:::     :::

แนวทางการฟื้นฟูเยอรมันของ ฮันซี่ ฟลิค

วันพฤหัสบดีที่ 01 กรกฎาคม 2564 คอลัมน์ เล่าเก่าก้าวใหม่ โดย Latino
1,207
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ฮันซี่ ฟลิค อดีตเทรนเนอร์ บาเยิร์น มิวนิค มีหลากหลายปัญหาที่ต้องแก้ไขปรับปรุงในฐานะเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมัน หลังการก้าวลงจากตำแหน่งของ โยอาคิม เลิฟ

เยอรมัน พบความล้มเหลวอีกครั้งหลังสิ้นสุดเส้นทางบนเวทียูโร 2020 เพียงรอบ 16 ทีม จากการปราชัยต่อ อังกฤษ 0-2 นั่นคือการทำงานฐานะเทรนเนอร์ทีมอินทรีเหล็กเกมสุดท้ายของ โยอาคิม เลิฟ ก่อนจะส่งมอบหน้าที่ให้ทายาทอย่าง ฮันซี่ ฟลิค

เลิฟ เข้ามารับตำแหน่งเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมันตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2006 นับจนถึงเกมพ่ายทัพสิงโตคำราม เทรนเนอร์วัย 61 ปีคุมทีมลงสนาม 197 เกม ชนะ 124, เสมอ 40 แพ้ 33 ประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2014 

ทัพอินทรีเหล็กยุค เลิฟ ยังคว้าแชมป์ คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ปี 2017 รวมถึงการเป็นรองแชมป์ศึกยูโร 2008 และคว้าอันดับ 3 จากฟุตบอลโลกปี 2010


อย่างไรก็ตาม เยอรมัน ซึ่งมักจะทำผลงานได้ดีในทัวร์นาเมนต์สำคัญยังอยู่ไกลจากมาตรฐานที่พวกเขาเคยทำได้ ซึ่งมีสัญญาณเตือนมาตั้งแต่การตกรอบแรกของศึกฟุตบอลโลกปี 2018 แต่ทีมของ เลิฟ ยังสะท้อนถึงสิ่งที่ผิดพลาดอีกครั้งจนหลุดวงโคจรของศึกยูโร 2020 แบบน่าเจ็บปวด

เมื่อ 3 ปีก่อนที่ รัสเซีย ดูเหมือนว่า เยอรมัน จะถึงจุดสิ้นสุดของวัฎจักรความรุ่งเรืองหลังทะยานคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 2014 ทัพอินทรีเหล็กมีความจำเป็นต้องมีการฟื้นฟูด้านแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ แต่มันยังไม่ดีพอสำหรับการก้าวไปไกลกว่ารอบ 16 ทีมของศึกยูโร 2020

ถึงตอนนี้ เลิฟ กำลังจะส่งมอบตำแหน่งเทรนเนอร์ทีมอินทรีเหล็กให้ ฮันซี่ ฟลิค อดีตมือขวาของเขาและอดีตกุนซือ บาเยิร์น มิวนิค เพื่อเข้ามาพลิกฟื้นทีมที่กำลังจะล่มสลายในการแข่งขันระดับนานาชาติ กระบวนการดังกล่าวจะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ แม้ว่ามันควรจะเริ่มใหม่มานานแล้วก็ตาม


เลิฟ พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงกับขุมกำลังทีมชาติเยอรมันก่อนลงทำศึกยูโร 2020 เขาเลือกนักเตะสายเลือดใหม่อย่าง ไค ฮาแวร์ตซ์ กับ โรบิน โกเซนส์ ลงเล่นทัวร์นาเมนต์นี้ แต่เทรนเนอร์วัย 61 ปียังคงยึดติดกับผู้เล่นประสบการณ์หลายคน 

แม้ 3 แนวรับอาจปิดบังจุดอ่อนบางอย่างได้บ้างก็ตาม แต่ปัญหาของทัพอินทรีเหล็กอยู่ที่แดนกลาง แม้ว่าทั้ง อิลคาย กุนโดกาน กับ โทนี่ โครส จะมีความสามารถทางเทคนิคระดับสูง แต่ด้วยอายุรวมกัน 61 ปี ทำให้พวกเขาขาดพลังและความปราดเปรียว นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ เลิฟ เลือก เลออน โกเร็ตซ์ก้า ออกสตาร์ทในเกมกับ อังกฤษ แต่การเล่นกับ โครส ยังขาดความชัดเจน

ขณะที่ โยชัว คิมมิค ถูกส่งลงเล่นเป็นตัวริมเส้นฝั่งขวาทุกเกมของทัวร์นาเมนต์นี้ ขณะที่แข้งวัย 26 ปีสามารถเล่นตรงกลางสนามเช่นเดียวกับที่ บาเยิร์น มิวนิค นี่เป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจของ เลิฟ ที่จะถูกนำมาพิจารณาอย่างแน่นอน เนื่องจาก คิมมิค เป็นหนึ่งในกองกลางดีที่สุดของเยอรมันในขณะนี้ แต่เขาไม่มีอิทธิพลต่อการแข่งขันมากพอกับการเล่นด้านขวา


ฮันซี่ ฟลิค เคยสร้างการเล่นที่ลงตัวระหว่าง โกเร็ตซ์ก้า กับ คิมมิค ระหว่างการกุมบังเหียนทีมเสือใต้ เมื่อเขาเข้ามารับช่วงต่อจาก เลิฟ มันอาจหมายถึงการปรับโครงสร้างพื้นฐานของทัพอินทรีเหล็กที่ต้องสร้างทีมเพื่อศึกฟุตบอลโลกปี 2022 

แต่ปัญหาที่ยากกว่าสำหรับ ฟลิค คือการขาดตัวหลักตำแหน่งเซนเตอร์ หลัง เลิฟ เรียกตัว มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ กลับมาติดโผอินทรีเหล็กชุดทำศึกยูโร 2020 รอบสุดท้าย เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว แต่นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น 

ส่วน อันโตนิโอ รือดิเกอร์ อาจเป็นเซนเตอร์ระดับแนวหน้าของวงการ แต่กองหลังจาก เชลซี ยังมีจุดอ่อนและกลายเป็นปัญหาของแนวป้องกันในบางพื้นที่ 


อีกปัญหาของ เยอรมัน คือการขาดแคลนนักเตะประเภท 'นักล่าในกรอบโทษ' ที่ เลิฟ แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการใช้มิดฟิลด์ตัวรุกอย่าง ไค ฮาแวร์ตซ์, แซร์ช นาบรี้ กับ โธมัส มุลเลอร์ ลงเล่นศึกยูโร 2020 แต่ยังไม่มีระบบหรือโครงสร้างที่ชัดเจนพอ 

ฟลิค อาจทำผลงานได้ดีในฐานะเทรนเนอร์ บาเยิร์น มิวนิค ระหว่างเดือนพฤศจิกายนปี 2019 จนถึงเดือนมิถุนายนปี 2021 แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีเครื่องจักรผลิตประตูอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทว่าในปัจจุบัน เยอรมัน ไม่มีผู้เล่นหมายเลข 9 สไตล์หัวหอกทีมชาติโปแลนด์

อย่างน้อย ฟลิค ยังมีทางเลือกในพื้นที่นี้กับ ฮาแวร์ตซ์ ซึ่งเป็นนักเตะที่มีทักษะในการทำให้ตัวเองเป็นผู้เล่นหมายเลข 9 อย่างแท้จริง นอกจากนี้เทรนเนอร์วัย 56 ปียังรู้วิธีการเรียกสิ่งดีที่สุดจาก นาบรี้ รวมถึงการผลักดัน จามาล มูเซียล่า มิดฟิลด์ดาวรุ่งอนาคตไกลขึ้นมามีส่วนร่วมกับทีมอินทรีเหล็กมากขึ้นด้วย 


มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ เยอรมัน จะทำการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานดังกล่าว แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เพียงแค่มันจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหนในการเริ่มต้นกับเทรนเนอร์คนใหม่

เยอรมัน ยุค ฮันซี่ ฟลิค จะกลับมาสู่ระบบพื้นฐานด้วยการใช้แนวรับ 4 คน ซึ่งคาดว่า นิคลาส ซือเล่ ที่อยู่บนม้านั่งสำรองตลอดทัวร์นาเมนต์ยูโร 2020 จะก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจในแนวรับของทัพอินทรีเหล็ก ซือเล่ รวดเร็ว, แข็งแกร่งและเล่นกับบอลได้ดี ขณะที่ รีเดิ้ล บากู กองหลังวัย 23 ปีของ โวล์ฟสบวร์ก มีโอกาสแจ้งเกิดกับทีมชาติเยอรมันยุค ฟลิค 

บากู มีความเร็ว, เลี้ยงบอลได้อย่างยอดเยี่ยมและเป็นนักเตะที่บล็อคการทำประตูของคู่แข่งมากกว่าผู้เล่นคนอื่นในบุนเดสลีกาซีซั่นที่ผ่านมา ส่วน โรบิน โกเซนส์ ซึ่งเป็นนักเตะเพียงไม่กี่คนที่ทำผลงานน่าประทับใจในศึกยูโร 2020 น่าจะเป็นตัวแก้ปัญหาแนวรับฝั่งซ้ายในระยะยาว


หากพูดถึงตำแหน่งกองหน้าของทีมชาติเยอรมันชุดทำศึกยูโร 2020 มีเฉพาะ เควิน โฟลลันด์ ที่เป็นหมายเลข 9 โดยธรรมชาติเพียงคนเดียว แต่เห็นได้ชัดว่ากองหน้าจาก โมนาโก ไม่ได้รับความไว้วางใจาก เลิฟ ทว่ามันอาจจะแตกต่างไปจากเดิมเมื่อ ฟลิค เข้ามารับช่วงต่อ 

เยอรมัน ยังต้องมองหาทางเลือกสำหรับตำแหน่งหมายเลข 9 มากขึ้น ซึ่ง ฟลิค อาจพิจารณาเลือก ลูคัส เอ็นเมช่า ดาวยิงวัย 22 ปีของ แมนฯซิตี้ ที่ทำผลงานน่าประทับใจกับ อันเดอร์เลชท์ จากการย้ายมาเล่นกับทีมดังเบลเยียมด้วยสัญญายืมตัวช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา 


เอ็นเมช่า ยังมีบทบาทสำคัญต่อการคว้าแชมป์ยุโรปรุ่นอายุต่ำกว่า 21 ปีหลังการยิง 4 ประตูพร้อมคว้ารางวัลดาวซัลโวจากทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวด้วย ส่วน ยูสซูฟา มูโกโก้ กองหน้าเชื้อสายแคเมอรูนวัย 16 ปีของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

ฟลิค เคยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะเทรนเนอร์ของ บาเยิร์น มิวนิค จากการนำทีมเสือใต้คว้าแชมป์ 7 รายการในช่วงเวลา 18 เดือน เขาจึงกลายเป็นความหวังในการฟื้นฟูทัพอินทรีเหล็กจากความตกต่ำ ซึ่งน่าสนใจว่าเทรนเนอร์วัย 56 ปีจะใช้เวลามากน้อยเพียงใดในการกอบกู้เยอรมันกลับมาเป็นทีมระดับหัวแถวของวงการลูกหนังโลกอีกครั้ง


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})