:::   00:59 - ผลกัลโช่ เซเรีย อา : อูดิเนเซ่ ชนะ มิลาน 1-0   :::   00:58 - ผลเบลเยียม เฟิร์ส ดิวิชั่น เอ : สตองดาร์ ลีแอช ชนะ คอร์ไทรค์ 2-1   :::   00:57 - ผลบุนเดสลีกา : แฮร์ธ่า เบอร์ลิน แพ้ โวล์ฟสบวร์ก 0-3, ไลป์ซิก ชนะ แฟร้งค์เฟิร์ต 2-1   :::   00:26 - ผลพรีเมียร์ลีก : สเปอร์ส แพ้ นิวคาสเซิ่ล 0-1, วูล์ฟแฮมป์ตัน เสมอ เบิร์นลี่ย์ 1-1, บอร์นมัธ แพ้ แมนฯซิตี้ 1-3   :::   00:01 - ผลลีก เอิง : สตราส์บูร์ก แพ้ แรนส์ 0-2, โมนาโก เสมอ นีมส์ 2-2   :::

มังกรเขี้ยวกุด !

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2562 คอลัมน์ ศาสดา On The Ball โดย ศาสดาลูกหนัง
9,615
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ดราเกาสเตเดี้ยม เคยเป็นสนามที่น่าเกรงขามในอดีตที่ผ่านมา แต่ในวันนี้ภาพเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไปแล้ว

          หลายๆ ท่านน่าจะเคยดูหนังการ์ตูนอนิเมชั่นชื่อดัง เรื่อง “how to train your dragon” หรือในชื่อไทยสุดเก๋ไก๋ว่า “อภินิหารไวกิ้งพิชิตมังกร” กันบ้างแล้วนะครับ ในอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับมังกรตามชื่อเรื่องนั่นแหละครับ และมังกรตัวเอกของอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็มีชื่อว่า “เขี้ยวกุด” ซึ่งในหนังนั้น มังกรที่ได้ชื่อว่าเขี้ยวกุดนี้ เป็นมังกรของพระเอก ที่มีความเก่งกาจเอามากๆ แต่กับทีมปอร์โต้ ที่มีฉายาว่า “มังกร” เหมือนกันนั้น ในเกมเมื่อคืนนี้ ต้องใช้คำว่า “เขี้ยวกุด” เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ในแง่ดีซักเท่าไรครับ แต่มันหมายถึงว่า มังกรปอร์โต้ตัวนี้ช่างไร้พิษสงอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ 


                                                    ปอร์โต้ทำผลงานได้น่าผิดหวังมากๆ ในเกมนี้

เหมือนซ้อมใหญ่


          ลิเวอร์พูลที่มีสกอร์ตุนมาตั้งแต่เกมนัดแรก 2-0 นั้น วันนี้พวกเขาค่อนข้างผ่อนเกมเยอะพอสมควรทีเดียวครับ พวกเขาไม่เพรสซิ่ง ไม่บดบี้คู่ต่อสู้เหมือนอย่างเคย  แต่ใช้วิธีแค่ยืนตั้งโซนรับให้มีระเบียบวินัยและรอจังหวะสวนกลับแค่นั้นเอง ทำให้เกมตั้งแต่เริ่มต้น แทบจะเป็นของปอร์โต้แทบจะทั้งหมดเลย แต่อย่างที่บอกไปตั้งแต่หัวเรื่องนั่นแหละครับ ว่าปอร์โต้นั้นไร้พิษสงเหลือเกิน พวกเขาหาโอกาสยิงได้ค่อนข้างเยอะมากพอสมควรทีเดียว แต่ก็ได้แต่ยิงนกตกปลากันไปเสียหมด โดยเฉพาะ มุสซ่า มาเรก้า  ที่ดูจะหาช่องว่างและจังหวะยิงได้ดีทีเดียวแต่เรื่องของความเฉียบคมนั้น เรียกว่าเข้าขั้นแย่มากๆ เลย ในการโหมบุกของปอร์โต้นั้น แทบจะไม่ได้สร้างความลำบากให้กับ อลิสซง เบ็คเกอร์เอาเสียเลย ถ้าไม่เบาไปก็ยิงออกไปเอง และยิ่งเป็นแบบนี้ก็ดูเหมือนลิเวอร์พูลจะยิ่งเล่นง่ายเข้าไปใหญ่เลยครับ พวกเขาแทบจะเซฟตัวเองประคองตัวไม่ให้บอบช้ำไปเสียมากกว่าที่จะไปเล่นหนักปะทะอะไรกับแข้งปอร์โต้เท่าไรเลย ยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนว่าเกมนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไรแบบที่คล็อปป์หรือแฟนๆ แอบกังวล(เล็กๆ) ไว้เลย เรียกว่าหงส์แดงนั้น “เอาอยู่” มากๆ



                          

                                        มุสซ่า มาเรก้า ไม่มีโอกาสได้เฮเลยเมื่อเจอกับเกมรับของลิเวอร์พูล



VAR ทำให้เกมจบ

          ถึงปอร์โต้จะดูไร้พิษสงยังไงก็ตาม แต่กับสกอร์ที่นำอยู่ 2-0 นั้น ถ้าเกิดปอร์โต้ยิงประตูไล่ขึ้นมาได้ซักประตู เกมนี้ก็อาจจะกลับมาตื่นเต้นกันอีกครั้งก็ได้นะครับ แต่แล้วเพียงแค่นาทีที่ 26 เกมนี้ก็ดูเหมือนจะจบอย่างไม่เป็นทางการเสียแล้ว เมื่อลิเวอร์พูลฉวยโอกาสเล่นโต้กลับจากทางฝั่งซ้าย และบอลก็ขลุกขลิกๆ กันอยู่และเป็นซาลาห์ที่กึ่งยิงกึ่งผ่านไปหน้าประตู และก็เป็นมาเน่ที่ไวพอที่จะโฉบบอลจากจังหวะนั้นชาร์จเข้าประตูไป  ในจังหวะแรกนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นจังหวะล้ำหน้าอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อดู AV เอ๊ย! VAR แล้ว ก็เห็นได้ว่ามาเน่นั้นยังอยู่ในไลน์อย่างชัดเจน ทำให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 1-0 ได้สำเร็จ และกับสถานการณ์นี้ถ้าจะเกิดการพลิกล๊อกขึ้นมาได้ ปอร์โต้ต้องยิงลิเวอร์พูลในช่วงเวลาที่เหลืออีกราวๆ 1 ชั่วโมงให้ได้ 4 ประตู ถึงจะเข้ารอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากเลยทีเดียว เพราะในลีก เล่นมาจะทั้งฤดูกาลแล้ว ลิเวอร์พูลเสียไปแค่ 20 ประตู น้อยที่สุดในยุโรปแล้ว และตั้งแต่เปิดฤดูกาลนี้มาลิเวอร์พูลเสียเกิน 2 ประตูไปแค่เกมเดียว คือ เกมกับคริสตัล พาเลซในลีก เพราะฉะนั้นการที่จะหวังพลิกล็อกยิงประตูทีมที่เกมรับเหนียวแน่นอย่างลิเวอร์พูลถึง 4 ประตูในเกมเดียวแบบนี้ เรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว เกมนี้แทบจะจบอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่ประตูของมาเน่แล้ว




ยิ่งเล่นยิ่งห่าง

          พอหลังจากโดนประตูของมาเน่เข้าไป ปอร์โต้ก็เริ่มถอดใจอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาไม่คึกคักเหมือนตอนเริ่มเกมเลย และทำให้เกมนี้กลายเป็นเกมที่ง่ายที่สุดในปีนี้ของลิเวอร์พูลไปเสียอย่างนั้น เมื่อพวกเขาได้ประตูตอกฝาโลงจากการหลุดเข้าไปล่อเป้าของซาลาห์ และปอร์โต้ก็มาได้ประตูปลอบใจเล็กๆ จากจังหวะเตะมุมไล่ขึ้นมาเป็น 2-1 แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร และพวกเขาก็รู้ดีอยู่แล้ว จากปฏิกริยาของนักเตะปอร์โต้เอง ที่ดูจะเฉื่อยชาอย่างเห็นได้ชัด และสุดท้ายก็เป็นฝ่ายลิเวอร์พูลที่ได้ประตูตอกย้ำเข้าไปอีกจากฟีร์มีโน่ที่เปลี่ยนตัวลงมาตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง และปิดท้ายด้วย ประตูจากเฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ก็ยิ่งทำให้ภาพของเกมนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ว่า ณ ชั่วโมงนี้ลิเวอร์พูลกับปอร์โต้นั้นห่างชั้นกันขนาดไหน 



                                                                   4 นักเตะสำคัญมีสกอร์ทุกคน

สถานการณ์ปัจจุบัน


          ตอนนี้ลิเวอร์พูลนั้นมีลุ้นแชมป์ 2 รายการอย่างเต็มตัวแล้ว ยิ่งกับสถานการณ์ล่าสุดที่เต็งแชมป์อย่างแมนฯซิตี้ กระเด็นตกรอบไปอย่างพลิกล๊อก ด้วยพิษของ VAR ที่ไม่เข้าทางพวกเขาเลยในค่ำคืนเดียวกันนี้ ทำให้การลุ้นแชมป์ถ้วยใหญ่ของลิเวอร์พูลนั้นค่อนข้างสดใสและเปิดกว้างมากพอสมควร จะมีก็แต่ก้างชิ้นโตอย่างบาร์เซโลน่า ที่จะเจอกันในรอบรองชนะเลิศเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วก็ถือว่านี่ก็ยังเป็นโชคของลิเวอร์พูลอยู่นิดๆ เหมือนกัน เพราะถ้าเทียบกันแล้วถ้าเจอกับบาร์เซโลน่าในรอบชิงชนะเลิศ ประสบการณ์ของลิเวอร์พูลค่อนข้างจะเป็นรองอยู่พอสมควร แต่กับการมาเจอกันแบบ เหย้า - เยือนแบบนี้ ชั่วโมงนี้ลิเวอร์พูลสู้ได้กับทุกทีมในโลกนี้และไม่จำเป็นต้องกลัวใครอยู่แล้ว
    ลิเวอร์พูลมีเกมที่เหลืออยู่ในฤดูกาลนี้อยู่เพียงอย่างมากก็แค่ 7 เกมเท่านั้น และกับสถานการณ์ในตอนนี้ที่ทีมดูพร้อมกว่าปีที่แล้วมากๆ ทั้งในเรื่องตัวผู้เล่นและประสบการณ์ 7 นัดนี้ลิเวอร์พูลไม่ต้องสนอะไรมากมายแล้วล่ะครับ พวกเขามีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือ ชนะให้ได้ทั้ง 7 นัดรวดเท่านั้น ถ้าทำได้อย่างที่ว่าไว้ ลิเวอร์พูลจะมี 1 แชมป์ในมือแน่ๆ แต่กับอีกแชมป์นึงที่แฟนๆ โหยหากันมานาน ต้องมาลุ้นกันอีกที ซึ่งกับสถานการณ์ในตอนนี้ต้องบอกว่า “เข้าทาง” ลิเวอร์พูลสุดๆ ครับ ฮรี่ๆ  

   



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา เพียงแอด line มาที่ @thsport เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})