:::     :::

ไฟสงครามสู่เส้นทางลูกหนังกับ "เซอร์ดาน ชากิรี่" (ตอนแรก)

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2561 คอลัมน์ Zero to Hero โดย บังคุง
2,124
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ชีวิตภายใต้สีเสื้อลิเวอร์พูล ของเซอร์ดาน ชากีรี่ กำลังดีขึ้น

เมื่อเขาสามารถปรับตัวกับต้นสังกัดใหม่ได้ตามลำดับ พร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งของทีมในการลงทำการแข่งขันรายการต่างๆ อย่างไรก็ตาม กว่าจะเดินทางมาถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

ช่วงนี้ เขาจะมาบอกเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเขา ตั้งแต่การเป็นเด็กชายชาวโคโซโว ที่ต้องอพยพมาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับการต่อสู้อย่างหนักหน่วง ในการก้าวมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ผ่านเว็บไซต์อย่าง the players tribune

"บ้านของเราไม่ค่อยมีความอบอุ่น มีแค่เตาผิงอันใหญ่ โดยเป็นบ้านหลังเก่าที่แทรกตัวอยู่ในเมืองบาเซิ่ล มันเป็นแบบนั้น ผมไม่ได้คิดถึงมันมากนัก ผมทำให้ตัวเองอุ่น ด้วยการวิ่งไปรอบๆเหมือนกับคนบ้า ขณะที่พี่ชายของผม มักเป็นคนที่บ่นเกี่ยวกับความหนาวเหน็บ เพราะว่าห้องนอนของเขาอยู่ชั้นบน และอยู่ห่างจากเตาผิง เขาชอบนอนพร้อมกับผ้าห่มราว 5 ผืนในช่วงฤดูหนาว"

"ครอบครัวชองผมอพยพมาจากโคโซโว ก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น ตอนนั้นผมอายุเพียงแค่ 4 ชวบเท่านั้น เราพยายามจะตั้งรกรากที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พ่อของผมไม่ได้พูดภาษาสวิต-เยอรมัน เขาต้องเริ่มต้นด้วยการเป็นพนักงานล้างจานในร้านอาหาร จากนั้นทำงานก่อสร้างตามถนน ส่วนแม่เป็นพนักงานรักษาความสะอาดตึกในตัวเมือง"

"สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงสำหรับทุกคน และมันยากเป็นทวีคูณต่อครอบครัวของผม เพราะเราต้องส่งเงินจำนวนมากกลับไปให้สมาชิกในครอบครัว ที่ยังคงอาศัยอยู่ในโคโซโว ในช่วงแรก เราสามารถบินกลับไปที่นั่นทุกปี แม่ของผมพูดเสมอว่า -บนเครื่องบิน ผมมักเป็นเด็กซน พร้อมกับพยายามปีนเบาะที่นั่ง และไปจับคนที่นั่งข้างหลัง ผมไม่เคยเงียบเสียงเลย !!-"

"เมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้น มันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในการบินกลับไป และเป็นเรื่องยากสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่หลงเหลือ ที่ต้องใช้ชีวิตที่นั่น บ้านของลุงผมถูกไฟไหม้ และมีความทนทุกข์มานมากมาย พ่อของผมพยายามส่งเงินกลับไปให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ดังนั้น เราจึงไม่มีเงินมากพอ ในช่วงเวลาที่ผมเติบโตขึ้นมา ยกเว้นบางสิ่งบางอย่างในวันเกิดของผม"

"เรื่องตลกก็คือ โรนัลโด้ คือฮีโร่ในดวงใจของผม ผมหมายถึงโรนัลโด้ ที่เป็นต้นตำรับเลยนะ (R9) แนวทางการเล่นของเขา เหมือนกับมีเวทมนตร์เลยทีเดียว ระหว่างฟุตบอลโลก 1998 รอบชิงชนะเลิศ เขาได้รับบาดเจ็บ และทีมชาติบราซิล ก็พ่ายแพ้ต่อทีมชาติฝรั่งเศส ผมร้องไห้แล้วร้องไห้อีก เพราะผมเศร้าไปกับเขาด้วย วันเกิด 7 ขวบของผม เกิดขึ้นหลังจากฟุตบอลโลกครั้งนั้น 3 เดือน ผมบอกกับแม่ก่อนหน้านั้นว่า ผมอยากได้เสื้อสีเหลืองของโรนัลโด้ ได้โปรดเถอะ ซื้อเสื้อตัวนั้นให้ผมด้วย"

"เมื่อวันเกิดของผมเดินทางมาถึง แม่มีกล่องของขวัญเพียงกล่องเดียวให้ผม ผมเปิดมันขึ้นมา และพบว่ามันคือเสื้อสีเหลืองของโรนัลโด้ มันคงเป็นของปลอมที่ซื้อมาจากตลาด ผมคืดว่า มันไม่มีตราทีมชาติ มันเป็นแค่เสื้อสีเหลือง และมีเลข 9 สีเขียวแปะอยู่เท่านั้น ครอบครัวของผมไม่มีเงินซื้อของแท้หรอก แต่มันไม่สำคัญกับผมเลย เพราะมันเป็นวันที่ผมมีความสุขมากที่สุดในชีวิต ผมใส่มันทุกวัน เป็นระยะเวลา 10 วันติดต่อกัน และยังมีกางเกงสีเหลืองที่ผมสวมใส่ด้วย"

"ที่โรงเรียน, ผมถือเป็นเพียงเด็กที่อพยพมาเพียงคนเดียว ผมไม่คิดหรอกว่า เด็กสวิตจะมาเข้าใจว่า ทำไมผมถึงชอบฟุตบอล ? ที่สวิตเซอร์แลนด์ ฟุตบอลเป็นเพียงแค่กีฬาชนิดหนึ่งเท่านั้น ไม่เหมือนกับที่อื่น ผมจำได้เลยว่า 4 ปีต่อมา ผลงานของโรนัลโด้ ในศึกฟุตบอลโลก 2002 กับทรงผมแบบนั้น ผมเดินไปร้านตัดผม พร้อมกับบอกว่า ผมอยากได้ทรงผมแบบโรนัลโด้ !!!"

"อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นผมมีผมสีบรอนด์ และหยิกด้วย ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่บ้าเอามากๆ ผมเดินทางไปโรงเรียน และเด็กคนอื่นก็จ้องมองมาที่ผม ราวกับว่า เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหมอนี่วะ ? เขาทำบ้าอะไรของเขา ? แต่ผมไม่สนใจหรอก ผมแค่เป็นตัวของตัวเองเท่านั้น"

"โรงเรียนของผมตั้งอยู่ในเขตที่ดีของตัวเมือง บ้านของผมใช้เวลาเดิน 5 นาที จากส่วนที่เลวร้ายของเมือง นั่นมีฟุตบอลรออยู่ แม่ของผมขอร้องไม่ให้ผมไป แต่ผมก็ไปที่นั่นทุกวันหลังจากเลิกเรียน ผมรู้ดีว่า สวิตเซอร์แลนด์ คือประเทศที่ยอดเยี่ยม แต่บางส่วนก็บ้ามากๆ ทุกทีมเหมือนกับทีมสหประชาชาติ คุณจะได้พบกับเด็กเชื้อสายเติร์ก, แอฟริกันส์, เซอร์เบี้ยนส์, แอลแบเนี่ยนส์ ทุกอย่างเลย และมันไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล ทุกคนออกไปสังสรรค์ที่นั่น คุณจะได้พบกับคนฮิปฮอปเป็นภาษาเยอรมัน และเห็นเด็กออกมาร้องเพลงแร็ป พร้อมกับมีคนหนุ่มสาวเดินผ่านไปผ่านมา"

"ฟุตบอลก็เป็นฟุตบอลจริงๆ คุณจะเห็นการชกต่อยเสมอแหล่ะ อย่างไรก็ตาม ผมเป็นคนไม่ชอบมีเรื่องมีราว ผมมักจะปิดปากเงียบตลอด การเล่นที่สวนแห่งนั้น มันช่วยเหลือผมได้มากจริงๆ เพราะผมเป็นเด็กตัวเล็ก และรู้วิธีเล่นกับคนที่เล่นแบบจริงจัง กระทั่งผมอายุ 14 ขวบ ผมก็มีโอกาสเข้าร่วมทีมเยาวชนของเอฟซี บาเซิ่ล เราเดินทางไปแข่งขันรายการไนกี้ คัพ ที่กรุงปราก ปัญหาก็คือ มันทำให้ผมต้องขาดเรียนไปบางวัน เมื่อผมเดินไปขออนุญาตคุณครู เขาตอบกลับมาว่าไม่ !! ที่สวิตเซอร์แลนด์ คุณครูจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการเรียนเป็นอย่างมาก ผมคิดในใจว่า -โอเค ผมจะต้องแกล้งทำเป็นป่วยซะแล้ว !!-"

"ดังนั้น ผมจึงให้แม่เขียนจดหมายลาไปยังโรงเรียน บอกว่าผมเป็นไข้หวัด หรืออะไรก็ได้ ผมไปปราก เพื่อไปลงแข่งทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมเห็นเด็กจากประเทศอื่นๆ ผมเล่นดีมาก โชว์ฟอร์มได้ดีจริงๆ มันเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันที่ผมเห็นเด็กประเทศอื่นมองมาที่ผม ราวกับว่า -บ้าเอ้ย เด็กคนนี้มาจากบาเซิ่ล เขาอยู่ที่นั่น- มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ"

"หลังจากนั้น เราก็บินกลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์ ผมไปโรงเรียนในวันจันทร์ ผมยังคงแกล้งทำเป็นป่วยนิดหน่อย คุณครูของผมพูดทันทีว่า -เซอร์ดาน มานี่หน่อย !!- จากนั้น คุณครูก็โบกมือให้ผม และดึงหนังสือพิมพ์ออกมาจากโต๊ะ เขาชี้ลงไปบนหนังสือพิมพ์ พร้อมกับบอกว่า -นายป่วยหรอ ?- หน้าหนังสือพิมพ์นั้น เป็นภาพที่ผมกำลังฉีกยิ้มอยู่ พร้อมกับถือรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

(ติดตามตอนต่อไป)

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด