธีกรไปต่อไม่ถูก กลับเข้าประเด็นไม่ได้เลย เพราะผมอำกันเล่นกันจนเกินเวลาเขา แล้วเขาเอากลับเข้ามาปิดรายการไม่ถูกเลยเหมือนกัน 555 แต่จริงๆ แล้วผมตั้งใจไว้ว่าอยากจะไปศึกษาต่อด้าน Phychology เพราะผมอยากทำงานเป็นนักจิตวิทยาให้กับทีมฟุตบอลครับ

แมน : อืม น่าสนใจเลยนะ เพราะพี่เคยคุยกับ แพทย์หญิงมธุรดา สุวรรณโพธิ์ (ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น แกบอกว่านักกีฬาในเมืองไทยยังขาดเรื่อง Mentality เกี่ยวกับสภาพจิตใจ และอาชีพนี้จะเป็นอาชีพที่สำคัญมากในอนาคต เพราะนักกีฬาจะประสบความสำเร็จและดึงศักยภาพออกมาได้มากที่สุดต้องมีทั้ง Physical (สภาพร่างกาย), Technical (เทคนิค,ทักษะ) และ Mental (สภาพจิตใจ) ซึ่งเราอาจจะเน้นเรื่องการฝึกซ้อม, วิทยาศาสตร์การกีฬา หรืออาจจะเรื่องโภชนาการที่ดีขึ้น แต่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิตเท่าไหร่

อนาวิน : ถูกต้องครับ คือผมมองว่าตอนนี้บางทีมอาจจะมีนักจิตวิทยาแล้ว แต่นั่นคือเขาเรียนมาทางด้านนี้แล้วมาทำงานกับนักฟุตบอล แต่ตัวผมเองก็เป็นนักฟุตบอล แล้วถ้าไปศึกษาเรียนรู้เรื่องนี้เพิ่มเติม ผมจะมีความเข้าใจในมุมของตัวนักบอลโดยตรงยิ่งกว่า คือในทีมฟุตบอลโค้ชอาจจะมีวิธีการสื่อสารในแบบนึง แต่นักบอลร้อยพ่อพันแม่ อาจจะเข้าใจสิ่งที่โค้ชสื่อได้ไม่เหมือนกัน บางคนรับได้กับการ Face to Face แต่บางคนพอโดนด่าปั๊บ เขาเอ๊าท์เลยก็มี ไม่ยอมเล่นสไตรค์เลยก็มี นั่นแสดงว่าแต่ละคนมีสภาพพื้นฐานจิตใจหรือความเข้าใจไม่เท่ากัน ถ้าผมอยู่ตรงนั้นผมก็อาจจะบอกโค้ชได้ว่าแต่ละคนมีพื้นฐานความคิดยังไง แล้วต้องสื่อสารยังไง หรืออาจจะบอกนักฟุตบอลโดยเฉพาะตั้งแต่รุ่นเด็กๆ ให้ปรับ Mindset เพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้ในการควบคุมความคิด, อารมณ์, ความรู้สึกของตัวเองได้เร็วขึ้นตั้งแต่เด็กๆ 

แมน : น่าสนใจมากครับเอ็ม อาชีพนี้ต้องเกิดแน่ๆ วันนี้รบกวนเวลามานานแล้ว ไว้โอกาสหน้าคุยกันใหม่อีกนะครับเอ็ม ขอบคุณมากๆ 

อนาวิน : ได้เลยครับพี่ ขอบคุณครับ


ถ้าชอบก็กดไลค์ ถ้าใช่ก็กดแชร์กันด้วยนะครับ (แมน โกสินทร์)



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด