:::     :::

การกลับมาเพื่อเป็นตำราของแบ็คยุคใหม่

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม 2565 คอลัมน์ ONE MAN SHOW โดย แมน โกสินทร์
1,743
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
นอกเหนือจากความฮือฮาของตลาดนักเตะรอบสอง ซึ่ง ธีราทร บุญมาทัน ย้ายจาก โยโกฮามา เอฟ มารินอส กลับมาสู่บ้านหลังเก่าอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สามารถสร้างแรงดึงดูดจากกระแสแฟนบอลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเปลี่ยนมาใส่หมายเลข 55 ทำให้กองเชียร์ "ปราสาทสายฟ้า" หรือคนที่ชอบในตัวเขา แห่จับจองกันอย่างเนืองแน่น

แต่สิ่งที่ยอดทีมจาก ช้าง อารีนา ได้รับนั้น มันมีค่ามากกว่าตัวเลขของการขายเสื้อ หรือสินค้าที่ระลึกของแบ็คซ้ายทีมชาติไทย ชุดแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 เพราะวิธีการเล่นที่เขานำติดตัวมาด้วยจาก เจ ลีก คือมิติใหม่ๆ ที่ยังไม่มีในเมืองไทย เรามาลองดูกันว่าย่างก้าวนี้อาจจะมีอะไรที่เปลี่ยนโฉมฟุตบอลบ้านเราได้บ้าง


แข้งไทยลีกพัฒนาการเล่นสู่ระดับเอเชีย

เจ้าของค่าตัว 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.6 ล้านบาท ผ่านร้อนหนาวกับ วิสเซล โกเบ ตั้งแต่ 2018 ก่อนซีซั่น 2019-2021 จะโยกมาลุยยาวๆกับ โยโกฮามา เอฟ มารินอส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเปลี่ยนสไตล์การเล่นไปจากการได้ร่วมงานกับ อังเก้ ปอสเตโคกลู 

 อดีตนายใหญ่ทีมชาติออสเตรเลีย พยายามให้เขาเล่นเป็นแบ็คสไตล์ใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นเกมทางริมเส้นเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหุบเข้าไปเล่นเป็นกองกลาง คอยเปิดบอลหรือแทงบอลทะลุช่องให้เพื่อนร่วมทีม เพราะเล็งเห็นความสามารถในการออกบอลที่แม่นยำ จึงถูกปรับมาใช้ทีเด็ดช่วยทีมในส่วนนี้

 เมื่อได้ทำทุกวันในการฝึกซ้อมและลงเล่นแบบนี้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลมาถึงทีมชาติไทยที่เขาเองก็ใช้วิธีการนี้ด้วย จนกลับมาเล่นใน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผ่านไป 2 เกม ทั้ง ลีก คัพ ที่พบ ระยอง เอฟซี และไทยลีก ซึ่งบุกไปเยือน เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ทางฝั่ง มาซาทาดะ อิชิอิ กุนซือชาวญี่ปุ่นก็ให้เขาเล่นตัดเข้ากลางอย่างอิสระเช่นกัน

จริงๆ แล้วถ้าแบ็คซ้ายขวาของไทยลีก ลองศึกษาวิธีการเล่นในแนวทางนี้ เราอาจจะได้นักเตะที่มีทั้งความฟิต วิ่งขึ้นลงริมเส้นและขยับเข้ามาทำเกมในแดนกลางเพิ่มขึ้นมาอีก เพื่อที่จะพัฒนาตัวเองให้ก้าวขึ้นไปเทียบกับระดับเอเชีย ซึ่งเวลานี้ต้องยอมรับว่า เจ ลีก ของญี่ปุ่น และ เค ลีก เกาหลีใต้ ยังเหนือกว่าเราอยู่มากทีเดียว


การบุกเข้าทำได้หลากหลายกว่าเดิม

หลายปีที่ผ่านมา การต่อบอลฉบับ "ติกิ-ตากา" ที่ทีมชาติไทย เคยทำเอาไว้ ซึ่งเป็นการการส่งบอลและเคลื่อนตัวในระยะสั้น โดยส่งผ่านช่องหลากหลายวิธี จุดประสงค์คือรักษาการครอบครองบอลเอาไว้ ตามสไตล์ของ บาร์เซโลนา เมื่อหลายปีก่อน ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ซึ่งบอลไทยเราเองก็เคยพยายามเปลี่ยนแปลงไปหลายในแท็คติคของ ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น เพื่อให้เหมาะสมกับวิถีและสไตล์ของผู้เล่นไทยมากที่สุด

 แต่บอลสมัยใหม่ที่ เจ ลีก นำมาใช้กัน ก็คือ การให้แบ็คขึ้นมามีส่วนร่วมในการทำเกมในแดนกลาง เพื่อเพิ่มมิติในการจ่ายบอล และการยิงไกล เหมือนกับในเกมสุดท้ายของ เจ ลีก 2019 ที่ ธีราทร บุญมาทัน ขึ้นมายิง เอฟซี โตเกียว หน้าเขตโทษ ก่อนที่บอลแฉลบแล้วย้อยเข้าประตูไป ทำให้ โยโกฮามา เอฟ มารินอส นำ 1-0 ก่อนชนะ 3-0 ปิดฉากการคว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่

 ใน 2 เกมที่ผ่านมาของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เราเห็นได้ชัดว่า การที่ให้ ธีราทร มีอิสระในการเข้ามาทำเกมตรงกลาง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมได้ประตู ซึ่ง นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ที่กำลังปรับแต่งสไตล์ให้คล้ายกับ "โก๋อุ้ม" และแสดงออกมาในเกมล่าสุด ในจังหวะตัดเข้ามาเล่นด้านในแล้วงัดบอลต่อให้ ศุภชัย ใจเด็ด ยิงประตูใส่ เชียงใหม่ เอฟซี ในเกมที่ถล่มชนะไป 4-1

 หากนักเตะวิงแบ็คคนอื่นๆ สามารถปรับเปลี่ยนเข้ามาเล่นในแนวทางนี้ได้ ความหลากหลายของแต่ละทีมน่าจะมีเยอะมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลในการช่วยยกระดับมิติของเกมรุกในไทยลีกได้ไม่น้อย 


ต่อยอดไปถึงทีมชาติไทย

 อย่างที่เกริ่นขึ้นมาแล้วว่า ในยุคที่ทีมชาติไทยต้องการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง ให้มากกว่าการเป็นแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 แต่ในทางกลับกัน เราได้เห็นการคัฟเวอร์ที่ดีในแนวรับ โดยเฉพาะเซนเตอร์ฮาล์ฟทางฝั่งซ้ายอย่าง กฤษดา กาแมน ที่ขยับออกมาช่วยยืนทางซ้ายให้ก่อน หากหลุดเจาะมาตรงกลางเมื่อไร "เจ้าและห์" ก็จะกลับมาประจำการตำแหน่งทันที แสดงให้เห็นถึงการเริ่มเรียนรู้และปรับตัวของนักเตะ "ช้างศึก" ที่ต้องชื่นชมว่าหลายๆ คนมีความเข้าใจเกมฟุตบอลสมัยใหม่สูงไม่น้อย

 ยิ่งในศักราชนี้ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ มีโปรแกรมที่หนักหน่วงในสารบบของเอเชีย นั่นคือ เอเชียน คัพ 2023 รอบคัดเลือก รอบที่ 3 ระหว่างวันที่ 8-14 มิถุนายน 2565 ซึ่งยังไม่ได้กำหนดประเทศเจ้าภาพ รอบนี้จะคัดทีมอีก 11 ทีม ไปแข่งขันรอบสุดท้ายรวม 24 ทีม โดยจะมีการจับสลากขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น ก่อนที่พลพรรค "ช้างศึก" จะเข้าไปเล่นรายการนี้ ซึ่งแน่นอนว่าพัฒนาการต่างๆ อาจไม่ได้เกิดขึ้นเร็วแบบก้าวกระโดด แต่เรายังพอมีเวลาที่จะค้นหาผู้เล่นที่สามารถซัพพอร์ทซึ่งกันและกันภายใต้แนวทางการทำงานของ มาโน่ โพลกิ้ง เข้ามาเพิ่มได้อีกบางตำแหน่ง 


เป็นแนวทางให้กับเยาวชน

การเล่นของ ธีราทร บุญมาทัน นอกจากจะเป็นตัวอย่างให้กับบรรดาผู้เล่นแบ็คในเมืองไทยแล้ว ยังจะเป็นแนวทางให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งมีเขาเป็นไอดอลในการผจญภัยที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับประสบความสำเร็จทั้งผลงานส่วนตัวและการช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ เจ ลีก มาแล้ว 

การเล่นกับ โยโกฮามา เอฟ มารินอส ในปี 2019 ที่ได้แชมป์ สร้างแรงกระเพื่อมเป็นอย่างมากในวงการลูกหนังไทย เพราะเขาเป็นนักเตะสยามประเทศคนแรก ที่ก้าวไปอยู่ระดับสูงสุดของลีกญี่ปุ่น แถมการเล่นของเขายังทรงสง่าจนเป็นที่ยอมรับจากแฟนบอลในวงกว้างอีกด้วย

 ไม่แปลกใจเลยว่าเด็กไทยส่วนใหญ่จะสนใจใน เจ ลีก มากขึ้น ด้วยการเล่นเติมเกมบุกของ "โก๋อุ้ม" ที่สามารถขยับเข้ามาเป็นแดนกลาง กับอาวุธเด็ดคือ เท้าซ้ายที่จ่ายบอลได้อย่างคมกริบ หรือเลี้ยงผ่านผู้เล่นฝั่งตรงข้าม ทำให้แข้งเยาวชนหลายๆ คนพยายามลองฝึกฝนที่จะทำตามให้ได้


 สิ่งเหล่านี้จะต่อยอด ให้โค้ชของอคาเดมีต่างๆ สร้างเยาวชนขึ้นมาด้วยรูปแบบของการมีความฟิต เพราะคนที่เล่นตำแหน่งนี้ จะต้องใช้พลังงานในการวิ่งที่มหาศาล ทั้งการเข้ามาทำเกมในแดนกลาง เปิดบอลไกล วิ่งไปทางริมเส้น หรือแม้แต่ต้องลงมาช่วยในแนวรับ 

 การกลับมาครั้งนี้ของ ธีราทร บุญมาทัน นอกจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะประกาศอย่างเต็มตัวว่าพวกเขานั้นพร้อมลุ้นทุกแชมป์ในเมืองไทย แต่อีกมุมหนึ่งของวงการลูกหนังบ้านเรา ก็ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล ที่จะได้ชมฝีเท้าเขาทุกสัปดาห์อย่างใกล้ชิด ว่าแนวทางการเล่นแบบนี้ต้องทำออกมาอย่างไรถึงจะสมบูรณ์แบบ

 นี่แหละเป็นตำราของไทยลีก ที่ผู้เล่นในตำแหน่งนี้ควรจะศึกษาจากดาวเตะหมายเลข 55 แห่งถิ่น ช้าง อารีนา ให้มากที่สุด


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด