:::   03:51 - ผลยูโรปาลีกรอบ 8 ทีม นัดสอง : เชลซี (อังกฤษ) ชนะ สลาเวีย ปราก (เช็ก) 4-3 (รวมผล 2 นัด : เชลซี ชนะ 5-3), บาเลนเซีย (สเปน) ชนะ บียาร์เรอัล (สเปน) 2-0 (รวมผล 2 นัด : บาเลนเซีย ชนะ 5-1)   :::

ในบ้านเจอใครก็ได้

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
อาร์เซน่อลทำให้เห็นอีกครั้งว่าพวกเขาเหมือนเป็นคนละทีมเมื่อกลับมาเล่นในบ้านหลังล่อเป้าชนะนาโปลี 2-0 ในยูโรปา ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดแรก

ชัยชนะนัดนี้เป็นการชนะในเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม 11 นัดจาก 12 นัดหลังสุดทุกรายการ และเป็นการชนะ 8 นัดติดพร้อมสถิติเกมรับน่าประทับใจเสียไปเพียง 2 ประตู 

ทุกอย่างตรงกันข้ามเหลือเกินกับวันที่ออกไปพ่ายต่อเอฟเวอร์ตัน 0-1 ในเกมลีกเมื่อสุดสัปดาห์

นี่คือเกมที่อาร์เซน่อลเล่นได้ดีที่สุดอีกนัดในฤดูกาล หากจะมีข้อติติงอยู่บ้างก็คงเป็นความเฉียบขาดในการจบสกอร์ที่มีโอกาสยิงประตู 3, 4 และ 5 นับครั้งไม่ถ้วน

การกลับมาเล่นในบ้าน และเลือกใช้งานผู้เล่นที่ดีที่สุด ทำให้อาร์เซน่อลแก้ตัวจากความพ่ายแพ้ในลีกได้อย่างรวดเร็ว 

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กับ อาร่อน แรมซี่ย์ ฟิตสมบูรณ์กลับมาลงตัวจริงประกอบร่างกับ อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์ และ เมซุต โอซิล เป็น 4 แนวรุกสตาร์ที่แฟนบอลอยากเห็นลงเล่นร่วมกันมากที่สุด

โอบาเมย็อง มีอาการป่วยทำให้เป็นเพียงสำรองใน 2 นัดหลังสุด ขณะที่ แรมซี่ย์ ก็ไม่เต็มร้อยมากนักในช่วงที่ผ่านมาเพราะเดี้ยงในช่วงเข้าแคมป์ทีมชาติเมื่อเดือนที่แล้ว  

การจัดทัพของ อูไน เอเมรี่ มีทางเลือกมากขึ้นเมื่อได้ ลูคัส ตอร์เรร่า กลับมาลุยแดนกลางหลังพลาดช่วยทีมในเกมลีกตลอด 3 นัดหลังสุดเพราะติดโทษแบน ส่วนอีกรายที่คัมแบ็กทันเวลาคือ โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ กองหลังกัปตันทีม เมื่อรวมกับ ปีเตอร์ เช็ก ที่ได้เล่นรายการนี้อยู่แล้ว อาร์เซ่อลจึงเปลี่ยนไป 5 ตำแหน่งจากเกมกับเอฟเวอร์ตัน 

เมซุต โอซิล, อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์ รวมถึง โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส, นาโช่ มอนเรอัล, เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนลส์, เซอัด โคลาซินัช เป็น 6 คนที่ได้ลุยตัวจริงต่อเนื่อง 

นาโปลีของกุนซือ คาร์โล อันเชล็อตติ ก็มาแบบเกือบเต็มสูบ ขาดไปเพียง ราอูล อัลบิโอล ที่ยังเจ็บ แต่ก็ได้ทั้ง คาลิดู คูลิบาลี่ และ นิโกล่า มัคซิโมวิช กลับมาช่วยทีมอีกครั้งหลังติดโทษแบนในนัดล่าสุดของรายการนี้ที่พ่ายซัลซ์บวร์ก 1-3 จนเกือบตกรอบ (นัดแรกชนะ 3-0) 

ทีมเยือนจากอิตาลีปรับแนวรุกส่ง ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ลงตัวจริงคู่กับ ดรีส์ เมอร์เท่น แล้วดร็อป อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค เป็นสำรอง 


แรมซี่ย์ กดประตูแรกตั้งแต่ต้นเกม

ตัวผู้เล่นอาร์เซน่อลเหนือกว่าไม่มาก แต่รูปเกมในสนามทำได้ดีกว่าชัดเจนตั้งแต่ออกสตาร์ต และได้ทักทาย 2 จังหวะซ้อนตั้งแต่ 7 นาทีแรก คาลิดู คูลิบาลี่ หนึ่งในกองหลังที่มีโอกาสย้ายทีมมากในซัมเมอร์ บล็อกช่วยนาโปลีไว้ได้ทั้งสองครั้ง

ทว่าประตูแรกของปืนใหญ่ก็รอไม่นาน เป็นประตูที่ได้เร็วและทำกันสวย โอซิล ชิ่งกับ แรมซี่ย์ ก่อนกระแทกบอลขึ้นทางขวาให้ ลากาแซ็ตต์ ที่ดึงจังหวะได้ดีก่อนแทงบอลลอดขา คูลิบาลี่ ไปถึง เมทแลนด์-ไนลส์ ได้จับแล้วพลิกให้ แรมซี่ย์ วิงมาซัดจ่อๆ ระยะไม่ถึงสิบหลา

ในเกมใหญ่และเจอคู่แข่งเกรดบอลสูสีใกล้เคียงกัน การได้ประตูนำก่อนใน 15 นาทีแรกเป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก และทุกอย่างยิ่งดูราบรื่นขึ้นไปอีกขึ้นเมื่อสกอร์ 2-0 เกิดขึ้นใน 10 นาทีถัดมา 

หากประตูแรกเป็นการเข้าทำที่บ่งบอกถึง "ทีมเวิร์ก" อันยอดเยี่ยม ประตูที่ 2 ก็ต่างออกไปในแบบ "ชงเองกินเอง" โดย ลูคัส ตอร์เรร่า 

กองกลางทีมชาติอุรุวัยซึ่งเพิ่งดวลกับแข้งทีมชาติไทยในไชน่า คัพ ช่วงฟีฟ่าเดย์ที่ผ่านมา อาศัยลูกขยันปรี่เข้าแย่งบอลจากเท้า ฟาเบียน รูอิซ ก่อนลากถึงหน้าเขตโทษแล้วล็อกหนีคู่กรณีที่พยายามตามมาแย่งบอลคืน จากนั้นกดเต็มข้อด้วยซ้ายส่งบอลแฉลบขา คูลิบาลี่ ก่อนเปลี่ยนทางเข้าไปแบบมีโชค อเล็กซ์ เมเร็ต นายทวารหนุ่มของนาโปลีที่ขยับตัวไปอีกทางก็ขาตายกลับมาไม่ทันแล้ว


ตอร์เรร่า ชงเองกินเองก่อนซัดแฉลบเป็น 2-0 

การไม่ได้เล่นในลีกตลอด 3 นัดหลังสุด แถมยังมีช่วงเบรกทีมชาติมาคั่น่สงผลต่อแรงกระตุ้นของ ตอร์เรร่า ในการกลับมาลงสนามให้ทีมนัดแรกรอบเกือบหนึ่งเดือนไม่น้อย จังหวะแย่งบอลและลากไปซัดเองยิ่งเห็นได้ชัดว่ามีความมุ่งมั่นและขยันอย่างมาก

ตอร์เรร่าอยู่ในสนาม 77 ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกให้ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ลงแทน แต่ฮีทแมพการเล่นก็วิ่งไปทั่วสนามครอบคลุมพื้นที่เกือบทุกตำแหน่งเลยก็ว่าได้

แต่คนที่เด่นสุดในแดนกลางก็ต้องยกให้ อาร่อน แรมซี่ย์ ที่ยิ่งใกล้เวลาย้ายออกไปยิ่งผลงานกระฉูด และทำเอาแฟนบอลอาร์เซน่อลเสียดายไปกันใหญ่

แรมซี่ย์ ถนัดอยู่กับการเล่น "บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์" ที่จับคู่กับ ตอร์เรร่า ตรงกลางเพราะมีพละกำลังเหลือเฟือในการยิ่งขึ้นลงช่วยทั้งเกมรุกและรับ ทำเอากองกลางนาโปลีหมองไปตามๆ กัน

กองกลางทีมชาติเวลส์เล่นงานนาโปลีได้อีกครั้ง ก่อนหน้านี้ในปี 2013 ที่เจอกันในเวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ก็เป็นแรมซี่ย์ที่จ่ายให้ โอซิล ยิงประตูแรกกับอาร์เซน่อล มาเจอกันในยูโรปา ลีก ก็กดประตูเองบ้างและป่วนแนวรับทีมดังจากเมืองเนเปิ้ลส์ได้ตลอด 

ส่วนในฤดูกาลหน้า แรมซี่ย์ จะตามไปหลอกหลอนนาโปลีถึงเวทีกัลโช่ เซเรีย อา กันเลยทีเดียวหลังเซ็นสัญญาล่วงหน้าย้ายร่วมทีมยูเวนตุสแบบไร้ค่าตัว และก็เป็นการย้ายทีมที่แฟนบอลอาร์เซน่อลต่างโมโหบอร์ดบริหารของตัวเองอย่างมากที่ปล่อยนักเตะแบบนี้ย้ายออกไปโดยไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาแม้แต่ปอนด์เดียว


ยิ่งใกล้ย้ายทีมยิ่งเล่นดีสำหรับแรมซี่ย์

แรมซี่ย์ มีโอกาสทำแฮตทริกด้วยซ้ำกับ 2 โอกาสทองในครึ่งหลัง โอกาสแรกจากระยะ 12 หลาก็ถูกปฏิเสธโดย อเล็กซ์ เมเร็ต ที่งานเข้าตลอดทั้งเกม ส่วนอีกครั้งก็ตวัดลูกเปิดจากฝั่งขวาของ เฮนริค มคิทาร์ยาน ข้ามคานอย่างไม่น่าเชื่อ 

อาร์เซน่อลมีโอกาสมากมายที่จะเปลี่ยนสกอร์ให้มากกว่า 2-0 เพื่อทำให้สบายใจมากขึ้นในการไปเยือนนัดสอง โอบาเมย็อง ได้ส่องเข้ากรอบ 3 ครั้ง และน่าจะตุงตาข่ายอย่างน้อยหนึ่ง ทว่าก็ติดเซฟ เมเร็ต ที่มีอีกจังหวะผวาปัดลูกยิงจ่อๆ ของ เมทแลนด์-ไนลส์ เอาไว้ด้วย

ตลอด 90 นาที อาร์เซน่อล ได้โอกาสยิงทั้งหมด 16 ครั้ง เข้ากรอบ 7 ครั้ง และได้ 2 ประตู ส่วนโอกาสของนาโปลี 9 ครั้ง เข้าเป้าเพียง 2 แต่ก็ไม่ได้น่าหวาดเสียวอะไรทั้งลูกโหม่งของ คูลิบาลี่ และลูกยิงไกลของ อดัม อูนาส ตัวสำรองในช่วงท้ายเกม

นาโปลีทิ้งโอกาสจะแจ้งของตัวเองไป 2 ครั้งทั้งครึ่งแรกจาก ดรีส์ เมอร์เท่นส์ ที่ตวัดเน้นๆ 12 หลาข้ามคาน และครึ่งหลังที่ ลอเรนโซ่ อินซินเย่ ถวายพานจากฝั่งขวาไปให้ พิโอเตอร์ ซีลินสกี้ ได้ชาร์จระยะเพียง 6 หลาแต่จิ้มบอกหลุดกรอบไปอย่างไม่น่าเชื่อ

ทีมเยือนของ อันเชล็อตติ มีโอกาสน้อยกว่า แต่หาก 2 จังหวะนี้จบได้เฉียบคมอีกหน่อย งานของอาร์เซน่อลในนัดสองก็อาจยากกว่าที่คิด 

นอกจากชัยชนะตามเป้าแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างสำหรับอาร์เซน่อลคือการไม่เสียประตูในบ้าน แต่เมื่อนึกถึงโอกาสมากมายที่พลาดไปก็น่าเสียดายไม่น้อย

อูไน เอเมรี่ รู้ดีว่าเกมนอกบ้านของทีมค่อนข้างมีปัญหาเมื่อชนะได้เพียง 2 นัดจากทุกรายการนับตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมาซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยเหลือเกิน 

กุนซือชาวสแปนิชสรุปโอกาสเข้ารอบไว้ที่ "50-50" เพราะรู้ดีว่าการไปเยือนซาน เปาโล ในวันพฤหัสบดีหน้าต้องเจองานหนักแน่นอน 

ต้องรอดูว่า "2-0" ของอาร์เซน่อลนัดนี้จะเพียงพอต่อการเข้ารอบหรือไม่เพราะอย่างที่เห็นกันว่านอกบ้านพร้อมจะพลาดท่าแพ้ได้เสมอ 

ถ้าเอาตัวรอดได้ โอกาสเข้าชิงฯ ก็มีสูงเพราะในรอบตัดเชือกไม่ว่าเจอใครระหว่างบียาร์เรอัลกับบาเลนเซีย ลูกทีมของ อูไน เอเมรี่ ก็ยังดูเป็นต่อ

โดยเฉพาะ 90 นาทีในบ้านที่ชั่วโมงนี้ต้องบอกเลยว่า "เจอใครก็ได้" 


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
Google
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})