:::   03:58 - ผลลีก เอิง : ลียง แพ้ เปแอสเช 0-1, อองเช่ร์ ชนะ แซงต์ เอเตียน 4-1, แรนส์ เสมอ ลีลล์ 1-1   :::   03:51 - ผลลาลีกา : เซบีย่า แพ้ เรอัล มาดริด 0-1, แอธเลติก บิลเบา ชนะ อลาเบส 2-0, บาเลนเซีย เสมอ เลกาเนส 1-1, เอสปันญ่อล แพ้ เรอัล โซเซียดาด 1-3, เคตาเฟ่ ชนะ มายอร์ก้า 4-2   :::   03:37 - ผลกัลโช่ เซเรีย อา : ลาซิโอ ชนะ ปาร์ม่า 2-0, อตาลันต้า เสมอ ฟิออเรนติน่า 2-2, โบโลญญ่า แพ้ โรม่า 1-2, เลชเช่ แพ้ นาโปลี 1-4, ซามพ์โดเรีย ชนะ โตริโน่ 1-0, ซาสซูโอโล่ ชนะ สปาล 3-0   :::   02:53 - ผลเบลเยียม เฟิร์ส ดิวิชั่น เอ : ซูลเต้ วาเรเกม เสมอ เกนท์ 2-2, คลับ บรูช ชนะ อันเดอร์เลชท์ 2-1, สตองดาร์ ลีแอช ชนะ อูเปน 3-0   :::   01:58 - ผลปอร์ตูกัล ลีกา โนส : ทอนเดล่า แพ้ กิมาไรส์ 1-3, เซตูบัล เสมอ ปอร์ตีโมเนนเซ่ 0-0, กิล วิเซนต์ เสมอ เบาวิสต้า 0-0   :::

ฟาน ไดค์ แข้งผู้คู่ควรบัลลง ดอร์

วันจันทร์ที่ 03 มิถุนายน 2562 คอลัมน์ เด็กเก็บบอล โดย ยักษ์เดนส์
2,744
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ปิดฉากลงไปอย่างเป็นทางการสำหรับฟุตบอลลีกยุโรปหลังจบเกมชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของ ลิเวอร์พูล

ต้องบอกว่าคู่ควรด้วยประการทั้งปวงหากดูจากเส้นทางของพวกเขาในฤดูกาลนี้ที่ฝ่าด่านยอดทีมยุโรปทั้ง 5 ประเทศอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง จากฝรั่งเศส, นาโปลี จากอิตาลี, บาเยิร์น มิวนิค จากเยอรมัน, บาร์เซโลน่า จากสเปน ปิดท้ายกับ สเปอร์ส คู่แข่งร่วมลีก

จะมีสักกี่ทีมที่เจอกับ 3 แชมป์ลีก, 1 รองแชมป์ และอีกหนึ่งท็อปโฟร์ของตารางแบบนี้ได้ ต้องยกนิ้วโป้งพร้อมกับปรบมือชื่นชม

แชมป์ยุโปรสมัยที่ 6 มีแค่ เรอัล มาดริด (13) และ เอซี มิลาน (7) ที่ทำได้มากกว่า มีความเป็นไปได้ที่ทีมจะไล่ล่าความสำเร็จในศึกสโมสรระดับทวีป โดยเฉพาะการไล่ตาม "ปีศาจแดง-ดำ" ที่ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะฟื้นตัวกลับมา ตรงข้ามกับ ลิเวอร์พูล ที่ดูจะแกร่งและมั่นใจมากขึ้น

หากมองจากผลงานเมื่อฤดูกาลที่แล้วมาจนถึงตอนนี้ ต้องบอกว่าทีมยกระดับขึ้นมาอีกขั้น จากที่แข็งแกร่งอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก


โดยเฉพาะในเกมรับที่เสียประตูง่ายเมื่อปีที่แล้ว มาเป็นเหนียวแน่นในปีนี้ ดูเหมือน เจอร์เก้น คล็อปป์ จะรู้ถึงวิธีการเล่นเพื่อชัยชนะ ไม่ใช่บุกแบบไม่ลืมหูลืมตา

จริงอยู่เกมรุกที่ดุดันยิงประตูมากมายเป็นสิ่งที่ได้ใจแฟนบอลและผู้ชม แต่ถ้าไร้ซึ่งโทรฟี่แชมป์แล้วทุกอย่างก็ไร้ค่า

และกำลังสำคัญในเกมรับของ "หงส์แดง" จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ผู้แข็งแกร่ง ผู้ที่ตอนนี้ถูกยกให้เป็นเซนเตอร์ดีที่สุดในโลกไปแล้ว

ล่าสุดสกาย เบท บ่อยรับพนันถูกกฎหมายปรับราคาลงฮวบฮาบว่าเจ้าตัวจะก้าวไปคว้ารางวัลบัลลง ดอร์ในปีนี้ เป็นรอง ลิโอเนล เมสซี่ แต่ก็นิดเดียวเท่านั้น

มาถึงตอนนี้แล้วชื่อ ฟาน ไดค์ อาจจะเป็นกองหลังคนแรกนับตั้งแต่ปี 2006 ที่มีโอกาสได้ "โลกทองคำ" อันทรงเกียรตินี้ไปครองได้ นับตั้งแต่ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ คือคนล่าสุด

ดูกันว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่ชื่อของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ จะก้าวไปถึงตำแหน่งบัลลง ดอร์ ประจำปี 2019

เล่นเกมรับอย่างชาญฉลาด


จากกองหลังธรรมดาคนหนึ่ง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ค่อยยกระดับศักยภาพของตัวเองขึ้นมาจนเป็นกองหลังดีที่สุดในโลกในเวลานี้

ความสามารถในการป้องกันประตูจากคู่แข่งต้องใช้คำว่าอยู่ในระดับสุดยอด นอกจากรูปร่างใหญ่โตปักหลักในแนวรับ ลูกกลางอากาศโดดเด่น เซนเตอร์ทีมชาติฮอลแลนด์ยังมีความเร็วที่ถือว่าเยี่ยมสำหรับคนที่สูง 193 เซนติเมตร

ทุกเกมที่ลงสนาม ฟาน ไดค์ จะเข้าสกัดและตัดเกมได้ตลอดในฤดูกาลนี้ แสดงให้เห็นถึงการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม เขารู้ว่าควรจะไปอยู่ตรงไหนและเมื่อไร ทำให้จังหวะและเวลาและการยืนตำแหน่งนั้นถูกต้องอยู่เสมอ

โดยเฉพาะแล้ว ฟาน ไดค์ ตัดเกมได้ถึง 5.1 ครั้งต่อเกมตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีนักเตะคนไหนที่สามารถเลี้ยงบอลผ่านเขาไปได้เลยแม้แต่ครั้งเดียวทั้งในพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

เรียกได้ว่าไม่มีใครที่จะเอาชนะเขาได้ ซึ่งหากคุณเป็นคู่แข่งแน่นอนว่าตำแหน่งที่ ฟาน ไดค์ ยืนจะเป็นจุดที่พวกคุณจะหลีกเลี่ยงแน่นอน

คนสำคัญของทีม


คงต้องยอมรับว่าตอนนี้ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ คือคนสำคัญที่ ลิเวอร์พูล จะขาดไปไม่ได้ซะแล้ว

จริงอยู่ว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ ซาดิโอ มาเน่ คือตัวขับเคลื่อนเกมรุกในซีซั่นนี้ นำมาซึ่งชัยชนะ แต่หากไร้ซึ่งเกมรับอันเหนียวแน่นแล้ว เกมรุกจะยิงได้แค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ถ้าทีมยังเสียประตูอยู่เรื่อย

นับตั้งแต่ ฟาน ไดค์ ย้ายมาค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ เขาช่วยให้ "หงส์แดง" ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทีมที่มีเกมรับดีที่สุดในโลก จากเกมรับที่เคยเป็นเรื่องตลกโดยเฉพาะในลูกตั้งเตะที่เสียประตูบ่อยครั้ง เขาเข้ามาช่วยทีมให้ดีขึ้นชัดเจน และคงไม่ผิดถ้าจะบอกว่า ลิเวอร์พูล ก้าวขึ้นมาเป็นทีมอันดับต้นๆของโลกไปแล้วในการเล่นเกมรับอย่างมีคุณภาพ

ตัวเลขด้านสถิติบ่งบอกชัดเจน, ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปแค่ 22 ประตูในซีซั่นนี้ ซึ่งนั่นแค่เกมรับดีอย่างเดียวไม่พอ แต่คือสิ่งที่ ฟาน ไดค์ ทำ, การจัดระเบียบเกมรับของทีมให้แข็งแกร่งขึ้น

เกมใหญ่-คนยิ่งเล่นดี


บอกตามตรงว่านึกไม่ออกเลยว่าในซีซั่นนี้มีเกมไหนที่ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เล่นไม่ดี แม้แต่ในเกมที่พ่ายแพ้ เขาก็คือคนที่ปักหลักยืนหยัดคุมเกมรับให้ทีมได้เป็นอย่างดี

ไม่น่าเชื่อว่าจากกองหลังธรรมดาจาก เซลติก ตอนย้ายมาอยู่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมายนัก แต่ระยะเวลาเพียงหนึ่งปีครึ่งกับ ลิเวอร์พูล เขาพัฒนาขึ้นมาอย่างยอดเยี่ยม

จริงอยู่ที่ว่าฤดูกาลที่แล้วเขาโดน เรอัล มาดริด เล่นงานในเกมชิงชนะเลิศ แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งสำคัญคือความผิดพลาดของ ลอริส คาริอุส มากกว่า และหากไม่ใช่เพราะ ฟาน ไดค์ ทีมอาจจะโดนมากกว่านี้ เช่นเดียวกับเกมที่พบ บาร์เซโลน่า ที่คัมป์ นูในรอบรองชนะเลิศ

ยิ่งเล่นยิ่งดี มั่นใจมากขึ้นไม่ว่าคู่ขาจะเป็น โจ โกเมซ, โฌแอล มาติป หรือ เดยัน ลอฟเรน, ฟาน ไดค์ ก็ยืนหยัดบัญชาเกมและเล่นได้เขาขากับทุกคน นั่นคือความยอดเยี่ยมจริงๆ

คว้าโทรฟี่แชมเปี้ยนส์ ลีก


หนึ่งในปัจจัยสำคัญของบรรดาแข้งที่ได้รางวัลบัลลง ดอร์ ก็คือการก้าวไปคว้าโทรฟี่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาครองได้สำเร็จ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ไม่มีทัวร์นาเมนต์ที่น่าจับตาอย่าง ฟุตบอลโลก หรือ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยิ่งชัดเจน แม้ว่าในปีนี้คนที่เป็นคู่แข่งอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ จะมีรายการโกปา อเมริกา รวมถึง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เพื่อนร่วมทีมที่มีภารกิจกับทีมชาติอียิปต์ในแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ

ลองคิดดูว่าขนาดปีที่แล้ว อองตวน กรีซมันน์ ที่ได้ทั้งแชมป์ยูโรปา ลีก และแชมป์โลก ยังเป็นรอง ลูก้า โมดริช ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่เป็นรองแชมป์โลกเลย

ซึ่งต้องยอมรับว่า ฟาน ไดค์ นี่แหละคือคนสำคัญที่ช่วยให้ทีมซิวแชมป์ยุโรปในปีนี้ไปครอง และนั่นน่าจะเพียงพอให้ได้บัลลง ดอร์เช่นกัน

ถึงเวลาที่กองหลังจะได้รางวัล


ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ปราการหลังทีมชาติอิตาลี กองหลังคนล่าสุดที่ได้รางวัลบัลลง ดอร์ แต่ก็ต้องย้อนไปถึงปี 2006 เลย

13 ปีนานพอให้เด็กคนหนึ่งเกิดและโตขึ้นมาจนรู้ความ, 13 ปีที่แล้วเว็บไซด์ฟุตบอลยังไม่ได้แพร่หลายเหมือนทุกวันนี้, และหนังสือพิมพ์ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่

คันนาวาโร่ ปักหลักแนวรับนำทัพ "อัซซูรี่" คว้าแชมป์โลก 2006 อย่างยิ่งใหญ่ และพูดได้เช่นเดียวกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่ทำทุกอย่างเพื่อป้องกันประตูของทีมจากคู่แข่ง

คันนาวาโร่, มัทธิอัส ซามเมอร์, โลธาร์ มัทเธอุส, ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นบาวเออร์ คือเหล่ากองหลังที่เคยก้าวไปถึงจุดสูงสุดของรางวัลนี้ และต้องบอกว่าน้อยมาก เพราะโดยปกติแล้วแนวรุกกับการยิงประตูจะได้รับการจับตามากกว่า

แต่ปีนี้กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่โดดเด่นแบบใครก็มองเห็นได้ด้วยตา คงไม่แปลกหากเขาจะได้บัลลง ดอร์ไปครอง


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด