:::     :::

(กลาง)สัปดาห์แห่งเอฟเอคัพ

วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 คอลัมน์ Football Therapy โดย บี้ เดอะสปา
593
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เข้าสู่สัปดาห์แห่งศึกเอฟเอคัพ รอบ 5 เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลถ้วยรายการเก่าแก่ที่สุดในโลก ถูกเปลี่ยนโปรแกรมจากเสาร์-อาทิตย์ มาเล่นในช่วงกลางสัปดาห์

สาเหตุหลักอย่างที่ทราบกันไปแล้วก่อนหน้านี้ว่าเป็นเพราะการที่พรีเมียร์ลีกมีช่วงวินเทอร์เบรคกลางซีซั่นเป็นครั้งแรก แม้เป็นการหยุดพักแบบแปลกๆ เพราะ 20 ทีมถูกแบ่งหยุดสลับกันในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์

นั่นทำให้โปรแกรมหายไปหนึ่งสัปดาห์ และเกมที่ได้รับผลกระทบคือ เอฟเอคัพ รอบ 5 ที่ต้องขยับมาเล่นกันในช่วงกลางสัปดาห์ ขณะที่โปรแกรมรีเพลย์ของรอบ 5 ก็ถูกยกออกไปหมดตั้งแต่ฤดูกาลที่ผ่านมาแล้ว โดยปรับเปลี่ยนมาเป็นการต่อเวลาพิเศษ และดวลจุดโทษหาทีมชนะแทน
เมื่อโปรแกรมถูกขยับจากสุดสัปดาห์มาเป็นกลางสัปดาห์ เวลาคิกออฟก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย จากบรรยากาศท่ามกลางแสงแดดจ้า ก็จะกลายเป็น เอฟเอคัพ ภายใต้แสงไฟจากสปอตไลท์ ไม่ต่างจากเกมมีดวิคอื่นๆ
จากผลประกบคู่ทั้ง 8 เกมของรอบ 5 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย มีความน่าสนใจอะไรบ้าง?
เริ่มต้นที่'มันเดย์ไนท์'
ตามหลักแล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นโปรแกรมกลางสัปดาห์ มักจะออกสตาร์ตกันที่วันอังคารไปจบที่วันพฤหัสบดี แต่ไฉนเลย เอฟเอคัพ รอบ 5 ถึงมาเริ่มโปรแกรมกันตั้งแต่คืนวันจันทร์ หรือ มันเดย์ไนท์
เมื่อมีการเปิดเผยผังของการถ่ายทอดสดเกมรอบ 5 ออกมาในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เราได้เห็นความแปลกของโปรแกรมที่เริ่มต้นตั้งแต่คืนวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม เป็นคู่ที่ถ่ายทอดทางช่อง บีที สปอร์ต นั่นคือ พอร์ทสมัธ เจอกับ อาร์เซน่อล
สาเหตุที่เลือกเกมที่ แฟร็ตตัน พาร์ค เข้าใจว่าเป็นเพราะ เดอะ กันเนอร์ส ไม่มีโปรแกรมพรีเมียร์ลีกในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนหน้านั้นพอดี เพราะเกมเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันอาทิตย์ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากตรงกับโปรแกรมรอบชิงชนะเลิศ คาราบาวคัพ ที่ เรือใบสีฟ้า ต้องเล่นกับ แอสตัน วิลล่า
ดังนั้นเพื่อให้แฟนๆ ได้ติดตามเกมรอบ 5 ให้ได้มากที่สุด จึงฉีกคู่นี้ออกมาเตะตั้งแต่วันจันทร์เสียเลย
ส่วนทีมอย่าง พอร์ทสมัธ นะเหรอ? ไม่ต้องไปสนใจหรอก แค่เลื่อนเกมลีกวันให้มาเตะเร็วขึ้นเป็นวันศุกร์ก็สิ้นเรื่องสิ้นราวแล้ว
ทีมจากลีกต่ำที่สุด
ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย มีทีมจากพรีเมียร์ลีกหลุดเข้ามา 10 ทีม ทีมจากแชมเปี้ยนชิพเข้ามา 5 ทีม และอีกหนึ่งเดียว มาจากลีกวัน นั่นคือ พอร์ทสมัธ
หวังว่าแฟนฟุตบอลลีกอังกฤษคงยังไม่ลืมชื่อของ พอร์ทสมัธ ที่ครั้งหนึ่งเคยก้าวขึ้นเป็นแชมป์เอฟเอคัพ เมื่อฤดูกาล 2007-08 หรือเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ในยุคที่มี แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ คุมทัพ และเต็มไปด้วยดาวดังอย่าง เอ็นวานโก้ คานู, ซุลเล่ย์ มุนตารี่, นิโก้ ครานชาร์, ลาสซาน่า ดิยาร์ร่า เป็นต้น
แต่หลังจากนั้นเพียงสองปี ปอมปีย์ ก็เข้าสู่ยุคมืด เพราะปัญหาหนี้สิน จนถูกควบคุมกิจการ ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก สู่แชมเปี้ยนชิพ สู่ลีกวัน และสู่ลีกทู ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีเท่านั้น
ปัจจุบัน พอร์ทสมัธ กลับมาลืมตาอ้าปากอยู่ในลีกวัน และมีลุ้นเลื่อนชั้นอีกขั้นแบบเต็มตัวในฤดูกาลนี้ด้วย
และทางเดียวที่จะทำให้ใครๆ นึกถึงชื่อสโมสร พอร์ทสมัธ อีกครั้ง นั่นก็คือเส้นทางใน เอฟเอคัพ ที่แม้ต้องเล่นตั้งแต่รอบแรก แต่ก็ผ่านมาได้ถึง 4 ด่าน โชคดีที่รอบสามจับเจอทีมลีกทูด้วยกัน และรอบสี่ผ่านทีมท้ายตารางแชมเปี้ยนชิพมาได้
ถึงรอบ 5 พอร์ทสมัธ ได้สมหวังเสียที กับการเจอทีมใหญ่พรีเมียร์ลีกอย่าง อาร์เซน่อล
'บิ๊กซิกซ์'อยู่พร้อมหน้า
นับตั้งแต่มีการเรียก 6 ทีมใหญ่พรีเมียร์ลีกว่า 'บิ๊กซิกซ์' (เกือบๆ หนึ่งทศวรรษ) ไม่เคยมีฤดูกาลไหนเลยที่ทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, เชลซี, อาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ดาหน้าเข้าสู่รอบ 5 เอฟเอคัพ แบบพร้อมเพรียงเช่นนี้
(หากย้อนกลับไปในอดีต ก็จะเรียก 'บิ๊กซิกซ์' ไม่ได้แล้ว เนื่องจาก แมนฯ ซิตี้ เพิ่งเลื่อนชั้นมาในปี 2002)
นี่จึงเป็นฤดูกาลที่เดือดปุดๆ ตั้งแต่รอบ 5 เพราะการที่ ลิเวอร์พูล จ่อแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบทิ้งคู่แข่งไกลลิบ ทำให้อีก 5 ทีมที่เหลือเริ่มอยู่ไม่ได้ ต้องเน้นความสำเร็จใน เอฟเอคัพ แบบไม่ให้เป็นรองการทำอันดับในพรีเมียร์ลีก
ในเมื่อรอบ 16 ทีม มี 6 ทีมใหญ่หลุดเข้ามาทั้งหมด จึงเลี่ยงไม่ออกที่จะมีการจับสลากเจอกันเอง และผู้โชคดีปีนี้คือ เชลซี ที่จะเปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ รับมือ ลิเวอร์พูล ที่ยังตอบยากว่าถึงตอนนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะจัดทีมแบบ 'เอา' หรือ 'ไม่เอา'
อาร์เซน่อล คือทีมที่โชคดีที่สุดที่จับเจอทีมในลีกต่ำที่สุดอย่าง พอร์ทสมัธ ขณะที่ สเปอร์ส เจอทีมบ๊วยพรีเมียร์ลีก นอริช และสองทีมจากแมนเชสเตอร์สถานการณ์ใกล้เคียงกันต้องบุกเยือนทีมจากแชมเปี้ยนชิพ
ดาวซัลโวจากทีมพรีเมียร์ลีก
ปกติแล้ว เมื่อ เอฟเอคัพ เดินทางมาถึงรอบ 5 เรามักไม่ค่อยได้เห็นชาร์ตดาวซัลโวมีนักเตะจากทีมพรีเมียร์ลีกกันนักหรอก เพราะบรรดาทีมลีกรองจากลีกวัน, ลีกทู เริ่มต้นตั้งแต่รอบแรก หรือทีมนอกลีกที่เล่นกันมาตั้งแต่รอบคัดเลือก ขณะที่พรีเมียร์ลีกเพิ่งเริ่มเล่นที่รอบสาม (มากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับเกมรีเพลย์)
จึงไม่แปลกที่ผู้นำดาวซัลโว เอฟเอคัพ ในตอนนี้ ยิงไปแล้ว 5 ประตูเท่ากันสองคนคือ เจมส์ บอลล์ ของ โซลีฮัลล์ มัวร์ส ทีมนอกลีก (เนชันแนลลีก) และ แฮร์รี่ แม็คเคอร์ดี้ ของ คาร์ไลส์ ทีมลีกทู
แล้วนักเตะคนไหนในพรีเมียร์ลีกที่ยิงได้มากที่สุดก่อนถึงรอบ 5?
คำตอบคือ อดัม ไอดาห์ กองหน้าดาวรุ่งของ นอริช ซิตี้
ไอดาห์ ศูนย์หน้าวัยเพียง 19 ปี ได้โอกาสลงตัวจริงในเกมรอบ 3 ที่บุกชนะ เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ ทีมจากแชมเปี้ยนชิพ 4-2 และดาวเตะลูกครึ่งไนจีเรียน-ไอริช ก็สร้างชื่อด้วยการตะบันแฮตทริก
น่าเสียดายที่ในรอบ 4 ไอดาห์ ไม่มีชื่ออยู่ในทีม เพราะ ดาเนียล ฟาร์เค่ จัดทีมแบบเน้นๆ ขึ้นในชัยชนะที่บ้าน เบิร์นลี่ย์ 2-1 แต่สามประตูที่ทำเอาไว้ ก็เพียงพอทำให้มีชื่อติดอยู่ในชาร์ตดาวซัลโว เอฟเอคัพ
'รูน'เจอเพื่อนเก่า
การได้กลับมาเจอทีมเก่า มักเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และเป็นการที่น่าประทับใจเสมอ โดยเฉพาะกับนักเตะที่จากกันมาด้วยดี หรือจากมาแบบตำนานอย่าง เวย์น รูนี่ย์
ทันทีที่ผลการจับสลากรอบ 5 ปรากฏออกมาว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องบุกเยือน ดาร์บี้ เคาน์ตี้ แวบแรกที่นึกถึงจะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ รูนี่ย์ ที่เพิ่งย้ายกลับลีกอังกฤษ มาอยู่กับทีมดังแชมเปี้ยนชิพตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา
ศูนย์หน้าในวัย 34 ปี ค่อยๆ ลดตำแหน่งของตัวเองลงมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้สวมบทคุมแดนกลางให้ ดาร์บี้ โดยที่บางนัดยืนตัวต่ำ บางนัดยืนตัวสูง ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ในแต่ละเกม
ผ่านสองเดือนแรกของปี 2020 รูนี่ย์ ลงเล่นให้ ดาร์บี้ ไปแล้วถึง 14 เกม ยิงได้ 4 ประตู ในจำนวนนั้นเป็นเกมแชมเปี้ยนชิพ 11 นัด ยิง 3 ประตู และที่สำคัญ ฟิลิป โคคู มอบปลอกแขนกัปตันทีมให้เรียบร้อย
การกลับมาเจอเพื่อนร่วมทีมเก่าอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา, ไมเคิ่ล คาร์ริค หรือ ดาบิด เด เคอา จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องระวัง รูนี่ย์ ใช้กฏ 'ยิงประตูทีมเก่า' เอาไว้ให้ดีด้วย
คล็อปป์เอามั้ย?
มีหลายคำถามเกิดขึ้นในใจแฟนบอล ที่ไม่ใช่แค่แฟน ลิเวอร์พูล หรือ เชลซี เท่านั้น แต่ใครๆ ก็คงอยากรู้ว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ จะจัดตัวหลักลงเต็มสูบ ลุ้นแชมป์ เอฟเอคัพ อีกรายการหรือไม่
หรือจะออกลูกกั๊ก จัดทีมชุดผสม "ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร" 
หรือจะปล่อยให้ทีมชุดยู-23 ได้โชว์ฝีเท้าเหมือนรอบก่อนหน้า
ในช่วงที่โปรแกรมชุก ผ่านพ้นปี 2019 เข้าสู่ต้นปี 2020 เลือกที่จะจัดทีมชุดผสม แม้เป็นเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้เจอกับ เอฟเวอร์ตัน ก็ตาม
โดยทีมชุดนั้นมีดาวรุ่งจากชุดยู-23 ลงตัวจริงถึง 5 คนคือ เนโก้ วิลเลียมส์, เนธาเนียล ฟิลลิปส์, เปโดร คิริเบย่า, เคอร์ติส โจนส์ และ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ขณะที่ ยาสเซอร์ ลารูซี่ ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามตั้งแต่ 9 นาทีแรก
ผลปรากฏว่า เคอร์ติส โจนส์ ยิงสุดสวยเป็นประตูเดียวของเกมให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้าสู่รอบ 4
ในรอบ 4 เกมเยือน ชรูว์สบิวรี่ ทีมลีกวัน คล็อปป์ ก็ยังคงใช้ชุดผสมที่มีดาวรุ่งลง 5 คนเหมือนเดิม เนโก้ วิลเลียมส์, เปโดร คิริเบย่า, เคอร์ติส โจนส์, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ และอีกหนึ่งคือ ยาสเซอร์ ลารูซี่ จบเกมด้วยผลเสมอ 2-2 ต้องกลับมาเล่นรีเพลย์ที่ แอนฟิลด์
และเผอิญว่าโปรแกรมนัดแข่งใหม่ของรอบ 4 ไปตรงกับช่วงวินเทอร์เบรคของ หงส์แดง พอดี ดังนั้น คล็อปป์ จึงเปิดทางให้ นีล คริทช์ลี่ย์ โค้ชทีมยู-23 นำนักเตะชุดเล็กขึ้นมาเตะเกมนี้แทน ขณะที่กุนซือใหญ่ชาวเยอรมันและลูกน้องขอไปหยุดพักร้อนในสัปดาห์ดังกล่าว
11 ตัวจริง บวกกับอีก 7 ตัวสำรองล้วนเป็นดาวรุ่งมาจากทีมชุดยู-23 ทั้งหมด แต่ก็ยังเบียดชนะ 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 5 มาเจอ เชลซี คู่แข่งที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
นี่จึงเป็นคำถามสำคัญว่า คล็อปป์ จะเอาถ้วยเอฟเอมั้ย?
เชื่อว่าหากแฟนหงส์เลือกได้ คงอยากให้ คล็อปป์ จัดตัวหลักเยือน เชลซี ในเอฟเอคัพมากกว่า จากนั้นก็พักยกทีมสำหรับเกมพรีเมียร์ลีกในบ้านเจอกับ บอร์นมัธ ช่วงสุดสัปดาห์ แล้วกลับมาใช้ชุดใหญ่อีกครั้งในเกมเอาคืน แอตเลติโก มาดริด ที่ แอนฟิลด์ กลางสัปดาห์ถัดไป
แต่ผลจะออกมาเป็นแบบไหน ต้องถามใจ คล็อปป์

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด