:::     :::

เป็นกุนซือไม่เปรี้ยงเหมือนตอนค้าแข้ง

วันศุกร์ที่ 08 พฤษภาคม 2563 คอลัมน์ เด็กเก็บบอล โดย ยักษ์เดนส์
1,298
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ศาสตร์ลูกหนังบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ยากที่จะอธิบายได้

บางคนไม่เคยเป็นนักฟุตบอลมาก่อนแต่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จ แต่บางคนตอนค้าแข้งถือเป็นหนึ่งในยอดนักเตะ แต่พอทำงานกุนซือกลับล้มเหลว

มันเป็นการปลอดภัยหากจะบอกว่าไม่มีเวทย์มนตร์อะไรที่จะทำให้คุณเป็นผู้จัดการทีมที่เก่งได้ หลายคนทำได้ดีทั้งสมัยเป็นผู้เล่นและก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, ดิดิเยร์ เดส์ช็องส์, ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ หรือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ 

ในขณะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ หรือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ค้าแข้งฝีเท้าไม่เท่าไรแต่เป็นยอดเทรนเนอร์ระดับโลก

หรือจะอีกตัวอย่าง เมาริซิโอ ซาร์รี่, ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์, เลโอนาร์โด้ ชาร์ดิม และ อันเดร วิลลาช-โบอาช ไม่เคยเป็นนักฟุตบอลแต่ฝีไม้ลายมือตอนคุมทีมไม่ธรรมดา

แต่วันนี้จะยกเทรนเนอร์ที่สมัยค้าแข้งถือว่าเจนจัดอยู่ในระดับแถวหน้าของโลก แต่พอรับงานผู้จัดการทีมแล้วต้องบอกว่าล้มเหลว

แกรี่ เนวิลล์


อดีตแบ็คขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของวงการลูกหนังด้วยจำนวนโทรฟี่่ชนิดที่หลายคนรวมกันยังทำไม่ได้

เกือบ 20 ปีบนเส้นทางลูกหนังลงสนามให้กับ "ปีศาจแดง" มากกว่า 600 เกม ยังมีทีมชาติอังกฤษที่ลุยทัวร์นาเม้นต์มานับครั้งไม่ถ้วนก่อนที่จะแขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2011

เจ้าตัวได้ยูฟ่า โปร ไลเซนส์ แล้วก้าวสู่งานโค้ชครั้งแรกด้วยการเป็นผู้ช่วยของ รอย ฮ็อดจ์สัน ในทีมชาติอังกฤษในปี 2012 ช่วย "สิงโตคำราม" ลุยศึกยูโร 2012 และฟุตบอลโลก 2014 ไปจนถึงยูโร 2016 รอบคัดเลือก

ในเดือนธันวาคม 2015, แกรี่ เนวิลล์ ได้รับการแต่งตั้งเข้ารับงานคุมทีม บาเลนเซีย สโมสรในลา ลีกา สเปน ที่ตอนนั้นมี ฟิล ผู้เป็นน้องชายเป็นผู้ช่วยโค้ช แต่ในตอนนั้นก็มีกระแสคัดค้านเพราะเจ้าตัวไม่มีประสบการณ์ในด้านงานคุมทีชุดใหญ่

แถมที่สำคัญยังพูดภาษาสเปนไม่ได้อีกด้วย

ระยะเวลาราว 3 เดือน คุมทีม 28 เกม ชนะ 10 เสมอ 7 แพ้ 11 และดันมีเกมที่เข้าตาอย่างโดน บาร์เซโลน่า ทะลวงยับ 0-7 ในเกมรอบรองชนะเลิศศึกโกปา เดล เรย์นั่นแหละ

ตลอด 16 เกมที่คุมทีมในลา ลีกา พาทีมเก็บชัยชนะได้แค่ 3 เกมเท่านั้น ก่อนที่จะโดนปลดออกจากตำแหน่งเมื่อ 30 มีนาคม และหลังจากนั้นก็ไม่เคยรับงานคุมทีมที่ไหนอีกเลย

สงสัยคงจะเข็ดแล้ว เลยไปเอาดีทางการเป็นกูรูวิจารณ์ดีกว่า แต่ก็ยังเคยโดนแซวเรื่องนี้เสมอว่าวิจารณ์เก่งแต่ตอนตัวเองคุมทีมไม่ได้เรื่อง เหมือนกับที่เก่งตอนสมัยค้าแข้งนั่นแหละ

โทนี่ อดัมส์


หนึ่งในเซนเตอร์ที่ดีที่สุดของทั้ง อาร์เซน่อล และ ทีมชาติอังกฤษ คว้าแชมป์มากมายรวมถึงรางวัลส่วนตัวด้วย

หลังจากค้าแข้งกับทีม "ปืนใหญ่" เพียงสโมสรเดียวนาน 19 ปีและแขวนสตั๊ดไปในปี 2002, เซนเตอร์ร่างใหญ่เริ่มต้นงานโค้ชครั้งแรกในปี 2003 กับทีมวีคอมบ์ โดยเข้ารับงานคุมทีมในเดือรพฤศจิกายน แต่ในปีนั้นไม่อาจพาทีมรอดตกชั้นจากดิวิชั่น 3 (ลีก ทู ในปัจจุบัน) ก่อนที่จะแยกทางกับทีมในเดือนพฤศจิกายน 2004

หลังจากนั้นเจ้าตัวไปทำการฝึกวิชาที่ เฟเยนูร์ด โดยมีหน้าที่ดูแลทีมสำรองรวมถึงทำงานกับ อูเทร็คท์ ด้วยในช่วงปี 2005-2006

เดือนมิถุนายน 2006 มาทำงานเป็นมือขวาของ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ในทีม พอร์ทสมัธ ซึ่งถือว่าทีมก็มีผลงานที่ดีเลยจบอันดับ 9 ของลีกในซีซั่น ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่กุนซือชั่วคราวแทนที่ เร้ดแน็ปป์ ที่ลาไปคุม สเปอร์ส 

แต่ทว่าคุมทีมได้แค่ 3 เดือนครึ่งก็โดนปลดออกจากตำแหน่งหลังเก็บได้แค่ 10 แต้มจาก 16 เกมในฤดูกาล 2008/09

อีกครั้งในเดือนพฤษภาคมปี 2010, อดัมส์ ไปรับงานแปลกกับสโมสร กาบาล่า ในอาเซอร์ไบจาน ก่อนจะเลิกสัญญากับไปในเดือนพฤศจิกายน 2011 กระทั่งปี 2017 ได้รับโอกาสคุมทีม กรานาด้า ในสเปน

คราวนี้แหละที่เละจนหมอไม่กล้ารับเย็บที่เข้ารับหน้าที่ในช่วงท้ายซีซั่นด้วยสัญญาจนจบฤดูกาล แต่พาทีมแพ้ 7 เกมรวดที่คุมทีม ส่งให้สโมสรตกชั้นด้วยการเป็นบ๊วยของตารางก่อนที่จะแยกย้ายกันไป

อลัน เชียเรอร์


เจ้าของตำแหน่งดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ดูแล้วคงเอาดีทางโค้ชไม่ได้ หลังจากได้เคยชิมลางช่วงสั้นๆ

แม้ในช่วงค้าแข้งจะมีแค่แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษกับ แบล็คเบิร์น แค่รายการเดียว แต่ด้วยความจงรักภักดีและฝีเท้ารวมถึงสถิติในการยิงประตู ไม่แปลกที่เขาจะถูกยกให้เป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลของชาติ

แม้ว่าจะไม่เคยสนใจงานโค้ชหรืออะไรก็ตามแต่นับตั้งแต่แขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2006 แต่เขาก็ต้องมาทำหน้าที่กุนซือของสโมสรเก่าอย่าง นิวคาสเซิ่ล เมื่อ โจ คินเนียร์ มีปัญหาเรื่องสุขภาพจนไม่อาจคุมทีมข้างสนามได้

ในตอนนั้นสถานการณ์ของ "สาลิกาดง" เสี่ยงต่อการตกชั้นอย่างมาก ซึ่ง เชียเรอร์ ลั่นวาจาว่า "นี่คือสโมสรที่ผมรักและผมไม่ต้องการให้พวกเขาตกชั้น, ผมจะทำทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งมัน"

แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาพาทีมชนะแค่เกมเดียวจาก 8 เกม ต้องตกชั้นเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี และจากนั้น เชียเรอร์ ก็ไม่ทำงานผู้จัดการทีมจนถึงปัจจุบัน

ดีเอโก้ มาราโดน่า


นักฟุตบอลที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา เขาสามารถเสกความสำเร็จให้ทีมที่เล่นด้วยเท้าซ้ายเพียงข้างเดียว

นอกจากจะมีฝีเท้าอันเอกอุแล้วยังมี "วาจา" ที่เชือดเฉือน โดยเฉพาะในฟุตบอลโลก 1986 ที่เล่นงานอังกฤษด้วยการใช้มือปัดบอลเข้าประตูก่อนตอบกับสื่อว่ามันคือ "หัตถ์พระเจ้า"

แน่นอนว่าเส้นทางค้าแข้งของ ดีเอโก้ มาราโดน่า เต็มไปด้วยปัญหาโดยเฉพาะในเรื่องนอกสนามที่มีการใช้ยาเสพติดจนเป็นเรื่องโด่งดัง

แม้จะเคยแค่คุมทีมเล็กๆในบ้านเกิด แต่ทางสมาคมฟุตบอลอาร์เจนติน่าก็แต่งตั้งให้ "เสือใต้" รับตำแหน่งกุนซือของทีมในปี 2008 ซึ่งในช่วงแรกก็ดูท่าจะไปไม่รอดหลังบุกไปโดน โบลิเวีย ยำเละ 1-6 ในเกมฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก 

ในช่วงเวลานั้นถึงจะมี ลิโอเนล เมสซี่ เป็นตัวชูโรงบวกด้วย คาร์ลอส เตเวซ และ กอนซาโล่ อีกวาอิน แต่ในหลายเกมก็แสดงให้เห็นว่า มาราโดน่า อ่อนชั้นในเรื่องของแท็คติค 

อย่างกระท่อนกระแท่น "ฟ้า-ขาว" ก็ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายที่แอฟริกาใต้ได้สำเร็จ ซึ่งในรอบแบ่งกลุ่มถือว่าคู่แข้งอ่อนชั้นอยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างง่ายอย่าง เกาหลีใต้, กรีซ และ ไนจีเรีย ซึ่งทีมคว้าชัยรวดเข้ารอบเป็นแชมป์กลุ่ม

ในรอบ 16 ทีมก็ยังได้เจอทีมที่ไม่ได้แข็งมากอย่าง เม็กซิโก ก่อนชนะ 3-1 แต่ในรอบก่อนรองชนะเลิศเจอของจริงอย่าง เยอรมัน และโดนสอนบอลยับ 0-4 และจบเส้นทางเทรนเนอร์ทีมชาติ

ปัจจุบันยังทำงานคุมทีมอยู่กับ คิมนาเซีย ลา ปลาต้า ในบ้านเกิดตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว มีสถิติคุมทีมไปแล้ว 20 เกมชนะ 7 เสมอ 4 แพ้ 9

เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน


แชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติอังกฤษปี 1966, แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1968 และคว้าบัลลง ดอร์ในปีเดียวกัน ทำให้ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน คือหนึ่งในตำนานของชาติและสโมสร

49 ประตูในนามทีมชาติ และ 260 ประตูในนามสโมสร เขาคือนักเตะที่สร้างสถิติไว้ก่อนที่จะถูกทำลายลงในยุคมิลเลนเนี่ยมนี่เอง

หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ "ปีศาจแดง" ในปี 1973 บ็อบบี้ ชาร์ลตัน เข้ารับงานคุมทีม เปรสตัน โดยที่เขาดึง น็อบบี้ สไตล์ส ที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมทีมและเพื่อนร่วมชาติมาเป็นมือขวาเพื่อช่วยงาน

แต่ทว่าผลงานกับแย่สุดๆพาทีมเก็บชัยชนะได้แค่ 9 จาก 42 เกม สุดท้าย เปรสตัน ที่อยู่ในดิวิชั่น 2 เวลานั้นกระเด็นตกชั้นไปสู่ดิวิชั่น 3 ก่อนที่จะแยกทางกับทีมหลังมีปัญหากับบอร์ดบริหาร

จากนั้นล่วงเลยมาถึงปี 1983 เจ้าตัวรับงานอีกครั้งกับ วีแกน แต่ก็เลิกไปอีกหลังพาทีมชนะเพียง 2 จาก 9 เกม และก็ไม่ทำงานผู้จัดการทีมอีกเลย

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด