:::     :::

ก้าวที่ยิ่งใหญ่ของ โจ โกเมซ

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2560 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
4,171
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
จากนักเตะที่เหมือนจะหมดอนาคต เพราะเอ็นไขว้หน้าเข่าขวาขาดสะบั้นเมื่อ 2 ปีก่อน วันนี้โจ โกเมซ กลายเป็น 1 ในกองหลังที่มีคนพูดถึงมากที่สุดของทีมชาติอังกฤษ


ไม่บ่อยครั้งนักครับ ที่เราจะได้เห็นนักเตะที่ติดทีมชาติแล้วลงสนามเป็นตัวจริงครั้งแรก จะโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมจนได้รับเลือกให้เป็น แมน ออฟ เดอะ แมทช์ การลงสนามเกมแรกให้กับทีมชาติ ไม่เหมือนกับทีมสโมสร สนามใหญ่กว่า ความรับผิดชอบมากกว่า ความคาดหวังของแฟนๆมากกว่า ยิ่งกับการที่เป็นกองหลังด้วยแล้ว ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆอาจจะทำให้ทีมเสียประตูได้ทุกเมื่อ 


แต่กับหนุ่มวัย 20 ที่ชื่อ โจ โกเมซ กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนัดแรกที่โจ ลงสนามเป็นตัวจริงในนามทีม "สิงโตคำราม" หนุ่มโจคนนี้กลับฝากฝีไม้ลายมือคว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมทซ์ กลับบ้านไปนอนกอดอย่างภาคภูมิใจ และยิ่งคู่แข่งของทีมสิงโตคำรามในเกมนี้ เป็นถึงทีม "แซมบ้า" ทีมชาติบราซิลด้วยแล้ว ความน่าภูมิใจของโจ น่าจะมีมากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว




"พวกเขาแข็งแกร่งดุจน้ำแข็ง มีสมาธิกับเกมตลอดเวลา" ติเต้ กุนซือทีมชาติบราซิล กล่าวถึงโจ โกเมซ และบรรดากองหลังทีมชาติอังกฤษ


"ลูกทีมของผมผลิตสกอร์ได้เยอะมากในปีนี้ (2017) แต่มันไม่ใช่เกมนี้ กองหลังอังกฤษเล่นได้ดีเอามากๆ พวกเขาประกบแนวรุกของเรา เข้าประชิดตัวทุกครั้งที่มีโอกาส แถมความมุ่งมั่นในเกมนี้ของอังกฤษยังสูงมากอีกด้วย"


เรื่องที่กุนซือทีมชาติบราซิลพูดมาไม่ได้มีอะไรเกินจริงเลย โดยเฉพาะฟอร์มของโกเมซ ซึ่งสามารถ ตัดบอลจากเกมรุกบราซิลได้มากถึง 8 ครั้ง แถมยังเคลียร์บอลจากจังหวะอันตรายได้ 4 ครั้ง ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมเมื่อจบเกมโกเมซจะได้รับเลือกให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดในเกมนี้


อนาคตของปราการหลังดาวโรจน์รายนี้ดูสดใสขึ้นมาทันที จนใครๆลืมไปแล้วว่า เมื่อ 2 ปีก่อน โกเมซเกือบจะต้องปิดฉากความฝันในการเล่นฟุตบอลระดับสูงไว้แต่เพียงเท่านี้ เพราะอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่เรียกว่า "เอ็นไขว้เข่าหน้าฉีกขาด"




โจ โกเมซหายหน้าหายตาไป 15 เดือนเต็มๆ โดยใช้เวลาไปกับการรักษา การทำกายภาพ รวมถึงเวทเทรนนิ่งเพื่อเรียกความฟิตของตัวเองกลับมา และเพิ่งกลับมาลงสนามได้อีกครั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง


"มันเป็นช่วงเวลาที่น่าลำบาก ผมรู้สึกว่าทุกอย่างบนโลกอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผมหมด" โกเมซ กล่าวย้อนถึงช่วงที่ยังบาดเจ็บอยู่


"เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนั้น อาการบาดเจ็บทำให้ผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผมพยายามมองโลกในแง่ดี ให้กำลังใจตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง ทำให้ผมผ่านช่วงเวลาลำบากที่สุดในชีวิตมาได้"


แม้จะกลับมาลงสนามได้ตั้งแต่ต้นปี แต่ด้วยสภาพความฟิตจากการร้างสนามไปนาน ทำให้โจ โกเมซได้รับโอกาสให้ลงเล่นแค่ในฟุตบอลถ้วยเท่านั้น การตกรอบ 4 ในเอฟเอ คัพ ของลิเวอร์พูล เท่ากับว่าโกเมซมีโอกาสลงสนามในฤดูกาลที่แล้วเพียงแค่ 3 เกมเท่านั้น


เป็นฤดูกาลนี้ต่างหากที่เจ้าตัวฉวยโอกาสที่นาธาเนียล ไคลน์ แบ็คขวาตัวจริงของลิเวอร์พูลบาดเจ็บ สอดแทรกตัวเองเข้าไปในทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ในตำแหน่งแบ็คขวา ตำแหน่งที่เจ้าตัวยอมรับว่าเล่นได้ แต่ก็ไม่ได้ถนัดเหมือนเซนเตอร์ฮาล์ฟ




"ผมสนุกกับการเล่นเป็นแบ็คนะ เพราะผมชอบที่จะเติมเกมขึ้นไปบ่อยๆ แต่ตำแหน่งแท้ๆของผมคือ เซนเตอร์ฮาล์ฟ ผมรู้สึกว่าผมมั่นใจที่จะเล่นตำแหน่งนี้กว่าตำแหน่งอื่น หวังว่าในอนาคตผมคงจะได้กลับไปเล่นในตำแหน่งของผมนะ" โกเมซ พูดเมื่อครั้งโดนเบรนแดน รอดเจอร์ส ส่งโกเมซลงประเดิมสนามในตำแหน่งแบ็คเป็นครั้งแรก


ด้วยรูปร่างที่สูงเพรียว (188 เซนติเมตร) มีความเร็ว และชอบเล่นบอลกับเท้า ทำให้โกเมซถูกนำไปเปรียบเทียบกับกองหลังอย่างริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่เป็นไอดอลของโกเมซอย่างเสียไม่ได้ ท่ามกลางปัญหาแนวรับของลิเวอร์พูลในเวลานี้ การที่ทีมเสียไปถึง 16 ประตู จาก 6 เกมเยือน เดยัน ลอฟเรน ดูเหมือนจะมีปัญหาความมั่นใจ ในขณะที่รักนาร์ คลาวาน ก็ดูเหมือนจะช้าเกินไปกับการเล่นพรีเมียร์ลีก เราอาจจะได้เห็นโจ โกเมซ ได้กลับมาเล่นเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟเร็วกว่าที่หลายๆคนคาดคิดก็เป็นไปได้


และนี่ คือ โจ โกเมซ หนุ่มวัย 20 ปี ที่มีจิตใจแข็งแกร่งเกิน 100 ผู้พร้อมอาสาเป็นตัวเลือกในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟตัวจริงให้กับลิเวอร์พูลและทีมชาติอังกฤษ 


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด