:::     :::

ดิ่ง!!

วันอังคารที่ 05 มกราคม 2564 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
1,517
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ตั้งแต่พวกเขาเริ่มติดเครื่องคว้าแชมป์ได้มาอย่างเป็นกอบเป็นกำในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ช่วงนี้น่าจะเรียกได้ว่า ลิเวอร์พูลกำลังอยู่ในช่วงที่ "ถึงจุดวิกฤต" ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 2-3 ปีนี้เลยก็ว่าได้นะครับ ไม่เพียงแค่ผลการแข่งขันในนัดนี้จะไม่เป็นใจสำหรับพวกเขาเท่านั้น แต่พวกเขาดูจะมีปัญหาไปเสียทุกส่วนจริงๆ ครับ





ปัญหาแนวรับ - แค่ปะผุ ไม่น่าพอ

          ต้องเรียกได้ว่านี่ึคือปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้กับเจอร์เก้น คล็อปป์และแฟนบอลมากที่สุดแล้วล่ะครับ ถ้าจะบอกว่านี่คือ “คราวซวย” ของคล็อปป์เองก็ว่าได้ เพราะเซนเตอร์ฮาร์ฟตัวหลักของพวกเขาล้วนแต่ปิดเทอมยาวไปแล้วทั้ง 3 คน ทำให้คล็อปป์เองต้องแก้ปัญหากันเฉพาะหน้าไปเป็นนัดๆ ไป บางครั้งก็เวิร์ก บางครั้งก็ไม่เวิร์ก และกับวันเวลา ณ ปัจจุบันนี้ ที่ตลาดซื้อขายเปิดมาอีกครั้ง ก็มีคำถามจากทั่วทุกสารทิศครับ ว่าคล็อปป์จะเอายังไงกับตำแหน่งกองหลังตัวกลางนี้ จะลงตลาดไปแก้ปัญหานี้หรือไม่ หรือจะใช้นักเตะที่มีอยู่ทั้งเด็กปั้นและผู้เล่นที่พอจะเล่นในตำแหน่งนี้ได้มาทดแทนไปก่อน  ซึ่งคล็อปป์เลือกอย่างหลังครับ เกมนี้เขาส่งจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงมาเล่นเป็นเซนเตอร์ฮาร์ฟคู่กับฟาบินโญ่ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดเดาของแฟนๆ แต่อย่างใดครับ แต่ถึงอย่างนั้นยังไงมันก็รู้สึกทะแม่งๆ อยู่ดีนั่นแหละ และผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะมีคำถามในใจเหมือนกันครับว่า “จะเอาอย่างนี้จริงๆ เหรอ บอส?”

          ไม่ใช่ว่าทั้งฟาบินโญ่ หรือ เฮนโด้ จะทำหน้าที่นี้ได้แย่นะครับ ในความเป็นจริง ถือว่าพวกเขาทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ได้ดีทีเดียวล่ะครับ เพียงแต่ว่า ยังไงมันก็ไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของทั้งคู่อยู่ดีนั่นแหละครับ และนอกเหนือจากตำแหน่งเซนเตอร์ฮาร์ฟที่จะเป็นปัญหาแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจ้าหนูเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาโนลด์ของเราจะฟอร์มออกทะเลจนกู่ไม่กลับเลยจริงๆ ครับ ตำแหน่งของเขาที่ดูจะเป็นเป้าหมายแรกในการโจมตีของคู่แข่งอยู่แล้ว ในนัดนี้ทำให้ยิ่งเห็นว่าตรงตำแหน่งความรับผิดชอบของเขานั้น มีปัญหาจริงๆ และประตูที่เสียไป ถ้าจะชี้เป้าไปที่ใครซักคนว่าทำหน้าที่บกพร้องก็ต้องชี้ไปที่เขานั่นแหละครับ เกมรุกที่เคยมีลูกครอสเป็นอาวุธร้ายก็ไม่มีพิษสงเลยในช่วงนี้ จนกระทั่งคล็อปป์เองยังถึงกับทนไม่ไหว ต้องเปลี่ยนเอาเจมส์ มิลเนอร์ลงแทนในช่วงท้ายเกมด้วยซ้ำ และ คล็อปป์กับทีมงานเองก็อาจจะต้องเก็บเอาคำถามที่แฟนบอลถามกันไปคิดบ้างแล้วล่ะครับ ว่า “จะเอาอย่างนี้จริงหรือ ?”
    



ปัญหาแดนกลาง - ภาวะขาดผู้นำ


   
          เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วล่ะครับ ที่ลิเวอร์พูลได้ ติอาโก้ กลับมาเป็นตัวเลือกให้ใช้งานได้ในแผงมิดฟิลด์ แต่กับในเกมนี้ ที่ดูเหมือนว่าเขานั้นยืนต่ำสุดเป็นห้อยท้ายในแผงกลางเหมือนมิดฟิลด์ตัวรับ หรือ ตัวโฮสดิ้งแบบนี้ ดูจะไม่น่าจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมกับเจ้าตัวซักเท่าไรครับ จริงอยู่ที่เจ้าตัวหูตาว่องไว และมีการออกบอลที่รวดเร็วและแม่นยำ แต่ในตำแหน่งนี้ สรีระของร่างกายค่อนข้างมีผลสูงพอสมควรครับ หรือพูดง่ายๆ ว่าติอาโก้ อาจจะตัวเล็กเกินไปในตำแหน่งนี้นั่นแหละครับ และการต้องถอยลงไปเล่นกองหลังของเฮนโด้ กับ ฟาบินโญ่นั้น ทำให้ลิเวอร์พูลมีช่องโหว่ในตำแหน่งที่ว่าชัดเจนมากครับ และยิ่งในเกมนี้เซาท์แฮมป์ตันมาเล่นเพรสซิ่งในแดนสูงและใช้ลูกหนักเข้าเล่นงานแดนกลางของลิเวอร์พูลแบบนี้ กองกลางของลิเวอร์พูลนั้นแทบจะเก็บบอลหรือทำเกมแทบไม่ได้เลยครับ และยิ่งในเกมนี้คล็อปป์ใช้อเล็กซ์ อ็อกเหลด เชมเบอร์เลน มาเป็นมิดฟิลด์อีกคนในแดนกลางอีกคน ยิ่งทำให้แดนกลางของลิเวอร์พูลดูแย่กว่าปกติอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ ครับ อาจจะเพราะด้วยการร้างสนามไปนานของเขา หรือว่าการที่ยังไม่เข้าขารู้ใจในแผงมิดฟิลด์เพราะว่านี่ก็เป็นเกมแรกเลย ที่ทั้ง 3 คนลงเล่นพร้อมกัน แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามครับ ก็ต้องยอมรับกันตามตรงว่านี่คือการวางแผนที่ผิดพลาดของคล็อปป์ในเกมนี้จริงๆ แม้ว่าช่วงหลังคล็อปป์จะสลับตำแหน่งและเปลี่ยนตัวผู้เล่นลงไปแทน แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมเท่าไรครับ ในสงครามช่วงชิงพื้นที่แดนกลางในเกมนี้ ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายพ่ายแพ้นักบุญ อย่างราบคาบจริงๆ ครับ





ปัญหาแดนหน้า - 3 ประสานหมดอายุ


          “1”  คือตัวเลขที่บอกจำนวนการ “ยิงเข้ากรอบ” ของลิเวอร์พูลในเกมนี้ครับ และนั่นคือตัวเลขที่บ่งชี้วัดว่าเกมรุกของลิเวอร์พูลในเกมนี้มีปัญหาหนักหน่วงเอาการเลยทีเดียว และถ้าใครได้ดูเกมก็จะยิ่งอ่อนเพลียหัวใจ เพราะรู้ว่า 1 ครั้งที่เป็นการยิงตรงกรอบแบบแป้กๆ บอลค่อยๆ ไหลไปเข้ามือโกล์ของซาดิโอ มาเน่ ในราวๆ นาทีที่ 70 .... แนวรุกของลิเวอร์พูลมีปัญหาจริงๆ ครับ หรืออาจจะบอกได้ว่า จริงๆ แล้วพวกเขามีปัญหามาตั้งแต่เปิดฤดูกาลแล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าปัญหานั้นมันถูกเก็บกวาดเอาไว้ใต้พรมจากฟอร์มการถล่มประตูอันร้อนแรงของดิโอโก้  โชวต้า แต่พอดาวยิงโปรตุเกสเกิดปัญหาอาการบาดเจ็บจนต้องพักยาวไปร่วมๆ 1 เดือน ปัญหาดังกล่าวก็เผยออกมาให้เห็นทันที ก่อนหน้านี้เราอาจจะชี้ไปเป็นรายบุคคลครับ ว่า ตอนนี้ฟิร์มิโน่แย่  มาเน่ฟอร์มตก หรือซาลาห์ไม่เหมืิอนเดิม แต่ยังโชคดีที่ปัญหาทืี่ว่ามัน มักจะสลับกันมาทักทายเป็นช่วงๆ ครับ แต่ว่าตอนนี้ ปัญหาที่ว่ามานั้นมันมาทักทายโดยพร้อมเพรียงกันเลยครับ นั่นทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูลนั้นดูไม่มีความเฉียบคม และไม่เด็ดขาดเหมือนเมื่อก่อนจริงๆ

          และเราสามารถสังเกตถึงความกดดันและความไม่มั่นใจของทั้ง 3 คนได้จากอากัปกริยาและการเล่นของพวกเขาในสนามเลยครับ จังหวะที่ควรจะยิง ก็ไม่กล้ายิง จังหวะที่ควรจะส่งบางทีก็ไม่กล้าส่งหรือไม่ก็ส่งผิดจังหวะไป และด้วยการเจอกับคู่ต่อสู้ที่เตรียมพร้อมมาตั้งรับกันทั้งทีมแบบนี้ ยิ่งสร้างความยากลำบากในการทำประตูให้ทีมได้จริงๆ และเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไปยิ่งกว่านั้น คือ นอกจากแนวรุก 3 ประสานจะฟอร์มตกแล้ว อาวุธในแนวรุกที่น่ากลัวของลิเวอร์พูลอีกอย่าง เช่นการครอสจากริมเส้นของแบ็กทั้งสองข้างของทีม ก็ลดความน่ากลัวไปเยอะครับ โดยเฉพาะทางกราบขวาที่เป็นหน้าที่ของเทรนท์ อาร์โนลด์ ที่แทบจะไม่มีลูกเปิดที่น่ากลัวและแม่นยำจากแบ็กขวาดาวรุ่งคนนี้เลยใช่ช่วงหลังๆ  ซึ่งตรงนี้คล็อปป์เองอาจจะต้องทบทวนเช่นกันครับ ว่ารูปแบบเกมรุกของลิเวอร์พูลที่ใช้มาตลอด ในช่วง 2-3 ปีหลังอาจจะต้องมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมบ้างเหมือนกัน หรือถ้าจะเล่นแบบเดิมก็ต้องทำให้ทั้ง 3 คนกลับมาเล่นให้ดีเหมือนเดิมให้ได้โดยเร็วที่สุดครับ ไม่งั้นผลงานของลิเวอร์พูลอาจจะแย่ลงกว่านี้ไปเรื่อยๆ ก็ได้





ปัญหาการตัดสิน ..... ที่ไม่มีคำตอบ

    
          ตลอดฤดูกาลนี้ ถ้าเป็นลูกปัญหา 50/50 ลิเวอร์พูลแทบไม่เคยได้รับผลประโยชน์จากการตัดสินของกรรมการหรือ VAR เลยนะครับ นัดนี้ก็เช่นกันครับ มีหลายครั้งเหมือนกันที่เป็นจังหวะที่ลิเวอร์พูลไม่ได้เปรียบในการตัดสินของกรรมการ อย่างเช่น จังหวะที่ซาดิโอ มาเน่โดนรั้งไว้จากกองหลังของเซาท์แฮมป์ตัน หรือ จังหวะที่ไวนัลดุ้มยิงไปโดนแขนของแยน เบดนาเร็คก็ไม่ได้จุดโทษเลยซักลูก จริงอยู่ครับที่ทั้งสองจังหวะนี้อาจจะดูแล้ว “น้ำหนักน้อย” ไปหน่อยในการเป่าให้เป็นจุดโทษ แต่ก็นั่นแหละครับ เราเห็นกันจนเป็นเรื่องชินตาไปแล้ว ว่าจังหวะแบบนี้ถูกตัดสินว่าเป็นจุดโทษหลายต่อหลายครั้ง  แต่ทำไมครั้งนี้มันไม่เป็นจุดโทษ ?? ซึ่งผมก็หาคำตอบไม่ได้เหมือนกันครับ กับบางจังหวะสะกิดกันนิดเดียวก็เป่่าให้จุดโทษได้แล้ว หรือแม้แต่เตะบอลมั่วๆ แต่ไปโดนมือก็เป่าให้เป็นจุดโทษอย่างง่ายดาย  เหมือนว่าผู้ตัดสินเคร่งครัดกฏการตัดสินเป็นอย่างมาก แต่วันนี้กลับเกิดดุลพินิจเรื่องการฟาวล์ซะอย่างนั้น  ดูเหมือนมันยากเสมอเมื่อเป็นทีมลิเวอร์พูล หลายครั้งลิเวอร์พูลมักกลายเป็นผู้ที่เสียผลประโยชน์จากการตัดสินของผู้ตัดสินเสมอครับ และหลายๆ ครั้งกฏบางกฏก็ยังเกิดขึ้นมาเพราะผลจากการแข่งขันของลิเวอร์พูลด้วยซ้ำ  วันนี้แม้แต่คล็อปป์เองยังเดือดจนต้องโวยวายออกมาในการให้สัมภาษณ์หลังเกมในวันนี้  และเชื่อเหลือเกินว่านี่น่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่ๆ ที่เราต้องมาคุยกันเรื่องที่ไม่มีคำตอบนี้อีกครั้ง


          ตอนนี้ลิเวอร์พูลนั้นดูจะดำดิ่งลงเหวลึกอย่างต่อเนื่องและไม่รู้เลยล่ะครับ ว่าจุดก้นบึ้งของเหวนี้มันสิ้นสุดอยู่ตรงไหน ..... เราซึ่งเป็นกองเชียร์ก็ได้แต่อดทนและรอดู รอให้กำลังใจล่ะครับ โดยหวังไว้ลึกๆ ว่า ก้นบึ่งของขอบเหวนั้น อาจจะมีสุดยอดคำภีร์เคล็ดวิชาลับอยู่ตรงก้นเหวก็ได้ ..... YNWA ครับทุกคน

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด